2006/Mar/27

 

Endless Romance

Story By Suzuka Tachibana

Illust By Kaoru Yukifuna

Translater by Mizukizz

Edit By Acacia

Graphic design By Lucifer

Pin up : ไม่มี

In Store Now!

ขอแถมสำหรับนิยายเล่มนี้ : โปสการ์ดของ อ.มินามิ1 ใบ

ราคา 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)

เนื้อเรื่องย่อ

มิซากิ ซึบารุ นักเรียนชั้นมัธยมปลายผู้มีใบหน้างดงามได้เดินทางท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นมายังประเทศแถบอาหรับพร้อมคณะทัวร์ วันหนึ่งในช่วงเวลาเช้ามืด เด็กหนุ่มได้หลบออกมาเพียงลำพังเพื่อชมภาพทะเลทรายยามรุ่งอรุณ หวังเพียงว่าทิวทัศน์อันงดงามนั้นจะสามารถปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำของตนได้ แต่เมื่อซูบารุเดินทางไปเรื่อยๆ อยู่ๆ เขาก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะแล้วล้มลงกลางทะเลทราย

...และในความมืดมิดนั้น ร่างบางก็ถูกโจรทะเลทรายจับตัวไป

เมื่อรู้สึกตัวอีกที ซูบารุก็พบว่า ตนเองถูกพันธนาการอยู่ในงานประมูลทาสแห่งหนึ่ง สายตาหิวกระหายหลายคู่ที่จ้องมองมายังผิวขาวละเอียดนั้นทำให้ทุกๆ วินาทีของเด็กหนุ่มผ่านไปราวกับฝันร้าย...แต่แล้วกลางเวทีประมูล ชั่วขณะที่ความสิ้นหวังกำลังเกาะกุมจิตใจ เจ้าชายรูปงามผู้มีเกศาสีทองทอประกายราวกับแสงอาทิตย์ก็ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยยับยั้งการประมูล

อาบุด อัล ราชิด โอรสแห่งกษัตริย์ชาริมาต ผู้ปกครองดินแดนแห่งนั้น พระเนตรงามข้างหนึ่งเป็นสีน้ำเงินและอีกข้างสีน้ำตาลนั้นทำให้ซูบารุประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ซ้ำเด็กหนุ่มยังรู้สึกขอบคุณในน้ำพระทัยของเจ้าชายที่ได้ช่วยเหลือเขาไว้

แต่ขณะที่ร่างบางกำลังวางใจและเตรียมตัวกลับที่พักของตนนั้น...

เจ้าชายราชิดก็ลักพาตัวเขาไปยังค่ายพักกลางทะเลทรายของพระองค์!?

...................................................................................................

ตัวอย่างการแปล(ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ)

ในบริเวณที่ประทับส่วนพระองค์มีกองไฟก่อไว้โดยรอบ กระโจมที่เรียงกันเป็นแถวดูคล้ายเมืองขนาดย่อม บรรดาเจ้าของที่พักเหล่านั้นต่างสวมเสื้อผ้าแปลกตา พวกเขาค่อยๆทยอยกันออกมารวมกัน คาดว่าคงจะมารับเสด็จ ผู้หญิงหลายคนสวมผ้าคลุมหน้าเหมือนหญิงอาหรับทั่วไป ส่วนเด็กเล็กจะสวมกำไลเสียงดังกรุ๊งกริ๊งทั้งข้อมือและข้อเท้า สีหน้าของคนที่เข้ามามุงดูมีความประหลาดใจผสมกับอาการอยากรู้อยากเห็นเรื่องของร่างที่อยู่ในอ้อมพระอุระ 

แต่สำหรับจุดรวมสายตา อาการเหล่านั้นทำให้เขาหวาดผวา ริมฝีปากที่เคยกรีดร้องปิดสนิท ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ อีกทั้งลำคอที่แห้งผากเพราะการตะโกนติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายที่อ่อนล้า บวกกับความสับสน ทำให้รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังหลงทางอยู่ในห้วงแห่งความฝัน 

เจ้าชายหนุ่มตรัสอะไรบางอย่างกับกลุ่มผู้มารอรับเสด็จ ก่อนจะทรงประคองร่างในอ้อมแขน เสด็จเข้าไปยังกระโจมหลังใหญ่ข้างกองไฟที่ก่อให้สูงขึ้นให้ความสว่างไปทั่วบริเวณ

 ตรงหน้ากระโจม เด็กรับใช้ยืมรอเปิดผ้าที่ใช้แทนประตู ม้วนขึ้นให้เพื่ออำนวยความสะดวก ภายในมีห้องสำหรับนั่งเล่น เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นล้วนที่วางอยู่แต่เป็นของดีมีราคา ดูราวกับเป็นอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยความหรูหรา สะดวกสบาย 

ในกระโจมมีผ้าม่านสีทองเอาไว้สำหรับแบ่งพื้นที่แทนผนังห้อง ผ้าม่านเนื้อดีที่แขวนอยู่ด้านในเพิ่งจะถูกเลิกขึ้น เด็กรับใช้คนใหม่ยืนถือถาดสีเงินพร้อมด้วยแก้วเครื่องดื่ม เมื่อถึงโซฟาที่ปักผ้าบุเป็นลวดลายด้วยฝีมือประณีต ชี้คราชิดก็ทรงปล่อยร่างของซูบารุลง หัถต์หนายกฝ่ามือเรียวขึ้นพร้อมกับตรัสถาม

 “เจ้าคิดว่าเรามาไกลแค่ไหน?”

