2008/Jan/15

Charms Of Love
Story By  Renka Hinatsu
Illust By Oki Mamiya
Tralation : Mizukizz
Edit By Lucifer&Acacia
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
In Store Now!
ของแถมสำหรับเล่มนี้ : โปสการ์ด อ.Oki Mamiya  1 แผ่น
ราคา : 260 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
Contact Us : lucifer_lostangel@hotmail.com

จู่ๆ ซึซึคาวะ ริว นักศึกษาธรรมดาก็ถูกชายหนุ่มรูปงามอย่างอาคิสึ ชูเซยื่นข้อเสนอว่า

“มาเป็นแฟนฉันเถอะ”

ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่งานคนรักชั่วคราวที่มีทั้งเสื้อผ้า อาหาร และที่พักฟรีก็ฟังดูสุดคุ้มเกิดกว่าเด็กหนีออกจากบ้านอย่างเขาจะปฏิเสธ
 
ระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ถูก ก็โดนหลอกล่อด้วยจูบแสนหวาน พอยอมตกลง ก็ถูกอุ้มขึ้นเตียง ถูกสัมผัสด้วยปลายนิ้วและลิ้นอุ่น ราวกับเป็นคนรักจริงๆ...

ริวมารู้ทีหลังว่าแท้ที่จริงแล้วนายจ้างที่เขารับทำงานนั้นเป็นถึงนักแข่งรถที่มีชื่อเสียง แถมยังได้มาเห็นบาดแผลลึกในใจที่เจ้าตัวพยายามปกปิดไว้อีก

เรื่องราวต่างๆ ประดังเข้ามากะทันหันจนริวรู้สึกสับสัน แต่เขาก็สัญญากับตัวเองว่าจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยชูเซจากอดีตที่แสนเจ็บปวดนั้น...

...................................................................................................

 ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 1 (ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ)

“นี่สินะ... โรงแรมเซ็นทรัล”

ร่างบางกวาดสายตาไปทั่วท่ามกลางตึกหรูหราแถบฝั่งตะวันตกของชินจูกุ ก่อนจะหยุดตรงตึกทรงสามเหลี่ยม ที่ตั้งของโรงแรมเซ็นทรัล

โรงแรมชื่อดังแห่งนี้มีจุดเด่นอยู่ตรงเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ออกแบบอย่างสวยงาม เห็นในโทรทัศน์อยู่เป็นประจำ เพราะบรรดาคนดังมักจะมาจัดงานแต่งงานกันที่นี่ เคยได้ยินมาว่า สำหรับพวกสาวออฟฟิศ การได้แต่งงานในที่หรูๆ อย่างโรงแรมเซ็นทรัลถือเป็นการป่าวประกาศฐานะทางการเงินของคู่แต่งงานอย่างหนึ่ง ผมจำได้ดี เพราะแม้แต่แม่ของผม เวลานั่งดูรายการที่เกี่ยวกับงานแต่งงานในโทรทัศน์ทีไร ก็มักจะทำตาเป็นประกายด้วยความหลงใหลไปด้วยทุกครั้ง
และตอนนี้ผมก็มายืนอยู่ตรงหน้าโรงแรมที่ว่าแล้ว แต่ก่อนจะก้าวเข้าไป เท้าทั้งสองข้างก็หยุดชะงัก

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมคือพื้นหินอ่อนปูพรมแดงหรูหรามีระดับ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเดินบนพรมแพงๆ อย่างนี้มาก่อนเลย ความกดดันทับถมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มลังเลว่าถ้าเอารองเท้าผ้าใบราคาถูกของตัวเองย่ำลงไปจะดีแน่หรือ นอกจากนี้ ผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่แถวล็อบบี้ก็แต่งตัวสวยงามเข้ากันกับสถานที่เสียจนทำให้เสื้อยืด กางเกงขายาวกับเป้กะหลั่วๆ ของผมดูผิดที่ผิดทางสุดๆ 
 
“ไม่เป็นไรหรอกน่า”
ผมพึมพำในลำคอที่แห้งผาก แล้วจึงพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ขณะก้าวผ่านล็อบบี้ไปยังลิฟท์ ทำทีเหมือนเคยเข้ามาพักหลายครั้งแล้ว

โชคยังดีที่ไม่มีใครอยู่ในลิฟท์ ตอนที่เหยียบเข้าไปเลยค่อยรู้สึกเหมือนน้ำหนักที่ถ่วงอยู่หายไปจนหมด ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะขยับตัวไปพิงผนังมุมลิฟต์ รอให้ประตูปิดลงช้าๆ

แต่ทันใดนั้นเอง ช่วงเวลาผ่อนคลายสั้นๆ นั้นก็ถูกทำลายลง เมื่อประตูลิฟต์ที่กำลังจะปิดอยู่แล้ว ถูกร่างของชายคนหนึ่งแทรกตัวเข้ามา

“ขอโทษครับ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำ รื่นหูเหมือนเสียงคลื่นกระทบฝั่งดึงความสนใจของผมได้อย่างง่ายดาย และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกอย่างก็เหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ ร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าในขณะนี้เป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา ไร้ที่ติ รูปลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบตรึงสายตาของผมให้นิ่งอยู่อย่างนั้น

จะใช้คำว่ามีเสน่ห์ก็คงไม่ผิดนัก เรือนผมสีดำสนิทที่ยาวลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อยทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ขณะที่ดวงตาคมที่มองเห็นรำไรผ่านเส้นผมเต็มไปด้วยแววสุขุม เฉลียวฉลาด ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดของเพศชายที่มีอยู่เต็มเปี่ยม รูปร่างที่สูงกำยำจนต้องเงยหน้ามองดูสง่า แต่ไม่ให้บรรยากาศกดดัน ตรงกันข้าม กลับทำให้รอบตัวเขาดูสดชื่นเหมือนมีสายลมเย็นๆ พัดผ่าน

“ชั้นไหนครับ?”

