Allure Of Love
เนื้อเรื่องย่อ
สมัยมัธยม ผม อาซากะ ยูสึเกะ เคยสบตากับเจ้าของนัยน์ตาสีไพลินกลางล็อบบี้ของโรงแรมที่หรูหราราวกับโบสถ์ในยุโรป และเขาคนนั้นก็เป็นถึงสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อดังผู้ออกแบบสถานที่อันน่าทึ่งแห่งนั้น ความงดงามราวกับรูปปั้นและผลงานที่โดดเด่นของเขาทำให้ผมหลงใหลในชั่วพริบตา นับแต่นั้นมาผมก็นึกถึงแต่เขาเท่านั้น ทันทีที่จบมัธยมปลาย เป้าหมายหนึ่งเดียวในชีวิตของผมจึงกลายเป็นการได้ไปเรียนสถาปัตย์ที่อิตาลี!
ใครๆ ก็เรียกดีโน่ คาสติลลิโอนีว่า ‘มนุษย์น้ำแข็ง’ ทายาทเพียงหนึ่งเดียวจากภรรยาหลวงของตระกูลอภิมหาเศรษฐีคาสติลลิโอนี และทั้งที่ตัวฉันเองก็ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากงาน แต่กลับไม่สามารถลบภาพเทวดาที่เคยพบเมื่อสี่ปีก่อนออกไปได้ ภาพของยูสึเกะที่ได้สบตากันเพียงแวบเดียวที่ญี่ปุ่น...
ยูสึเกะผู้ร่าเริงแจ่มใสและดีโน่ทายาทตระกูลใหญ่แห่งอิตาลี ทั้งสองได้มาพบกันอีกครั้งในกรุงโรม ความรักที่เกิดขึ้นจากพรหมลิขิตได้เริ่มขึ้นแล้วในเมืองหลวงที่ไม่มีวันตายแห่งนี้
...................................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 1
อาซากะ ยูสิเกะ
“นะครับ... ไม่ว่ายังไงผมก็อยากไปเรียนสถาปัตย์ที่อิตาลี!”
ผมตะโกนดังลั่น ก่อนจะก้มศีรษะให้พ่อกับแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟา
“ได้โปรดให้ผมไปเรียนต่อที่อิตาลีเถอะ!”
“พูดเพ้อเจ้ออะไรของแก!”
พ่อพูดเสียงดังด้วยความโกรธ ขณะที่แม่ก็เอาแต่ถอนใจ
“นั่นสิ บ้านเราก็หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้ร่ำได้รวยขนาดจะมีปัญญาส่งลูกไปเรียนเมืองนอกได้หรอกนะ”
ยูกะและยูกิ น้องสาวทั้งสองแอบชำเลืองมาจากโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ดูนี่ก่อนสิครับ”
ผมวางเอกสารลงบนโต๊ะญี่ปุ่น กางสมุดบัญชีเงินฝากไว้บนสุด
“นี่เป็นเงินที่ผมเก็บสะสมจากงานพิเศษ”
ทั้งคู่จ้องตัวเลขในบัญชีด้วยสีหน้าแตกตื่น ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจ ก็ในเมื่อจำนวนเงินใน
บัญชีสูงถึง 850,000 เยน! ช่วงเก็บเงินก้อนนี้ ผมไม่เข้าชมรม ไม่เที่ยว วันๆ เอาแต่ล้างจานอยู่ใน
ร้านอาหารอิตาเลี่ยน
“พ่อกับแม่เคยบอกไม่ใช่เหรอครับ ว่าถ้าผมหาเงินเรียนเองได้ พ่อกับแม่จะคิดเรื่องนี้อีกที?”
ประโยคนี้ทำให้ทั้งคู่มองหน้ากัน
“เรื่องงานพิเศษ... พ่อกับแม่อนุญาตให้ทำก็จริง... แต่นี่ถึงกับพยายามเก็บเงินมากขนาดนี้...”
“ทั้งที่คิดว่าถ้าได้เงินมาก็คงเอาไปเที่ยวเล่นหมด...”