 พักตร์คมสันเคลื่อนเข้ามาใกล้

 “ตอนนี้คงรู้แล้วสินะ ว่าให้ยังไง เจ้าก็ไม่สามารถเดินทางกลับไปแมนทูลเองได้”

 ดวงเนตรสีทองที่มองตรงมาหาเด็กหนุ่มมีแต่ความเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ริมฝีปากบางขบเม้มแน่น ไม่อาจกล่าวตอบโต้อะไรออกไปได้

 “ถ้าเจ้าเข้าใจที่เราพูด เราก็จะปลดกุญแจที่ข้อเท้าให้ แต่ถ้าเจ้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องงี่เง่า ไร้สาระ เราก็จะใส่กุญแจที่ข้อมือเจ้าด้วย เลือกให้ดีล่ะ ซูบารุ”

คนฟังเข้าใจคำขู่นั้นเป็นอย่างดี สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเกรงก็คือพระราชอำนาจของรัชทายาทอันดับหนึ่ง ถ้าพระองค์ไม่พอพระทัยเพียงครั้งเดียว ชะตากรรมของเขาก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล คงไม่มีอะไรสามารถต่อต้านรับสั่งของเจ้าชายหนุ่มได้

 ใจที่บอบช้ำด้วยบาดแผล ตอนนี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธปะปนไปกับความหวาดกลัว ไม่อยากจะยอมรับว่าตนเองไม่สามารถเลือกทำตามใจปรารถนาได้อีก ชะตาชีวิตของเขาตกอยู่ในกำมือเจ้าชายราชิดคนนี้เสียแล้ว พอซูบารุเริ่มตระหนักถึงสถานการณ์ตรงหน้าของตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจก็ตกอยู่ในภวังค์

 “เข้าใจแล้วสินะ”

 เจ้าชายราชิดเข้าพระทัยสัญญาณของความเงียบงัน จึงตรัสออกมาเช่นนั้น 

ร่างผอมบางคู้ตัวต่ำ ทุกอย่างช่างมืดมน มือเรียวทั้งสองข้างจับข้อเท้าเลื่อนออกมาเพื่อให้องค์รัชทายาททรงปลดกุญแจข้อเท้าออกให้

 ทันทีที่ล็อกกุญแจถูกปลดออก เสียงดัง ‘กริ๊ก’ เครื่องดื่มในแก้วใสก็ถูกสาดใส่พระพักตร์คมทันที ซูบารุคำรามอยู่ในคอจนฟังแทบไม่เป็นภาษา ขาเรียวเล็กออกวิ่งตรงไปทางประตูทางเข้า แต่ยังไม่ทันที่ร่างจะพ้นออกไป ก็มีคนเข้ามายืนขวางไว้เสียก่อน สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มตกใจ ไม่ใช่เพราะมีคนมากักตัวไว้ แต่เป็นเพราะคนตรงหน้านั้นไม่ใช่บรรดาคนรับใช้ของเจ้าชายหนุ่ม แต่เป็นองค์พระราชบุตรเองที่ทรงก้าวตามมาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง 

 หัตถ์แข็งแรงตรงเข้าจับร่างของผู้ที่คิดหลบหนีไว้อย่างง่ายดาย ซูบารุถูกยกขึ้นทั้งตัว โดยที่คนอุ้มไม่ใส่พระทัยเลยว่าร่างเล็กๆนั้นจะดิ้นรนต่อต้านสักแค่ไหน เจ้าชายราชิดทรงดำเนินเข้าไปในห้องที่อยู่ลึกเข้าไป ภายในมี พระแท่นและม่านคลุมบางเบาจับจีบทั้งสี่ด้าน ปลายผ้าทั้งสี่มุมถูกรวบไว้ด้วยกันตรงจุดกึ่งกลางที่สูงเกือบจรดเพดาน 

 “เจ้าอยากยั่วให้เราโมโหมากใช่ไหม?”