“อ๊ะ! ชะ... ชั้นหกครับ”

หลังจากที่ตอบไป ผมก็รู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนเองร้อนผ่าว เพิ่งรู้ตัวว่ามัวแต่ตกตะลึงจนลืมกดหมายเลขชั้น

“งั้นก็ชั้นเดียวกันสินะ”

เสียงหัวเราะเบาๆ ของอีกฝ่ายทำให้ผมต้องหัวเราะตามไปด้วยเพื่อกลบเกลื่อนความขายหน้าของตนเอง

“โอ๊ะ ของหล่นแน่ะ”

ร่างสูงสง่าในเครื่องแต่งกายที่เนี้ยบไปทุกส่วนก้มตัวลงเพื่อเก็บของบางอย่างบนพื้น

สิ่งที่ผมทำร่วงก็คือ... นามบัตรของทางร้านที่แนบมากับขวดไวน์ราคาแพงนั่น สงสัยจะเผลอทำหล่นตอนที่มัวแต่ตกตะลึงเมื่อครู่

“นี่”

“ขอบคุณครับ”

มือใหญ่ส่งนามบัตรสีทองให้ผม ดวงตาคมเหลือบมองแผ่นกระดาษเล็กๆ นั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะชะงัก

“ร้านนี้มัน...”

“เอ่อ...”

“นายเป็นคนของร้านนี้เหรอ?”
 
คนถามมองหน้าผมสลับกับโลโก้ของร้านที่อยู่บนนามบัตร
 
“ร้านอะไรเหรอครับ?”

“ก็ ‘ดอลเช่ วิต้า’ นี่ไง”

ท่าทางเขาจะรู้จักร้านนี้ดี หรือบางทีคนๆนี้อาจจะเป็นนักสะสมไวน์ตัวยง

“คุณชอบดื่มไวน์ด้วยเหรอครับ? สงสัยไวน์ของร้านนี้จะดังจริงๆ พอดีผมเพิ่งรู้จักกับคนของทางร้านน่ะครับ เลยถูกขอให้ช่วยมาส่งไวน์วินเทจขวดนี้แทน”

“ไวน์เหรอ?”

เขาก้มลงอ่านฉลากบนขวด

“วินเทจสินะ”

เสียงทุ้มต่ำทวนคำพูดของผมอยู่ในลำคอ

“ท่าทางรสชาติคงจะนุ่ม... แล้วก็หวานน่าดูสินะ ของดีแบบนี้ไม่น่าไปอยู่ในมือคนอื่นเลย น่าเสียดายจริงๆ”

แผ่นอกกว้างเลื่อนเข้ามาใกล้ มือใหญ่ยกขึ้นเสยผมหน้าที่ยาวระลงมาเหมือนต้องการจะพิจารณาใบหน้าของผม ปลายนิ้วเรียวยาวม้วนผมเส้นเล็กเล่น

“จะ...จะทำอะไรน่ะ!”

ผมปัดมือข้างนั้นออกทันที เสียงผิวเนื้อกระทบกันดังไปทั่วลิฟต์ที่เป็นเหมือนกล่องแคบๆ

ใบหน้าหล่อเหลานั้นตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาเห็นหน้าตาและรูปร่างที่ผอมบางเหมือนผู้หญิงแล้วคงคิดไปว่าผมจะไร้เดียงสาเหมือนรูปลักษณ์ภายนอก แต่ไม่ว่ายังไง ผมก็เป็นผู้ชาย ทำให้เผลอตอบโต้ไปอย่างรุนแรง และอาจจะบวกกับความหิวด้วยก็ได้ ผมถึงยิ่งรู้สึกโมโหมากกว่าปกติ  

"หืม? ...ท้าทายกว่าที่เห็นภายนอกจริงๆ”

ร่างสูงขยับริมฝีปาก ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลิฟต์ก็ขึ้นมาถึงชั้นหกเสียก่อน บทสนทนาของเราจึงจบลงแค่นั้น

“เชิญ”

มือใหญ่ยื่นไปจับขอบประตูที่เปิดค้างไว้ให้ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อยเหมือนจะเชิญให้ผมเดินออกไปก่อน

ผมที่ตอนนี้ไม่รู้สึกว่าควรต้องเกรงใจอีกแล้ว จึงแค่พูดขอบคุณ ก่อนจะก้าวออกจากลิฟต์

ห้อง 602 อยู่ตรงทางเดินข้างหน้า ผมเหลือบเห็นแผนผังหมายเลขห้องตรงกำแพงพอดี จึงเดินไปยังจุดหมายได้ทันที รู้สึกว่าผู้ชายคนเมื่อครู่ก็จะมีธุระทางนี้เหมือนกัน ผมถึงยังได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาทางด้านหลัง

จะด้วยแรงดึงดูดหรืออะไรไม่รู้ ผมถึงหันหลังกลับไปสบกับดวงตาคมกริบคู่เดิม ขณะที่เจ้าของกำลังไขกุญแจเพื่อเปิดประตูห้อง

“อ๊ะ...!”

ผมกลั้นหายใจ ก่อนจะหันหลังกลับ เร่งฝีเท้าก้าวไปทางจุดหมายซึ่งอยู่ถัดไปอีกประมาณสามห้อง

พอส่งไวน์เสร็จแล้ว ต้องรีบกลับไปรับค่าจ้างที่ตึก หลังจากนั้น ผมก็จะได้ทำหรู ผลาญเงินที่หามาด้วยการกินข้าวหน้าเนื้อจานใหญ่พิเศษ ทำแบบนั้นอาจจะมีผลต่อน้ำหนักกระเป๋าเงินในเดือนหน้าบ้าง แต่ก็น่าจะคุ้ม เพราะไม่ได้กินอาหารดีๆ มาหลายวัน แค่วันนี้วันเดียว ขอทำตัวเป็นเศรษฐีหน่อยเถอะ

แค่คิด ก็รู้สึกเหมือนลอยไปในอากาศ อิ่มอกอิ่มใจอย่างที่ไม่เป็นมานาน จนแม้แต่เสียงเคาะประตูก็ยังแจ่มชัดกว่าครั้งไหน

“ขอโทษครับ นำไวน์จาก ‘ดอลเช่ วิต้า’ มาส่งครับ”

ผมแนะนำตัวที่หน้าห้อง ก่อนจะมีเสียงชายวัยกลางคนตอบกลับมาจากอีกฟากหนึ่งของประตู 

“รอเดี๋ยว”

เมื่อได้เห็นผู้สั่งไวน์ ผมก็ต้องตกตะลึง เพราะคนที่มาเปิดประตูสวมแค่เสื้อคลุมอาบน้ำตัวเดียวเท่านั้น แต่บางที เขาอาจจะกำลังอาบน้ำอยู่ก็ได้

“อ๊ะ! นะ… นี่ครับ...”