ผมจับได้ถึงน้ำเสียงชื่นชมในประโยคนั้น จึงรีบพูดต่อทันที
“ภาษาอิตาเลี่ยนผมก็ฝึกกับเชฟที่ร้าน ตอนนี้พอจะพูดประโยคง่ายๆ ได้แล้วนะครับ เค้ายังชมเลย
ว่าผมออกเสียงได้ดี”
“แต่ต่อให้ไปอิตาลีก็ใช่ว่าลูกจะหางานพิเศษได้นี่”
แม่พยักหน้าเห็นด้วยกับความเห็นของพ่อ ก่อนจะเสริมอีกว่า
“ใช่ ยิ่งถ้าอยากเรียนสถาปัตย์ในมหาลัย เงินแค่นี้พอซะที่ไหน”
“เอ...”
ยูกะอุทานแทรกเข้ามาด้วยความสงสัย
“หนูเคยได้ยินเพื่อนที่อยากจะไปต่อนอกบอกว่ามหาลัยในอิตาลีน่ะ ไม่ใช่อยากเข้าก็เข้ากันได้ง่ายๆ”
“ใช่ค่ะ แล้วจะเรียนต่อที่อิตาลีน่ะ ถ้าไม่เรียนมหาลัยที่นี่ก่อนอย่างน้อยสองปี เขาก็ไม่ให้เข้าเรียน
ที่โน่นด้วย เพื่อนพวกหนูได้ยินยังหน้าจ๋อยไปเลย เนอะ?”
ยูกิสบทบ น้องสาวทั้งสองคนพยักหน้าให้กัน
“เหรอ? งั้นก็แปลว่าแกไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์”
“ยังไงก็ต้องเข้ามหาลัยที่นี่ก่อน”
ผมส่ายหน้าปฏิเสธ เมื่อเห็นสายตาพ่อแม่
“เรื่องเรียนมหาลัยน่ะ ผมเลิกคิดไปนานแล้ว ดูนี่ก่อนสิฮะ”
ผมหยิบเอกสารที่อุตส่าห์ส่งจดหมายไปขอมาขึ้นกางบนโต๊ะให้ทุกคนเห็นชัดๆ เอกสารที่ว่านี่ก็คือ
แบบฟอร์มการสมัครเข้าเรียนโรงเรียนสอนภาษาในกรุงโรมเป็นเวลาสองปี
“ผมจะใช้วีซ่านักศึกษาเรียนเตรียมเพื่อเข้ามหาลัยไปเรียนภาษาอิตาลีที่โรงเรียนนี้สองปี”
“โรงเรียนสอนภาษา?”
“ครับ ระหว่างเรียนภาษา ผมก็จะหางานพิเศษทำในบริษัทออกแบบที่ไหนสักที่ควบไปด้วย พอมี
ประสบการณ์มากขึ้น ต่อไปก็จะขอเข้าทำงานที่นั่นเลย”
ในใจผมคิดไปถึงเรื่องขอเข้าฝึกงานที่บริษัทออกแบบ... บริษัทไหนน่ะเหรอ? ผมคิดเอาไว้แล้วล่ะ
แต่ที่ไม่ได้พูดออกไปก็เพราะรู้อยู่ว่าที่นั่นค่อนข้างมีชื่อเสียงไม่น้อย ถ้าบอกไปก็คงถูกหัวเราะว่า
‘อย่างแกเนี่ยนะจะไปขอเขาฝึกงานที่นั่น มันจะเป็นไปได้ยังไง’ ดังนั้น ผมเลยเก็บชื่อบริษัทไว้เป็น
ความลับ
ก่อนจะมาบ้าคลั่งสถาปัตย์ขนาดนี้ ผมก็เป็นแค่ ‘อาซากะ ยูสึเกะ’ เด็กญี่ปุ่นธรรมดาๆ ที่เอาแต่เล่น
ฟุตบอล การเรียนอยู่ระดับกลางๆ ค่อนไปทางอ่อน ยิ่งวิชาศิลปะนี่ยิ่งถึงขั้นแย่มาก แต่เพราะ
อะไรบางอย่าง ทำให้เด็กนักเรียนธรรมดาๆ อย่างผมเปลี่ยนแปลงไป แรงจูงใจอย่างหนึ่งที่มาผลัก
ดันผมที่ตอนนั้นเป็นแค่นักเรียนมัธยมต้นปีที่สาม
...เพราะได้พบกับผู้ชายคนนั้น
....................................