 สุรเสียงเข้มตรัสขึ้นอย่างดุดัน ก่อนจะทรงเหวี่ยงร่างบางลงบนฟูกนุ่ม ข้อมือเล็กบางของเด็กหนุ่มถูกรวบไว้แน่นด้วยพระหัตถ์เดียว ก่อนที่วรองค์หนาจะทาบทับลงมาบนแผ่วอกขาวเนียนเพื่อหยุดอาการขัดขืนทั้งหมด หยาดเหงื่อคล้อยลงมาช้าๆ ก่อนจะหยดลงบนใบหน้างามที่อยู่ใกล้จนแทบจะแนบชิด

 “เราคิดจะให้เจ้าพักสักครู่ ถ้าเจ้าทำตัวว่าง่าย”

 สิ่งที่แฝงอยู่ในกระแสรับสั่งบ่งบอกว่าชี้คหนุ่มไม่เพียงแค่ทรงพิโรธเท่านั้น

 “เจ้าต้องได้รับการสั่งสอน”

 เจ้าชายราชิดตรัสขึ้นด้วยสุรเสียงดุดัน ก่อนที่พระโอษฐ์ได้รูปจะตรงเข้าบดขยี้กลีบปากบางอย่างรุนแรง 

ภาพในสมองของฝ่ายที่ถูกรุกเร้าว่างเปล่า เหลือแต่สีขาวโพลน ตลอดมา สายพระเนตรจับจ้องมาที่เรือนร่างของเขาด้วยความร้อนแรงราวกับเพลิง องค์รัชทายาทไม่เคยมีพระดำริอื่น แต่การที่ซูบารุเฝ้าปฏิเสธความจริงนั้นคงเป็นเพราะอยากจะปลอบใจตัวเอง ไม่อยากคิดว่าจะถูกล่วงเกินอีก จึงไม่เคยพยายามรับรู้ความหมายที่แฝงมากับดวงเนตรคมคู่นั้น 

เขาไม่เคยเข้าใจเลย การมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันมันดีอย่างไร มันน่าสนุกตรงไหน แต่ตอนนี้ผู้ที่กำลังกลืนกินริมฝีปากของตัวเองอย่างหิวกระหายกลับเป็นบุรุษ ทั้งอย่างนั้น ร่างบางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเร่าร้อนที่ได้รับสร้างความรู้สึกวาบหวามและความหวั่นไหวมากเสียจนตัวเขาไม่อาจต้านทานได้

 “ม...ไม่...อย่า...”

 ใบหน้างามพยายามดิ้นรนเบี่ยงหนี ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น ไม่ยินยอมให้ฝ่ายตรงข้ามได้ตามที่ทรงปรารถนาง่ายๆ แต่ท้ายที่สุด ร่างกายที่อ่อนล้าก็เริ่มหมดแรง กลีบปากบางยอมเผยอออกนิด เปิดโอกาสให้ปลายลิ้นล่วงล้ำเข้ามาอย่างง่ายดาย ลิ้นร้อนตวัดไปมาด้วยความเชี่ยวชาญ พยายามดูดดึง บังคับให้ลิ้นของร่างบางตอบรับต่อทุกสัมผัสที่ทรงปรนเปรอให้ ความสุขสมแผ่ซ่านไปยังส่วนประสาท แล่นริ้วไปตลอดทั่วทั้งร่าง

 “...ม...ไม่...”

ราวกับว่ารสชาติอันหอมหวานบางอย่างรินไหลเข้ามาผสานเข้ากับเสียงหวีดร้องที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เส้นเกศาสีทองของเจ้าชายหนุ่มตกลงมาคลอเคลียบริเวณปลายจมูก ความอึดอัดประดังเข้ามาเรื่อยๆ จนลมหายใจเริ่มขาดช่วง ซูบารุเคยได้รับแค่การจุมพิตที่แก้มแทนการทักทายเท่านั้น แต่พระโอษฐ์ที่ขบเม้มและดูดดึงอย่างลุ่มร้อนจนแทบจะหลอมละลายอย่างในเวลานี้ได้กระตุ้นเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกให้ลุกโชนขึ้น

 “อ...อ๊า...”

เสียงครวญครางหลุดพ้นริมฝีปากสีชมพู แขนและขาเรียวขาวที่เคยต่อต้านค่อยๆอ่อนแรงลง ชี้คราชิดทอดพระเนตรเห็น พระหัตถ์ข้างซ้ายก็รวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ขณะที่อีกข้างก็ยกขึ้นไล้สัมผัสที่หลังคออย่างอ่อนโยน ก่อนจะละลงสำรวจไปทั่วแผ่นอกบาง เพียงแค่ออกแรงกระตุกครั้งเดียว ผ้าคลุมบนเรือนร่างขาวเนียนก็เลื่อนหลุดลงไปกองอยู่บนพื้น เหลือเพียงโต๊บผืนบางที่ไม่อาจช่วยปกปิดผิวกายได้อีก

 “อ๊ะ!”

ซูบารุส่งเสียงครางออกมาอีกครั้ง เมื่อปลายพระหัตถ์ของร่างสูงแตะลงบนยอดอก

“ย...อย่า...ไม่เอา...ตรงนั้น...”

ชี้คราชิดทรงละเล่นอย่างอ่อนโยน แผ่วเบาจนร่างที่ถูกทาบทับรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจเริ่มตื่นขึ้น 

ปลายพระหัตถ์จึงได้เคล้นคลึงอยู่ตรงปลายยอด รัชทายาทหนุ่มคงจะทรงพอพระทัยเรือนร่างที่ไร้เดียงสานี้ เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นยอดอกสีชมพูเริ่มแข็งชันรับสัมผัส   

‘ทำไม...’