พอตั้งสติได้ ผมก็รีบส่งไวน์ให้ แต่ฝ่ามือหนากลับยื่นมากุมไว้ทั้งของและมือของผมที่ประคองขวดไวน์อยู่ การถูกมืออวบที่มีแต่ไขมันสัมผัสไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีสักเท่าไหร่

“โอ้โห! ไม่คิดว่าจะได้เด็กน่ารักขนาดนี้ เอ้า! เข้ามาสิ! ฉันจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!”

ผมถูกเจ้าของห้องกระชากข้อมือผมอย่างรุนแรง ดึงให้ก้าวเข้าไปในห้อง

“เอ๊ะ!”

ฝ่ามือหนาอีกข้างก็ยกขึ้นโอบที่หัวไหล่

“เดี๋ยวครับ! คิดจะทำอะไรน่ะ!?”

มือของผมถูกกดลงจนเกือบจะถึงหว่างขาของอีกฝ่าย ผมรีบสะบัดมือหนี เท้าก้าวถอยไปด้านหลัง

ผมตั้งใจจะรีบหลบให้พ้นประตูห้อง ในเมื่อส่งของเสร็จแล้วก็รีบกลับเสียที แต่ฝ่ามือที่ยึดบ่าไว้นั้นแข็งแรงมาก ขาของผมจึงก้าวพ้นห้องไปได้แค่ข้างเดียวเท่านั้น

“มาถึงที่แล้วจะมาทำท่ากลัวอะไรอีก... หรือว่าเธอคิดจะยั่วทำให้เหมือนเป็นครั้งแรกกันแน่ หือ?”

พูดอะไรไม่รู้เรื่อง

ถึงจะไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายนัก แต่ในสถานการณ์แบบนี้ สัญชาติญาณบอกว่าผมควรจะรีบเผ่นดีกว่า

“ปะ... ปล่อยนะ!”

ระหว่างที่ผมพยายามดิ้นหนีฝ่ามือหนา ขวดไวน์ราคาแพงที่อุตส่าห์ประคับประคองมาตลอดทางก็ตกลงพื้น ขวดแก้วแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เสียงดังลั่น กลิ่นหอมของไวน์รสผลไม้ฟุ้งไปทั่ว ถึงจะรู้ว่าราคาของไวน์ขวดนี้ชวนกระเป๋าฉีกขนาดไหน แต่ตอนนี้ไม่ใช้เวลามาสนใจเรื่องพรรค์นั้น

“โธ่เว้ย! ก็บอกให้หยุดไงล่ะ!”

มือข้างที่ยังว่างอยู่ยกทุบตุบตับไปเท่าที่ทำได้ แต่ด้วยขนาดร่างกายที่แตกต่างกันมาก กำปั้นเล็กๆ ของผมคงไม่ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งสะเทือน

“ก้มหัวลง!”

เสียงทุ้มต่ำตะโกนมาไกลๆ กระตุ้นสมองสั่งการให้ร่างกายทำตามไปโดยอัตโนมัติ ผมรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างวืดผ่านศีรษะไป และนาทีต่อมา มือที่เกาะกุมผมไว้ก็คลายออก ส่วนเจ้าของมือทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น มือสองข้างกุมใบหน้า ถึงจะยังมีสติอยู่ แต่ก็คงยืนไม่ขึ้นไปอีกนาน

“จะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม!”

ผมมัวแต่ตกตะลึง เรียบเรียงสถานการณ์ไม่ถูก มารู้ตัวอีกที ก็เพราะเสียงตะโกนจากด้านหลัง

เมื่อหันกลับไป ก็พบชายหนุ่มที่เพิ่งเจอในลิฟต์ก่อนหน้านี้ เขากำลังสะบัดมือไปมา เหมือนพยายามให้สิ่งสกปรกหลุดออกไป

“นี่คุณชกเขาเหรอ!?”  

ตาเจ้าของห้องโรคจิตนี่คงโดนหมัดขวาเข้าไปเต็มแรง ถึงได้น็อคหมดรูปอย่างนี้

“ก็ใช่น่ะสิ อย่ามัวช้าอยู่เลย รีบหนีเถอะ”

ร่างสูงขยิบตาให้เหมือนเราสองคนร่วมกันทำผิด ท่าทางขี้เล่นของเขาดูตรงกันข้ามกับคำพูดจริงจังของเจ้าตัว

“หนีเหรอ?”

“ตามมา”

พูดจบ มือแกร่งก็กระชากให้ผมวิ่งออกจากห้อง 602 ตรงเข้าไปในประตูที่อยู่ถัดไปอีกสามห้อง

.........................................
 

“ฉันทำแบบนี้นี่ดีแล้วใช่ไหม?”

ทันทีที่ประตูปิดลงน้ำเสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยขึ้น

“เอ๊ะ?”

“ก็ที่ฉันอุตสาห์พานายหนีมา หวังว่าความจริงนายคงไม่ได้เล่นชู้กับตาลุง แล้วที่ทำท่ากลัวเมื่อกี้ก็เป็นแค่การแสดงให้สมบทบาทหรอกนะ?

“มะ...ไม่ ไม่ใช่แหงอยู่แล้ว! พูดอะไรบ้า ๆ!”

‘เล่นชู้’ บ้างละ ‘การแสดงให้สมบทบาท’ บ้างล่ะ แต่ละคำที่หลุดออกมานี่ไม่ได้เข้ากับริมฝีปากได้รูปนั่นเลย แต่เมื่อถูกตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ ก็ทำให้ผมอดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ ถึงคำที่พูดจะฟังดูงี่เง่าสิ้นดีก็เถอะ ผมแอบถอนหายใจเบาๆ

ว่าแต่ ไอ้ฉากเผ่นเมื่อกี้นี่อย่างกับในหนังแน่ะ ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผมเป็นคนที่สมบูรณ์แบบทั้งรูปร่าง หน้าตา และการแต่งตัวที่มีสไตล์ จนทำให้เผลอคิดไปว่าเขาเป็นดารา ผิวที่เป็นสีแทนตามสมัยนิยม ผมสีดำสนิทได้รับการดูแลเป็นอย่างดี คิ้วเข้มเสริมให้ใบหน้าคมดูโดดเด่นยิ่งขึ้น แล้วยังดวงตาที่เป็นประกายสดใสแต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยแววเฉลียวฉลาด ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็แตกต่างจากคนทั่วไป

ถึงผู้ชายคนนี้จะดูดีแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกถึงบรรยากาศอันตรายที่แฝงไปด้วยเล่ห์กลอย่างที่ไม่มีใครเหมือน

“เหรอ ถ้างั้นก็ดีแล้ว”

“ดีตรงไหน! ผมทำไวน์แตกนะ ของปีวินเทจซะด้วย!”