“เอ๋? ไอ้ ‘คาเฟ่ อินเวสต์’ นี่มันอยู่ตรงไหนกันแน่เนี่ย?”
ผมเดินวนหาคาเฟ่ที่นัดคนไว้มาร่วม 20 นาทีแล้ว แถวที่ผมหลงทางอยู่เป็นย่านอาโอยาม่า แหล่ง
รวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ ข้างในย่านนี้มีแม้แต่สถานีโทรทัศน์ แมน
ชั่นระดับห้าดาว ร้านอาหารหรูหรา แล้วยังสินค้าแบรนด์เนมมากมาย นับเป็นย่านคนรวยอย่างแท้
จริง ถึงได้กว้างจนเกินความจำเป็นแบบนี้
ตอนนั้นผมยังเป็นแค่เด็ก ม.ต้น แถมยังเป็นผู้ชาย จะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจที่แบบนี้ ที่วันนี้ต้อง
ถ่อมาถึงนี่ก็เพราะแม่ที่กำลังเห่อของใหม่และน้องสาวสองคนที่แก่แดดเกินตัวทั้งที่เพิ่งอยู่ชั้น
ประถมลากไปช่วยถือของ
ที่ร้ายที่สุดคือ คุณหญิงทั้งสามเพลินกับการช็อปจัด กรี๊ดกร๊าดเสียงดังจนผมอาย ต้องแกล้งทำเป็น
ไม่รู้จักและถอยออกมายืนเอือมละอาอยู่ห่างๆ พอหันไปอีกที ทั้งสามคนก็หายไปแล้ว เมื่อถูกทิ้ง
ให้อยู่คนเดียว ผมก็ตกใจ เลยรีบส่งข้อความเข้ามือถือของยูกะว่า ‘ตอนนี้อยู่ที่ไหน?’
ครู่ต่อมาก้มีข้อความสั้นๆ ตอบกลับมาว่า ‘ไปรอที่คาเฟ่ อินเวสต์ ริมถนนต้นเอลม์ก็แล้วกัน! อีก
ชั่วโมงจะตามไป’ ท่าทางสามสาวจะยังติดลมกันอีกนาน
เฮ้อ ให้มันได้อย่างงี้สิ! เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้มันสนุกตรงไหน? แค่นี้ผมก็เบื่อจะแย่อยู่แล้ว
เลยคิดว่าจะไปนั่งรอในร้านที่ว่าเลย
ถึงอาโฮยาม่าจะเป็นย่านใจกลางเมือง แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะกว้างขนาดนี้ ด้านในของห้าง
สรรพสินค้าหลายจุดถูกออกแบบด้วยโครงสร้างโค้งๆ ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ถึงจะได้
แผนที่มาจากประชาสัมพันธ์ก็ยังไม่สามารถช่วยอะไรได้
สถาปนิกที่นี่กะออกแบบให้เป็นทางเดินเขาวงกตหรือไงนะ
ผมนึกบ่นขณะเดินลงบันไดเลื่อนไปชั้นล่าง เพราะคิดว่าถ้าออกไปมองจากด้านนอก เห็นในมุม
กว้างๆ น่าจะหาทางได้ง่ายกว่า
ผมเดินเข้าซุ้มประตูเล็กๆ ที่เป็นทางเชื่อมไปด้านนอก ก่อนจะมุ่งไปตามทางเดินแคบๆ ที่เดาเอาว่า
เป็นลานจอดรถ ทันใดนั้นเอง...
เอ๋?