ซูบารุได้แต่ตะโกนอยู่ในใจพร้อมกับส่ายหน้า หน้าอกของเขาไม่เหมือนพวกผู้หญิงที่จะได้อวบอิ่ม น่าสัมผัสขึ้นตามวัยเสียหน่อย มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยให้ความสนใจ ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่เล็กๆอย่างนั้นจะก่อให้เกิดความเสียวซ่านขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้

“ซูบารุ”

เมื่อถูกเรียก ซูบารุที่กำลังท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ก็ค่อยๆลืมตามขึ้น

ความเคร่งขรึมที่เคยอยู่บนพระพักตร์หายไปแล้ว ดวงเนตรข้างซ้ายที่เป็นสีน้ำเงินสวยนั้นเหมือนจะกำลังแย้มยิ้มอยู่

“น่ารักดี”

เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้น และเหมือนกับจะไม่มีวันจางหายไป ราชิดทรงยื่นหัตถ์ไปหยิบเหยือกน้ำที่จัดเตรียมไว้ข้างเตียงขึ้นมา ก่อนจะจรดกับริมพระโอษฐ์ แล้วจึงก้มลงแนบกับริมฝีปากของซูบารุ
ร่างที่อยู่ข้างใต้ได้แต่มองตามอย่างว่างเปล่าโดยไม่คิดจะขัดขืน ปล่อยให้น้ำไหลลงคออย่างว่าง่าย เด็กหนุ่มได้กลิ่นมะนาวจางๆ มันคือเครื่องดื่มที่เขาใช้สาดใส่ชี้คหนุ่มไปก่อนหน้านี้นั่นเอง ความชุ่มฉ่ำของน้ำที่ไหลลงคอชัดเจนจนสัมผัสได้ เวลานี้ ซูบารุกระหายน้ำเสียจนความตั้งใจ ความมีเหตุผล และสติสัมปชัญญะหายไปจนหมด

องค์รัชทายาททอดพระเนตรการเคลื่อนไหวทั้งหมดเพื่อให้แน่พระทัยว่าร่างบางดื่มน้ำลงไป แล้วจึงทรงป้อนน้ำจากพระโอษฐ์ได้รูปอีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ซูบารุดื่มน้ำด้วยวิธีนั้นจนหมดเหยือก แต่ก็ยังรู้สึกกระหายอยู่

“เข้าใจแล้วใช่ไหม?”

ปลายพระหัตถ์หนาปาดหยดน้ำที่ไหลลงมาจากริมฝีปากบาง

“มนุษย์เรามีความต้องการบางอย่างที่ไม่สามารถต้านทานได้”

สุรเสียงทุ้มเอ่ยพลางผ่อนพระปัสสาสะ

“การกิน การดื่ม และ...” 

หลังจากเลียหยดน้ำจากปลายพระหัตถ์ โอษฐ์หยักสวยก็ขยับต่อ

“การมีความรัก”

พักตร์คมก้มลงประทับจุมพิตอีกครั้ง ริมโอษฐ์นุ่มนั้นให้สัมผัสอ่อนโยนเหลือเชื่อ

“พระคัมภีร์อินชา อัลลาห์ บอกไว้ว่าพระผู้เป็นเจ้ากำหนดทุกสรรพสิ่ง”

จะบอกว่าพระเจ้ากำหนดให้เราต้องมาอยู่นี่หรือไง? 

สมองที่สับสนของซูบารุคิดตามประโยคนั้นอย่างอ่อนระโหย ก่อนที่เจ้าตัวจะหลุดคำพูดออกมา 

"ผมไม่ได้นับถืออิสลาม”

“แล้วไงล่ะ?” 

อีกฝ่ายรับสั่งถามกลับเรียบๆ

“ตราบใดที่ซูบารุยังอยู่ที่นี่ การเป็นคนญี่ปุ่นมันจะช่วยอะไรได้?”

สุรเสียงทุ้มจากราชิดที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนอาหรับนั้นฟังเหมือนเยาะเย้ยตัวเองอยู่ในที

“ที่นี่คือเขตอาหรับ ดินแดนที่พระอัลเลาะห์กำหนดทุกสิ่ง ไม่มีใครสามารถขัดขืนได้ แม้แต่พระบิดา หรือผู้สืบราชบัลลังก์อย่างเราก็ต้องทำตามลิขิตสวรรค์”

โอษฐ์หยักแนบสัมผัสลงมาอีกครั้ง ก่อนที่วรองค์สูงใหญ่จะลุกขึ้นอย่างกะทันหัน

“เดี๋ยวจะสั่งให้คนเตรียมเสื้อผ้าให้ ไปล้างเนื้อล้างตัวเสีย แล้วค่อยกินอาหารกัน”

รับสั่งเสร็จ เจ้าชายหนุ่มก็เสด็จออกไปอย่างรวดเร็ว ซูบารุรีบยันตัวลุกขึ้น พูดไล่หลังไป

“ผม...!”