ผมย้อนนึกไปถึงกลิ่นองุ่นจากพื้นที่มีเศษแก้วแตกกระจาย

“ไม่ต้องห่วง ไอ้ไวน์ขวดนั้นไม่ใช่ปีวินเทจอะไรหรอก ก็แค่ไวน์ราคาถูก หาได้ตามร้านทั่วไป”

“หา? โกหกน่า เดี๋ยวสิ! ถ้างั้น ที่ผมพยายามรักษามาตลอดก็ศูนย์เปล่าน่ะสิ นี่ผมบ้าประคับประคองไวน์ราคาถูกเหรอเนี่ย”

“มันไม่ใช่ไวน์ปีวินเทจ ราคาคงไม่ถึงพันเยนด้วยซ้ำ นายถูกหลอกแล้วล่ะ แล้วใครบอกนายมาล่ะ?”

“คน...ที่ร้าน”

ผมพึมพำตอบออกไปเหมือนไม่มีสติ ในใจรู้สึกสับสน เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่หน้าตาท่าทางดีอย่างนั้นต้องมาหลอกกันด้วย

“ร้านดอลเช่ วิต้า ใช่ไหม? เมื่อกี้ฉันก็นึกอยู่แล้ว นายรู้ไหมว่าที่นั่นความจริงแล้วเป็นร้านอะไร?”

“ร้านอะไร?...ก็ร้านไวน์ไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่ใช่”

คำปฏิเสธสวนกลับมาทันที หลังจากทีลังเลเล็กน้อย อีกฝ่ายก็พูดต่อว่า

“พูดง่าย ๆ ก็คือ ร้านนายหน้าจัดหาเด็กขายบริการน่ะ”

“หา? ขายบริการ!?”

ที่เขาพูด หมายถึงอาชีพที่เด็กสาวมัธยมปลายชอบทำเพื่อหาค่าขนม ไอ้อาชีพที่ทำให้เป็นปัญหาสังคมอยู่...ใช่ไหม?

“ใช่...เวลาฉันมาพักที่โรงแรมเซ็นทรัล บางทีก็เห็นเด็กผู้ชายหน้าตาดีถือขวดไวน์คล้ายๆ ของนายเข้าไปในห้องแขก”

“งั้นก็หมายความว่า...”

“ใช่ ขวดไวน์ก็เหมือนเป็นนามบัตรประจำตัวของแต่ละคน ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขากล่อมให้นายตกลงมาทำงานแบบนี้ได้ยังไง แต่ถ้าเดาไม่ผิด เขาคงจะหลอกพวกเด็กหนุ่มไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างนายให้มาเป็นเหยื่อพวกตาลุงแก่บ้ากามพวกนั้นแหละ”

เมื่อกี้เขาพูดว่า ‘เด็กหนุ่ม’ ...งั้นก็หมายความว่า...

“หลอกผู้ชายให้มานอนกับผู้ชายด้วยกันเหรอ?”  

“อืม ก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสมัยนี้ไม่ใช่เหรอ?”

อาจจะใช่  แต่...

“แล้วคุณรู้เรื่องนี่ได้ยังไง?”

“ฉันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตสะอาดบริสุทธิ์จนไปอวดใครๆ เขาได้หรอก”

พอได้ฟังคำตอบ ผมถึงคิดได้ว่าไม่น่าตั้งคำถามละลาบละล้วงอย่างนั้นกับคนๆ นี้เลย ก็... อย่างที่เจ้าตัวบอกนั่นแหละ ผมก็ไม่คิดว่าเขาน่าไว้ใจสักเท่าไหร่หรอก

“...ถ้างั้น... ถ้างั้นเรื่องจ้างทำงานพิเศษก็โกหกน่ะสิ ไหนบอกว่าแค่ส่งไวน์ก็ได้หมื่นเยน โธ่... ทั้งที่กะจะกินข้าวหน้าเนื้อใหญ่พิเศษฉลองซะหน่อย ที่ไหนได้...”

พอพ้นเรื่องร้ายๆ มาได้ ก็พาลนึกถึงปัญหาขึ้นมาต่อ

“อ๊ะ! แต่ยังไงก็เอาไวน์ไปส่งแล้วนี่นา ถ้าลองย้อนกลับไปที่ร้าน เขาจะให้หมื่นเยนไหมนะ...”

“นี่นายจะบ้าเหรอ! ผู้ชายคนนั้นก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ลองกลับไปร้านตอนนี้สิ ดีไม่ดีจะโดนเก็บค่ารักษาพยาบาลเพิ่มอีก นายคงยังไม่อยากโดนจับไปขายเมืองนอกใช่ไหม?”

ไอเดียใหม่เลยปลิวหายไปพร้อมกับคำขู่

“อย่างงั้นเหรอ...”

ความหวังหลุดลอยไปแล้ว ความหิวก็ตรงเข้าโจมตีทันที แขนขาพาลหมดแรงเอาดื้อๆ

“เฮ้ย! เป็นอะไรหรือเปล่า?”

มือใหญ่ยื่นออกมาประคองผมที่ทรงตัวไม่อยู่ ใบหน้าหล่อเหลาที่ก้มมองสีหน้าผมเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“มะ...ไม่เป็นไร แค่หิวเท่านั้นเอง”

“หิวเหรอ? ทั้งที่อยู่กลางเมือง ในญี่ปุ่นที่ออกจะอุดมสมบูรณ์นี่นะ?”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

“ผมไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมาสามวันแล้ว...”

ช่วยไม่ได้นี่ นี่เป็นเพราะกรรมพันธุ์ พอรู้สึกหิวแล้วน้ำตาลในเลือดจะลดลงต่ำทันที ครอบครัวผมเป็นกันทั้งบ้านแหละ

“งั้นจะสั่งอาหารจากรูมเซอร์วิสไหมล่ะ?”

“เอ๋? สั่งได้เหรอ?”

ตอนนี้ผมสะกดคำว่า ‘เกรงใจ’ ไม่ถูกไปชั่วขณะ ในสมองเห็นแต่คำว่า ‘โอกาสทอง’ ผมกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจแล้วยื่นมือไปเกาะท่อนแขนแกร่ง

“อ๊ะ!”

ผมเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรพิลึกๆ อยู่ เด็กวัยรุ่นทั่วไปเขาไม่ดีใจตัวลอบกับข้าวมื้อเดียวหรอก นี่ผมอดอยากมากไปหรือเปล่านะ

“ฉันก็ยังไม่ได้ทานข้าวกลางวันเหมือนกัน ถ้ายังไงทานด้วยกันเลยก็แล้วกัน”

ฝ่ายตรงข้ามบอกแค่นั้น ก่อนที่จะเปิดเมนูของทางโรงแรมให้ผมสั่งตามสบาย


ระหว่างที่เราสองคนรอรูมเซอร์วิสมาส่งอาหาร เขาก็บอกให้ผมไปนั่งที่โซฟาในห้องด้านใน รู้สึกเหมือนห้องของชายหนุ่มคนนี้จะเป็นห้องพักแบบทวิน แต่ถ้าวัดจากสายตาแล้ว ทั้งความกว้าง ทั้งเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประดับหรูหรา ห้องนี้คงไม่ใช่แค่ห้องทวินธรรมดาๆ แน่
โครงสร้างภายนอกยังเหมือนห้องพักทั่วไป แต่ในนี้มีทั้งเคาท์เตอร์บาร์เล็กๆ ที่ภายในมีเหล้าหลายชนิดเอาไว้บริการแขก กระจกหน้าต่างก็ออกแบบให้สูงจากพื้นจรดเพดาน เพราะกะให้เน้นวิวทิวทัศน์ยาวค่ำคืนของชินจูกุ 

“บอกชื่อของนายหน่อยได้ไหม?”

“ริว...ซึซึคาวะ ริว อายุสิบแปดครับ”

“ยังเป็นนักเรียนอยู่เหรอ?”

“ครับ อยู่มหา’ลัยปีหนึ่ง”

“ฉันชื่อ อาคิสึ ชูเซ อายุยี่สิบหก”

อาคิสึ ชูเซ... เป็นชื่อที่เหมาะกับเขาจริงๆ ถึงจะแปลก ไม่คุ้นหู แต่ก็ฟังดูดีอย่างประหลาด ผมหลบตาลงต่ำ มองแค่ปลายเท้าของเขา แต่ก็ได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น

“ริวหนีออกจากบ้านมาเหรอ ถึงมีปัญหาเรื่องการเงิน?”

เห? เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงชั่วโมง ผู้ชายคนนี้ก็เรียกชื่อต้นผมแล้ว แถมทำท่าอย่างกับสนิทกันมานาน นี่ถ้าเป็นตาลุงหื่นเมื่อกี้เรียกล่ะ ผมคงแขวะในใจไปแล้วว่า ‘อะไรของมัน’ แต่นี่คนเรียกเป็นคนที่ดูดีอย่างคุณอาคิสึ เลยไม่ยักกะรู้สึกแย่อย่างที่คิด

“เปล่านะ แค่... มีเหตุผลนิดหน่อย ปิดเทอมนี้เลยกลับบ้านไม่ได้... คงคล้ายๆ ในนิยายเรื่อง ‘หนูน้อยจอมทระนง’ มั้ง”

“อ้อ เพราะงั้นเลยต้องหางานพิเศษสินะ”

“ครับ ตอนนี้แค่มีเงินเดือนให้กับที่พักฟรีก็ดีใจแล้ว”

“เงิน... กับที่พักงั้นเหรอ?”

พอถึงประโยคนี้ คุณอาคิสึที่ยืนอยู่ข้างหลังก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ

“มาอยู่กับฉันไหมล่ะ?”

“เอ๋? หมายความว่า...”

อีกฝ่ายคงสังเกตเห็นผมกระพริบตาถี่ๆ ด้วยความสงสัย ดวงตาคมจึงหรี่ลง ขณะมองใบหน้าผม

“บ้าน่า! ฉันไม่ได้หมายความว่าจะซื้อตัวนายสักหน่อย”

เสียงทุ้มดักทางเหมือนกลัวผมจะเข้าใจผิดเพราะเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อครู่

“ฉันมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อยน่ะ จะมาพักที่แมนชั่นของฉันก็ได้ ส่วนค่าแรงจะจ่ายให้ต่างหาก”

นับเป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้ง่ายๆ ที่พักฟรีกับเงินเดือนมาวางแปะอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องไปเดินหาให้เมื่อย

“เรื่องที่จะขอให้ช่วยเป็นเรื่องที่ผมทำได้จริงๆ เหรอ?”

“อืม นายเหมาะสมที่สุด”

“แล้วเป็นงานยังไงล่ะ?”

“ฉันไม่บอกนายง่ายๆ หรอก รู้ไหม ในชีวิตจริง ทุกอย่างมันไม่ได้มาฟรีๆ หรอกนะ”

ถึงจะว่าไม่ฟรีก็เถอะ แต่ตอนนี้ผมถังแตกอยู่นา

“ลังเลอยู่ล่ะสิ”

เสียงทุ้มต่ำหัวเราะอยู่ในลำคอเมื่อมองหน้าผม

“ง่ายนิดเดียว แค่นายตอบตกลงก่อน แล้วฉันก็จะบอกว่าเป็นงานอะไร แต่ฉันจะสอนให้อย่างหนึ่งนะ ในการเจรจาต่อรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องทำให้ตัวเองอยู่เหนือกว่าเสมอ จำเอาไว้ให้ดี”

เหมือนจงใจแกล้งยังไงไม่รู้ ริมฝีปากได้รูปพูดไปยิ้มไป ท่าทางเหมือนจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ด้วยซ้ำ

“หมายความว่าคุณจะบอกรายละเอียดงานก็ต่อเมื่อผมตกลงทำงานกับคุณอย่างงั้นสิ?”

เป็นเงื่อนไขที่ผมเสียเปรียบชัดๆ แบบนี้ใครจะไปเดาได้ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรจากผมบ้าง แต่พอจินตนาการว่าหลังจากนี้อาจจะต้องนอนตามตรอกซอกซอยเหม็นๆ ในชินจูกุแล้วก็... ทำงานกับผู้ชายคนนี้คงดีกว่า

นอกจากนี้... ผมอยากจะลองเชื่อประกายในดวงตาคู่นั้นดูสักครั้ง

“ก็ได้ ผมรับงาน”

“งั้นก็ตกลงตามนั้น”

ผมจับมือใหญ่ที่ยื่นมาตรงหน้า 


ว่าแต่... ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่นะ... ถ้าลองคิดดูดีๆ ตอนนี้ยังเป็นชั่วโมงทำงานของออฟฟิศต่างๆ อยู่ แถมพักโรงแรมห้าดาว ใส่เสื้อผ้าแพงๆ อย่างงี้ ตัดอาชีพพนักงานบริษัททิ้งไปได้เลย แต่ถ้าอย่างงั้นแล้วคนหนุ่มขนาดนี้ทำอาชีพอะไรกันแน่ ถึงมีเงินเป็นกอบเป็นกำได้

“บอกเอาไว้ก่อนว่าฉันไม่ใช่พนักงานบริษัท”

เขาพูดออกมาถูกจังหวะอย่างกับอ่านใจผมได้งั้นแหละ เจ้าตัวคงพอจะรู้เหมือนกันว่ามาดไม่ให้เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนอื่นเขา

เจ้าของห้องที่ผมกำลังนินทาอยู่ในใจเดินกลับมาจากเคาน์เตอร์บาร์ มือก็ยื่นขวดน้ำแร่ให้ผมขวดหนึ่ง

“ถ้าไม่ใช่พนักงานบริษัท งั้น...”

งานที่จะให้ผมช่วยมันคืออะไรกันแน่ล่ะ? ผมไม่ได้มีพลังจิตอ่านใจคนอื่นได้อย่างเขาเสียด้วย

“จะให้ผมเป็นแม่บ้านแบบกินอยู่พร้อมเหรอครับ?”

ผมลองเดาคำตอบแรกที่เข้ามาในสมอง กะแค่ล้อเล่นเท่านั้น แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับจ้องผมด้วยดวงตาเป็นประกายบางอย่าง

“นายทำงานบ้านได้หรือเปล่าล่ะ?”

“ก็... ได้อยู่หรอก แต่ไม่โปรขนาดพวกพนักงานทำความสะอาดมืออาชีพนะ”

“เท่านั้นก็ดีแล้ว แล้วทำอาหารเป็นไหม? ถ้าทำได้ ฉันจะจ่ายเพิ่มให้ด้วย”

งานผิดจากที่ผมคิดไว้ตอนแรกมากเลยแฮะ มาตอนนี้ชักจะเสียใจที่หาเรื่องพูดเล่นออกไปเสียแล้วสิ ไม่รู้ไปกระตุ้นต่อมความคิดพิลึกๆ ของว่าที่นายจ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

“บอกแล้วไง ว่าไม่ต้องกังวลขนาดนั้น งานที่จะให้ทำน่ะเป็นแค่งานง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเท่าไหร่เลย ง่ายกว่ายอมถูกลุงหื่นนั่นเขมือบตั้งเยอะ”

“อึก!”

ภาพฝันร้ายย้อนมาฉายซ้ำรอบสอง ทำเอาผมเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก เลยทิ้งตัวเอนหลังพิงพนักโซฟา

“พูดงี้แดกดันกันชัดๆ”

“อ้าว เหรอ? ก็เรื่องจริงนี่นา อาชีพพรรค์นั้น ถ้าไม่ใช่คนจนตรอกจริงๆ ไม่มีใครเขาทำกันหรอก”

ถึงจะเรื่องจริงก็เถอะ แต่การถูกคนเพิ่งรู้จักมาวิจารณ์เป็นช็อตๆ หน้าตาเฉยอย่างงี้ ก็ทำให้อดนึกนินทาความหนาของหน้าคนพูดไม่ได้ 

“มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ท่าทางนายเป็นคนตรงๆ คิดอะไรก็แสดงออกอย่างนั้น คงจะไว้ใจได้”

“เอ๊ะ”

รู้สึกเหมือนไม่ใช่คำชม แต่จะลุกมาเต้นแร้งเต้นกาก็ไม่ได้ เดี๋ยวโดนหาว่าเป็นพวกไม่เก็บอาการอีก

“เห็นไหมล่ะ ว่าปุ๊บนายก็ชักสีหน้าแล้ว”

ก็นิสัยคนเรามันเปลี่ยนกันง่ายๆ เสียที่ไหนล่ะ

“ขอโทษทีที่ดูออกง่าย!”

“ไม่เห็นต้องขอโทษ ฉันแค่รู้สึกว่ามันน่าสนใจที่รูปร่างหน้าตากับนิสัยคนเรามันจะต่างกันได้ขนาดนี้ ดูเผินๆ นายก็เหมือนหนุ่มหน้าสวย บอบบาง น่าปกป้อง แต่พอรู้นิสัยแล้ว กลายเป็นว่านายออกจะเลือดร้อน มุทะลุ ทำอะไรตามอารมณ์ ไม่คิดหน้าคิดหลัง”

คนแปลกหน้าพูดแทงใจดำจริงๆ เถียงไปก็มีแต่เข้าตัว ผมเลยนิ่งไว้

“เรื่องงาน...”

อีกฝ่ายเว้นช่วงให้ผมสงบสติอารมณ์ ก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน

“ริว ช่วยเป็นแฟนฉันทีสิ”

“หา?”

หูเพี้ยน?

วูบหนึ่งผมรู้สึกเหมือนคนตรงหน้าใช้ศัพท์ยากจนผมแปลไม่ออก

“ฉันบอกว่า อยากให้นายช่วยเป็นแฟนฉันหน่อย”

มีผู้ชายที่หล่ออย่างกับดารามาขอร้องอะไรแบบนี้ด้วยสีหน้าจริงจัง พนันได้ว่าเป็นใครก็ต้องหัวใจเต้นแรงแทบจะระเบิดทั้งนั้นแหละ

“ตะ...แต่ผมเป็นผู้ชายนะ”

“แค่ดูก็รู้แล้ว เพราะเป็นริวหรอกนะฉันถึงขอให้ช่วย งานนี้ฉันจะให้ค่าจ้างอย่างงามเลย”

นี่เป็นการเจรจาธุรกิจหรอกเหรอ

พอรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดอยู่คนเดียว ความรู้สึกพลุ่งพล่านที่อยู่ในใจก็ค่อยๆ ดับลง

“ไหนว่าจะไม่ใช้เงินซื้อตัวผมอย่างตาลุงนั่นไง?”

“อ้อ...สงสัยฉันจะรวบรัดไปหน่อย ความจริงคือจะให้ ’แสดง’ เป็นแฟนต่างหาก ฉันอยากให้ทุกคนคิดว่าเราสองคนคบหากันอยู่ ทุกคนที่พูดนี่รวมทั้งพ่อแม่ของฉันกับคนในที่ทำงานด้วยนะ”

“หา? พ่อแม่ด้วยเหรอ?”