พักตร์เรียบเฉยของเจ้าของกระโจมหันกลับมา

“อะไรเหรอ?” 

“ผมต้อง...ตลอดไปเหรอ?”

ร่างบางกลัวที่จะถามว่า เขาต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปเหรอ

“เรื่องนั้นไว้คุยกันหลังอาหาร”

จากนั้น ราชิดก็เสด็จออกจากห้องไป

พอได้อยู่ตามลำพัง ซูบารุก็เริ่มตัวสั่นจนต้องกอดตัวเองไว้ รู้สึกเหมือนโดนบังคับให้เผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ดูไม่เหมือนสิ่งที่น่าจะเรื่องจริงเลยสักนิด ร่างกายก็ไม่ยอมหยุดสั่นเสียที

ไม่นาน เด็กรับใช้คนหนึ่งก็เข้ามาในห้องบรรทม ก่อนจะทักเป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น ไม่เหมือนเจ้านายที่เพิ่งเสด็จออกไป เด็กรับใช้แนะนำตัวว่าชื่อจิรัล

จิรัลยกโถเงินสำหรับใสน้ำขนาดใหญ่เข้ามา ก่อนจะเดินนำซูบารุเข้าไปด้านในของกระโจม ด้านหลังของผ้าม่านสีทองสวยงามนั้นมีอ่างอาบน้ำที่ทำจากทองแดงหรืออะไรบางอย่างที่คล้ายๆกันตั้งอยู่ ตอนนี้เองที่ร่างบางได้ล้างคราบฝุ่นจากทะเลทราย และน้ำมันหอมที่คนในกองคาราวานทาให้ก่อนขึ้นประมูล เมื่อจัดการชำระสิ่งสกปรกออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายและจิตใจก็ค่อยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้น

ระหว่างที่เติมน้ำลงในอ่าง จิรัลก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรชาลีมาตรให้ฟังอย่างคร่าวๆ เริ่มจากเรื่องของพื้นที่แถบนี้ที่เป็นเขตปกครองส่วนพระองค์ สืบเนื่องจากพระบิดาที่ประทับเฉพาะในเขตพระราชฐาน เด็กรับใช้เสริมต่ออีกว่าราชิดทรงเข้มงวดมากก็จริง แต่ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนละเมิดพระบัญญัติแล้ว พระองค์ก็ไม่ทรงทำสิ่งใดโดยปราศจากเหตุผล

แต่สิ่งที่พระราชโอรสแห่งชาลีมาตรทรงกระทำต่อซูบารุ มันห่างไกลจากคำว่าเจ้าชายที่ดีตั้งเยอะ ไม่แน่ว่าการลักพาตัวเขามาทั้งที่ไม่มีความผิด และการกระทำจาบจ้วงนั้นอาจจะเป็นเรื่องไร้เหตุผลเรื่องหนึ่งที่ทรงทำก็เป็นได้

“แต่ผมไม่ได้ละเมิดพระบัญญัติอะไรนั่นเลยนะครับ”

ใบหน้าหวานเงยขึ้นเพื่อตั้งคำถาม แต่คำตอบที่ได้รับกลับสั้นและไม่ได้ช่วยไขข้อข้องใจอะไรเลย

“เพราะคุณเข้ามาภายในเขตแดนของราชอาณาจักรชาลีมาตรน่ะสิ”

จิรัลนิ่งไปนิดหนึ่งเหมือนพยายามนึกหาศัพท์ในภาษาสากล ก่อนจะเรียบเรียงคำพูดออกมา

“องค์ชายทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาจักรนี้”

‘จะบ้าหรือไง!’

แต่คำพูดนี้ก็ได้แต่กล่าวอยู่ในใจเท่านั้น เสียงจิรัลยังอธิบายต่อไปอีกว่า

“อินชา อัลเลาะห์ สวรรค์เป็นผู้ลิขิตครับ”

ถ้าพูดถึงขนาดนี้ เถียงต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ แขนเรียวสอดเข้าไปในเสื้อเนื้อดีที่นุ่มราวกับผ้าไหม แต่พอลองสวมเสร็จแล้วถึงรู้ว่าบริเวณแขนและชายเสื้อยาวเกินไปสำหรับคนร่างเล็กอย่างเขา และเมื่อจิรัลสังเกตเห็น เด็กรับใช้ก็ช่วยพับแขนเสื้อและชายเสื้อขึ้นและเนาไว้อย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้เองที่ซูบารุเพิ่งได้กลิ่นหอมอ่อนๆของพืชตระกูลส้มโชยออกมาจากเสื้อที่เขาสวม จึงทำให้พอจะเดาได้ว่าชุดนี้เป็นฉลองพระองค์ของชี้คราชิด

หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้ว จิรัลก็พาซูบารุเดินไปที่ห้องรับแขก พอก้าวผ่านม่านสีทองเข้าไปก็พบว่ามีสำรับสำหรับสองคนเตรียมไว้แล้ว หนึ่งในเมนูหลากหลายนั้นคือเนื้อย่างที่ส่งกลิ่นหอมลอยมาแตะจมูก ช่วยกระตุ้นความหิวของซูบารุได้เป็นอย่างดี

“กรุณารอสักครู่ เดี๋ยวองค์ชายก็จะเสด็จออกมาแล้ว”

จิรัลบอกพลางเลื่อนเก้าอี้ให้ ซูบารุชี้ไปที่อาหารโดยไม่ได้คำนึงถึงมารยาท

“นี่อะไรน่ะ?”

“พระกระยาหารที่เจ้าชายทรงโปรด เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวอาหรับ...”

“ที่คุณพูดว่าชาวอาหรับ หมายความว่าพระราชโอรสทรงเป็นคนอาหรับแท้จริงๆ เหรอ?”

 ซูบารุโพล่งถามไปโดยไม่ทันคิดอะไร แต่มือของจิรัลที่กำลังพลิกแก้วขึ้นมาเสิร์ฟน้ำให้ถึงกับสะดุด แก้วใสร่วงลงพื้นแตกกระจาย ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เด็กรับใช้นิ่งขึงราวกับถูกมนต์สะกด คิ้วเรียวขมวดจนแทบจะเป็นปม

“ท่านครับ”

 จิรัลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักๆ ขณะเก็บกวาดเศษแก้ว

“กรุณาอย่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก”

“ว่าไงนะ?”

“หวังว่าคงจะเข้าใจนะครับ กรุณาอย่า...”

“เกิดอะไรขึ้น?”

ชี้คราชิดเข้ามาโดยไม่มีเสียงเตือนล่วงหน้า

“ชี้ค”

จิรัลก้มลงแสดงความเคารพ ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่เหลือบมาทางซูบารุหลังจากรับพระบัญชาด้วยภาษาท้องถิ่น

“ทำตัวตามสบายเถอะ”

ร่างบางมองตามเจ้าของกระโจมที่ค่อยๆประทับนั่ง หลังจากยกอ่างอาบน้ำของตัวเองให้ซูบารุแล้ว ราชิดคงเสด็จไปใช้ห้องสรงที่อื่น เจ้าชายหนุ่มทรงฉลองพระองค์เรียบง่ายและไม่มีรองพระบาท เส้นเกศาสีทองเหมือนแสงตะวันปล่อยสบายไม่มีอะไรรัดไว้ พระฉวีเป็นสีน้ำตาลทองผิดจากที่คิด เดาได้แต่ว่าคงเป็นเพราะแดด อย่างไรก็ตาม นั่นทั้งหมดนั่นทำให้ดูไม่เหมือนคนอาหรับเอาเสียเลย

‘อย่าถามเรื่องนั้นอีกนะครับ’

คำเตือนของจิรัลยังก้องอยู่ในหู ซูบารุจึงยื่นมือไปตักอาหารจานที่ใกล้ที่สุดเข้าปากโดยไม่ถามอะไรออกไป คำแรกนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กหนุ่มกินอาหารจานนั้นอย่างรวดเร็ว วินาทีนั้นเขาลืมไปหมดทุกอย่าง ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะหิวขนาดนั้น

“ซูบารุ”

จู่ๆ ราชิดที่ทอดพระเนตรมองซูบารุอย่างพอพระทัยมาครู่ใหญ่ก็เอื้อมพระหัตถ์ยื่นอาหารอะไรสักอย่างที่เขาไม่รู้จักส่งให้ ก่อนจะดันจานตรงหน้าออกไป ซูบารุที่เพิ่งรู้สึกตัวจากการกระทำนั้นสะดุ้งตกใจ

“จานนี้วันนี้พอแค่นี้ กินตอนท้องว่างมากเดี๋ยวมันจะแรงเกินไป”

เนตรคมสบกับดวงตาของซูบารุขณะตรัสต่อ

“ไม่ต้องห่วงจากนี้ไปอยากจะกินเมื่อไรก็ได้”

แค่รับสั่งนั้น ความอยากอาหารของเด็กหนุ่มก็หายเกลี้ยง รู้สึกเหมือนกระเพาะหนักอึ้งขึ้นมาทันที

“จริงเหรอ...”

เขาไม่อยากตัวสั่นขึ้นมาตอนนี้ จึงพยายามกำมือไว้ ขณะลองถามออกไป

“ไม่คิดจะปล่อยผมกลับเลยเหรอ?”

คนตรงหน้ารับสั่งต่อทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คนที่เข้ามาในเขตแดนของเราก่อนก็คือซูบารุ”

“ก็ผม...”

“จะบอกว่าเจ้าโดนพวกหัวขโมยนั่นจับตัวมา ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเองงั้นสิ?”

เจ้าชายหนุ่มตรัสดักคอราวกับอ่านความคิดของซูบารุออก

“แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ? ทำไมเจ้าถึงถูกจับตัวมา? ได้ยินว่ามาทัวร์จากญี่ปุ่นกับเพื่อนสามคน แล้วทำไมถึงออกมากลางทะเลทรายคนเดียว?”