ปกติให้ครอบครัวรู้ว่าลูกตัวเองชอบผู้ชายด้วยกันก็แย่อยู่แล้ว นี่ยังจะให้รู้ว่ามีคนที่คบด้วยเป็นตัวเป็นตนอีก ...เขาจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?

“ถ้าพวกเขาคิดว่าฉันเป็นเกย์ มีแฟนเป็นผู้ชาย ก็คงไม่มายุ่งวุ่นวายกับฉันเรื่องแต่งงานอีก”

“ตะ...แต่ว่า...”

วิธีนี้ไม่รุนแรงไปหน่อยเหรอ?

“พอดีบ้านฉันไม่ค่อยเหมือนบ้านอื่นเขาน่ะ”

ผมคิดว่าปัญหาในครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่อยู่ในขอบเขตที่ผมควรจะเข้าไปยุ่งเลย

“หมายความว่า ผมต้องแกล้งเป็นแฟนคุณ ทำอาหารให้คุณกินทุกวัน ถึงจะได้ค่าจ้างใช่ไหม?”

ผมลองพูดเล่นกลับไปเพื่อสร้างความสนิทสนม ไหนๆ ก็จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดปิดเทอม

“ค่าแรงวันละหมื่นเยน ไม่รวมค่าอาหารที่ฉันจะให้ต่างหาก”

“หา? หมื่นเยน!?”

การให้คนแปลกหน้า ไม่รู้นิสัยใจคอมาอยู่ร่วมห้องก็ต้องขอบคุณมากแล้ว นี่ยังแถมค่าจ้างสูงลิ่วอีก รู้สึกเหมือนเอาเปรียบเขาอย่างไรไม่รู้

“ราคานี้ไม่มากหรอก แล้วทีนี้... นายเรียกฉันด้วยชื่อตัวดีไหม?”

“ชื่อเหรอ? คะ...คุณ...ชูเซ”

อะ...อายชะมัด แทบอยากเอาหัวมุดลงรู ไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว

“ที่จ่ายให้ขนาดนั้นเพราะฉันถือว่าก็เป็นงานหนัก แล้วยังต้องลำบากใจอีก เพราะงั้น ราคานี้ไม่เกินไปหรอก ไม่ต้องเกรงใจ”

“คะ...ครับ”

“อืม ดีมาก”

ผมนึกว่าเขาจะอธิบายอะไรต่อ แต่มือใหญ่กลับเอื้อมมาเชยคางผมขึ้นมา...เพื่อ...จูบ!

“ทำ...อะไร...”

ไม่นานนักริมฝีปากได้รูปก็ถอยออกไป แต่สติของผมก็ยังล่องลอยไปไหนต่อไหน

“ไหนลองเรียกชื่อฉันดูซิ”

ริมฝีปากบางเลื่อนมากระซิบข้างๆ หูตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“ชู...เซ”

“อีกครั้ง”

ผมรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวรดที่ข้างหู ทั้งที่หลับตาแน่น แต่หัวใจกลับเต้นดังราวกับเสียงกลอง

“...ชูเซ”

“เรียกอีก”

ลิ้นร้อนค่อยๆ แทรกเข้ามาในใบหู ทำให้ร่างของผมสั่นจนเกือบจะยืนไม่อยู่

“ชูเซ”

“อย่างนั้นแหละ”

เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบเบาๆ จุดความรู้สึกที่มอดลงไปแล้วให้ปะทุขึ้นอีก ในหัวว่างเปล่า ภาพตรงหน้ากลายเป็นสีขาวไปหมด

“ชูเซ...ชูเซ...ชู...เซ...”

ไม่รู้ผมพร่ำเพ้อเรียกชื่อเขาไปกี่หน แต่ทุกครั้งที่คำนั้นหลุดจากริมฝีปากก็เหมือนเจ้าของชื่อจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ 

“...ชูเซ”

ริมฝีปากผมย้ำชื่อของเขาออกไปพร้อมกับลมหายใจหอบ

“ดีมาก เท่านี้ก็ผ่านแล้ว”

เสียงทุ้มเอ่ยชมพร้อมกับเลื่อนริมฝีปากขึ้นจูบที่หน้าผาก ก่อนจะผละออกไป

“แค่นี้ก็จะไม่เขินเวลาเรียกชื่อแล้วใช่ไหมล่ะ?”

“อะ... อะไรนะ!?”

แค่ไม่กี่วินาที สติของผมก็ถูกกระชากกลับมา พร้อมกับที่เลือดในตัวพุ่งจี๊ดขึ้นสู่สมอง

“ทำบ้าอะไรคุณ! นั่นเป็นจูบแรกของผมนะ!”

ผมรัวกำปั้นใส่แผ่นอกกว้างไม่ยั้ง ชูเซกลั้นหายใจ ทำหน้าเหมือนเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกทำให้ตกใจ

“จูบแรกเหรอ?”

“เออสิ! ผิดหรือไง?”

“ไม่ผิดหรอก... โอ้โห! นี่เป็นเรื่องโรแมนติกที่สุดของฉันเลยนะเนี่ย ดีแล้วที่เลือกนาย”

ชูเซเข้ามากอดผมแรงๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจด้วยใบหน้ามีเสน่ห์ ความใกล้ชิดทำให้ผมได้กลิ่นน้ำหอมอวนอยู่ทั่วร่างของชายหนุ่ม ตรึงให้ผมนิ่งอยู่กับที่ ก่อนจะค่อยๆ ซบลงบนไหล่กว้าง

แปลก... ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่นาน แต่ผมกลับเชื่อว่าได้เจอคนที่เป็นห่วงผมอย่างจริงใจ แถมคนที่ว่ายังเป็นผู้ชายหน้าตาดีอย่างกับดาราแบบนี้อีก ผมนึกอยากมองใบหน้าคมใกล้ๆ จึงเงยหน้าขึ้น สบกับดวงตาเรียว และความลึกล้ำที่ฉายออกมากับสายตาคู่นั้นที่สะกดให้ผมไม่สามารถขยับตัวได้อีกครั้ง

“อือ...”