“คือ...”

ซูบารุไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกมาได้เสียด้วย

“เจ้าเข้ามาเองตามใจชอบ โดยที่ไม่รู้ถึงความโหดร้ายของทะเลทรายเลยใช่ไหมล่ะ? ถ้าอัลเลาะห์จะพิโรธก็ไม่แปลกหรอก”

โดนสรุปเอาเองอย่างนั้น ซูบารุก็ได้แต่ก้มหน้าลงโดยที่ไม่พูดอะไรอีกเลย ถึงจะเจ็บใจ แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า คนที่ทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นก็คือตัวเขานั่นเอง

“อีกอย่าง...”

สุรเสียงทุ้มอ่อนลง หัตถ์ใหญ่ยื่นข้ามโต๊ะมาเชยคางเล็กขึ้น

“คนที่งดงามอย่างนี้ ออกมาที่ทะเลทรายคนเดียวนี่ ต้องไม่ปลอดภัยแน่อยู่แล้ว”

ซูบารุที่โดนเชยคางขึ้น มองเนตรคมสองสีของราชิดที่ฉายแววร้อนรุ่มได้อย่างชัดเจน ความทรงจำเรื่องเมื่อครู่ก่อนย้อนกลับมาแวบหนึ่ง

“ผมไม่ได้...งดงาม...สักหน่อย”

“เจ้าไม่รู้ตัวเลยหรือ?”

เจ้าชายหนุ่มเอื้อมหัตถ์ลูบไล้อย่างแผ่วเบาไปตามใบหน้าใส

“ดวงตาที่สวยราวกับอัญมณี ริมฝีปากที่สดใสเหมือนกลีบกุหลาบ... เจ้าไม่รู้ตัวว่างดงามบ้างเลยหรือ?”

สำหรับซูบารุแล้ว คำวิจารณ์นี้ทำให้รู้สึกอายเสียมากกว่า แต่คนชมก็ตรัสหนักแน่นเสียขนาดนั้น ราชิดทอดพระเนตรมองซูบารุ ก่อนจะรับสั่งต่อด้วยท่าทางจริงจัง

“ถ้าเจ้าไม่มีเหตุผลที่ดีกว่านี้ล่ะก็ คงจะต้องชดใช้ด้วยร่างกายของเจ้าเองล่ะนะ” 

ฝ่ายที่ถูกตัดสินทนสายพระเนตรคมกริบของชี้คหนุ่มไม่ไหวจนต้องหลุบสายตาลง รอบข้างเงียบกริบจนไม่น่าเชื่อว่าพวกเขากำลังอยู่กลางหมู่เต็นท์ขนาดใหญ่


ไม่มีทางช่วยเหลือ ไม่มีอะไรเลย

มีดที่ใช้ทานอาหารเป็นเหมือนหนทางสุดท้ายที่แวบเข้ามาในดวงตาที่สิ้นหวัง พร้อมกับที่หัวใจเต้นรัวเร็วจนน่ากลัว

“คิดจะใช้มีดนั่นแทงเราเหรอ?”

สุรเสียงทุ้มดักทางเหมือนอ่านใจเขาออกอีกครั้ง

“ถ้าอยากจะทำอย่างนั้นก็ลองดูก็ได้”

หัตถ์ใหญ่หันคมมีดเข้าหาตัวแล้วยื่นให้

“แต่คงรู้นะว่าถ้าทำร้ายเราที่เป็นพระราชวงศ์ เรื่องคงไม่จบง่ายๆแน่ อยากจะลองไปเดินหลงในทะเลทรายอีกครั้งไหม? หรือจะลองไปเป็นเครื่องปลอบประโลมให้พวกพ่อค้าตลาดมืดโสโครกที่เลวทรามกว่าเราเป็นร้อยเท่าพันเท่าอีกทีล่ะ?”

คำพูดนั้นหันมาทะลวงใจเขา คมยิ่งกว่าคมมีดเสียอีก ช่วงเวลาที่หลงอยู่ในพายุทราย และตอนที่อยู่บนเวทีอันน่าพรั่นพรึงในตลาดประมูลคราวนั้น ย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง

“ไม่ยุติธรรมเลย...”

 ร่างบางพูดออกมาแค่นั้นและหลับตาลง ไม่มีหนทางอื่นเลย นอกจากต้องยอมรับเจ้าชายจอดเผด็จการตรงหน้านี้ 

“บอกแล้วใช่ไหม”

สุรเสียงขององค์รัชทายาทใกล้เข้ามามากขึ้น

“ว่ามนุษย์เรามีความต้องการบางอย่างที่ไม่สามารถต้านทานได้”

ราชิดทรงช้อนตัวซูบารุขึ้น และอุ้มเข้าไปในห้องด้านในอีกครั้ง

ขัดขืนอะไรไม่ได้อีกแล้ว เด็กหนุ่มที่ยังหลับตาอยู่เริ่มรู้สึกถึงสัมผัสของราชิดที่ไม่ได้สังเกตเมื่อคราวที่ขัดขืนอย่างเอาเป็นเอาตายครั้งนั้น