ชูเซก้มลงครอบครองริมฝีปากของผมอย่างรุนแรง ก่อนจะขบกัด หยอกเย้าด้วยความสนุกสนาน ลิ้นนุ่มสอดเข้ามาไล้สำรวจไปทั่ว จูบครั้งสุดท้ายเต็มไปด้วยความหวานและเร่าร้อนในเวลาเดียวกัน

รสจูบที่แท้จริงเป็นอย่างนี้นี่เอง

ริมฝีปากนุ่มที่เมื่อครู่เอ่ยคำพูดตรงๆ ออกมาโดยไม่สะทกสะท้าน ตอนนี้กลับหวานจนแทบจะหลอมละลายสัมผัสที่ได้รับพาให้สติหลุดลอย ไม่รับรู้สภาพรอบด้าน กว่าจะรู้ตัวอีกที ผมก็ถูกดันลงไปบนโซฟา

“ริว”

เสียงกระซิบเรียกชื่อดังขึ้นแผ่วๆ แต่ทำให้พายุอารมณ์โหมกระหน่ำจนไม่สามารถหยุดได้

ริมฝีปากอุ่นไล่ต่ำลงเรื่อยๆ จากลำคอลงมาแผ่นอก ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แถวสีข้าง ความไม่คุ้นเคยทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ แต่ไม่นานนัก ก็เหมือนเลือดกำลังไหลย้อนกลับ ทำให้รู้สึกปั่นป่วนไปหมด

“อ๊ะ”

ความรู้สึกที่ยากจะปฏิเสธแล่นขึ้นมา เมื่อลิ้นร้อนของอีกฝ่ายโลมโล้บริเวณยอดอก เส้นผมนุ่มสัมผัสถูกผิวของผมเบาๆ

“อา...”

ลมหายใจของผมเลยขาดเป็นช่วงๆ รู้สึกได้ถึงความเป็นชายที่เกร็งเขม็งอยู่ใต้กางเกงยีนส์ รอให้อะไรบางอย่างมาช่วยปลดปล่อยจากความรู้สึกพลุ่งพล่านนี้ 

“นี่...พูดว่าชูเซสิ”

ทั้งที่สมองผมเบลอไปหมด แต่เสียงของอีกฝ่ายยังนิ่งเหมือนปกติ

“ชูเซ...อา”

แค่เรียกชื่ออีกฝ่าย ผมก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาอีก

“อึ๊ก”

ปลายนิ้วเรียวยาวตรงเข้ากอบกุมแก่นกายที่แข็งขืน ก่อนจะค่อยๆรูดขึ้นลง โดยไม่พยายามเร่งจังหวะ แต่การเคลื่อนไหวนั้นก็ยิ่งกระตุ้นความสุขสมที่ก่อตัวขึ้นให้กระจายไปทั่ว

“เดี๋ยว... อะ... อื๊อ...”

สัมผัสนั้นไม่ได้เร่งร้อน แต่ในสมองก็นึกถึงแต่ผู้ชายที่กำลังปรนเปรอให้ผมอยู่ ทุกครั้งที่ใบหน้าหล่อเหลาลอยขึ้นมาในความคิด ความปรารถนาก็ยิ่งท่วมท้นขึ้นมาจนอยากจะครอบครองทุกอย่างที่เป็นคนๆนี้

“ชูเซ...”

ทั้งกางเกงยีนส์และชั้นในถูกปลดออกไปอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกอับอายจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดออกมาได้ เลยเลือกที่จะหลับตาแน่น แต่ถึงจะไม่มอง บริเวณส่วนสำคัญก็ยังต้องการสัมผัสจากปลายนิ้วเรียวนั้น แผ่นหลังจึงขยับไปตามธรรมชาติ

“ผม... รู้สึก... แปลกๆ...”

ผมน้ำตาซึมขณะฝืนพึมพำอยู่ในคอด้วยเสียงติดๆ ขัดๆ ชูเซดึงมือของผมที่ปิดหน้าอยู่ออกไป ก่อนจะก้มลงซับน้ำตาให้ด้วยปลายลิ้น

“ไม่แปลกหรอก นายแค่รู้สึกดีจากสัมผัสของฉันเท่านั้น”

“อะ... อา”

แผ่นหลังโค้งงอขึ้นตามแรงอารมณ์ เมื่อฝ่ามือแกร่งบีบเค้นส่วนกลางลำตัวของผมอย่างรุนแรง ความร้อนวูบที่ประดังเข้ามา ทำให้ร่างกายสั่นไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ปลายเท้า ความรู้สึกโลดแล่นไปตามจังหวะของปลายนิ้วเรียว ผมรู้สึกเหมือนมีไฟกองเล็กสุมอยู่ข้างใน พร้อมที่จะแผดเผาทุกอย่าง สัมผัสร้อนรุ่มกำลังจะพาผมไปถึงจุดสูงสุดอยู่แล้ว ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูก็ดังเข้ามา กระชากสติของผมให้กลับสู่ความเป็นจริง

“อ๊ะ”

ผมลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเดาะลิ้นของคนตรงหน้า

“ผะ... ผม...”

เห็นสารรูปที่ดูไม่ได้ของตัวเองแล้วปวดหัวจี๊ดขึ้นมาเลย

แต่เสียงเคาะประตูก็ยังดังต่อไป

“ครับ ครับ จะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”

เจ้าของห้องตะโกนบอกอย่างเบื่อหน้า ก่อนจะยันตัวขึ้นจากโซฟา

ผมยังตกตะลึง ไม่สามารถขยับตัวได้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ว่าตัวเองทำเรื่องน่าอับอายอย่างเมื่อครู่ไปได้อย่างไร

“รูมเซอร์วิสมาแล้ว งั้นไว้ต่อวันหลังก็แล้วกันนะ”

พูดจบ มือใหญ่ก็ยกขึ้นขยี้ผมตัวเอง ส่วนผมได้แต่นั่งอึ้งอยู่ที่เดิม ริมฝีปากได้รูปโน้มลงมาจูบเบาๆ บนหน้าผาก ชูเซคว้าผ้าคลุมเตียงมาปกปิดร่างที่เกือบจะเปลือยเปล่าให้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรับเบลบอยด้วยท่าทางปกติ

“เดี๋ยวก่อน! นี่หลังจากนี้ยังมีต่ออีกเหรอ!?”

ผมตะโกนผ่านผ้าคลุม แต่ดูเหมือนเสียงโวยวายจะไม่มีผลอะไรกับเขา ผมเลยไม่มีทางเลือก ต้องหุบปากเงียบ ยกมือสองข้างขึ้นปิดหู ขดตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมเตียง ไม่อยากคิดอะไรแล้ว

~To Be Continue in Charms Of Love~