ซูบารุไม่ใช่คนตัวใหญ่ แม้แต่เวลาเทียบกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ยังจัดว่าเป็นคนรูปร่างผอมบาง แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่เท่าพวกผู้หญิงแน่ ทว่าเจ้าชายองค์นี้กลับอุ้มเขาได้อย่างง่ายดายเหมือนอุ้มลูกหมาลูกแมว นั่นทำให้รู้ว่า ร่างที่ดูเผินๆเหมือนจะแค่สูงโปร่งนี้จะต้องมีกล้ามเนื้อแข็งแรงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีแน่ๆ ซูบารุที่เป็นเด็กในเมือง ถ้าไปสู้ด้วยมือเปล่าคงทำอะไรเขาได้แค่นิดหน่อย พอคิดได้อย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้สั่นได้ แต่เมื่อถูกวางลงบนเตียง เขาก็สัมผัสได้ว่าท่าทีของราชิดไม่เหมือนกับที่จับเขาเหวี่ยงลงบนเตียงและโถมทับด้วยความรุนแรงอย่างคราวก่อน

วรองค์สูงใหญ่ทาบทับลงมาบนร่างของซูบารุราวกับจะโอบกอดไว้ทั้งตัว แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกถึงน้ำหนักที่กดลงมาเลย ร่างบางรู้สึกสับสนกับความเงียบที่เกิดขึ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยนขนาดนี้ แต่ความไม่เข้าใจนั้นก็ทำให้เขาหวาดกลัวมากขึ้น ซูบารุลืมตามขึ้นมองราชิดด้วยความหวาดหวั่น

และสิ่งที่สะท้อนเข้ามาในดวงตากลมโตก็คือพักตร์คมสันที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเจ้าชายหนุ่ม พระเกศาสีทองเป็นคลื่นสวยคลอเคลียลงมาเกือบจะระแก้มเขา

“ตัวสั่นขนาดนี้เชียว”

ริมโอษฐ์บางที่ขยับเข้ามาใกล้นั้นกระซิบอยู่ตรงข้างหู ก่อนจะย้ายไปประทับรอยจูบแผ่วเบาบนหน้าผาก เปลือกตา และข้างแก้มราวกับจะช่วยปลอบโยน ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสัมผัสที่ไม่มีร่องรอยของความรุนแรงนั้นได้เร็วกว่าที่คิดเสียอีก

“กลัวเหรอ?”

ราชิดตรัสถาม ปลายหัตถ์เรียวลูบไล้เส้นผมอย่างนุ่มนวล เท่านั้น ซูบารุก็หายสั่น ไม่ใช่ว่าไม่กลัว แต่ความกลัวนั้นเปลี่ยนไป ความกลัวการการใช้กำลังรุนแรงเปลี่ยนเป็นความกลัวอย่างอื่นเสียแล้ว

“เราจะไม่ทำให้เจ้าเจ็บปวดหรอก”

สุรเสียงทุ้มตรัสบอกเบาๆ เหมือนเดาได้ พระกรแข็งแรงดึงซูบารุเข้าไปกอดแรงๆทีหนึ่ง ก่อนจะแนบโอษฐ์บางลงมา จูบแผ่วเบาค่อยๆทวีความล้ำลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆจนเด็กหนุ่มต้องอ้าปากเพราะหายใจไม่ทัน แต่ทุกครั้งที่เปิดปากก็จะต้องมีลิ้นช่ำชอง หรือปลายนิ้วซุกซนเข้ามาสำรวจภายในช่องปาก
ใบหูเล็กสัมผัสได้ว่ามีความหอมหวานบางอย่างปนมากับพระปัสสาสะ หัตถ์ข้างหนึ่งเลื่อนลงปลดชายเสื้อ ซูบารุหลับตาแน่นเมื่อรู้สึกว่าตั้งแต่ช่วงไหล่ถึงหน้าอกของตนเปลือยเปล่า

รู้สึกเหมือนช่วงเวลานี้จะยาวนานต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด

เด็กหนุ่มเริ่มไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเริ่มไม่เข้าใจตนเองมากขึ้น

ราชิดเหมือนทรงต้องการจะใช้เวลาอย่างช้าๆ ในการแต้มเติมสีสันให้กับร่างบอบบางด้วยริมโอษฐ์และหัตถ์ใหญ่ขององค์เองให้ทั่วทุกพื้นที่ สัมผัสที่ได้รับไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่การเล้าโลมอย่างนุ่มนวลไปถึงที่ๆตัวเองเท่านั้นที่เคยสัมผัส หรือแม้แต่ที่ๆแม้แต่ตัวเองยังไม่เคยสัมผัส ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ไม่จบสิ้น สำหรับซูบารุ แบบนี้ทรมานยิ่งกว่าความเจ็บปวดเสียอีก ร่างกายเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆออกมาจากภายใน

“ยะ...หยุดนะ...ไม่เอา...”

~To Be Continue In Endless Romance~