แปลกจังแฮะ
หลังจากเดินต่อไปอีกพักหนึ่ง ทั้งที่น่าจะเป็นลานจอดรถตามที่คิดไว้ แต่ภาพสองข้างทางกลับยิ่ง
หรูหราขึ้นไปอีก พรมที่ปูแม้จะไม่มีสีสัน แต่ก็นิ่ม แน่ใจได้เลยว่าต้องเป็นของดีมีราคา ยิ่งโคมไฟ
เก่าแก่ตามริมกำแพงผิวขรุขระเข้ากับบรรยากาศนั้นก็คงราคาสูงจนประเมินไม่ได้
นี่มันจะพาไปถึงไหนเนี่ย?
ผมเอียงคอ หยุดยืนอยู่หน้าประตูตรงสุดทางเดิน ประตูไฟฟ้าทำจากกระจกฝ้าและกรอบ
อะลูมิเนียมฉาบสีทองให้ความรู้สึกหรูหรา
“ยินดีต้อนรับครับ”
ร่างที่ยืนอยู่อีกฟากของประตูเป็นชายชุดดำคล้ายๆ ทักซิโด เขากล่าวต้อนรับก่อนจะก้มศีรษะให้ผม
เอ๋?
ด้วยความมึนงง ผมจึงเดินผ่านพนักงานต้อนรับเข้าไปด้านใน
โห...!
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมยืนยิ่งด้วยความตะลึง
สุดยอด!
ที่แห่งนี้เงียบสงบราวกับเป็นอีกโลหหนึ่งที่ความวุ่นวายสับสนเข้ามาไม่ถึง หินแกรนิตสีดำขัดจน
ขึ้นเงาปูพื้นตลอดทางเดิน ส่วนเพดานถูกออกแบบให้สูงเกือบเท่าอาคาร 3 ชั้น แต่ที่สะดุดตามาก
ที่สุดคงเป็นเสาหินทรงกลมสีไวน์ที่ตั้งเรียงรายเป็นแถวอยู่ตรงโถง มีบันไดขนาดใหญ่สร้างจาก
หินแบบเดียวกันอยู่ข้างหน้า บริเวณราวขับถูกออกแบบให้ดูสง่างามสมบูรณ์แบบ บนผนังตรงใกล้ๆ
กับหัวบันไดมีภาพวาดขนาดใหญ่ของเมืองโบราณริมทะเลและหมู่เรือสีแดงประดับอยู่ แม้แต่องค์
ประกอบยิบย่อยในภาพนั้นยังจัดได้อย่างลงตัว ฝีแปลงและสีสันที่เลือกใช้ทำให้ดูเป็นของเก่า
เหมาะกับสถานที่ ห้องด้านในมีโซฟาสีดำหลายชุด จัดเว้นระยะกว้างขวาง ไม่อึดอัด เคาท์เตอร์
ของพนักงานถูกสร้างแบบติดผนัง มีพนักงานต้อนรับในเครื่องแบบยืนด้วยท่าทางผึ่งผาย
ที่นี่เป็น... ล็อบบี้โรงแรมเหรอ?
ผมคิดพลางมองรอบข้างอย่างตื่นเต้น
ผมเป็นแค่เด็ก ม.ต้น แต่ก็เคยไปโรงแรมบ้าง ถึงจะเป็นแค่โรงแรมสามดาวที่ใช้จัดงานแต่งงาน
ของญาติก็ตาม
โรงแรมในคราวนั้นใช้พรมสีชมดู ไร้รสนิยมสุดๆ ไหนยังจะมีโคมระย้าสีทองแสบตา ดอกไม้ช่อ
ยักษ์กลางงานก็จัดแบบมือสมัครเล่น
ผมเคยเห็นแต่โรงแรมระดับนั้น จึงจินตนาการโรงแรมในแบบอื่นไม่ค่อยออก
แต่ที่นี่... ให้ความรู้สึกที่ต่างกันอย่างชัดเจน
ผมด้าวไปบนพื้นหินแกรนิตชั้นดี ยางของรองเท้าผ้าใบคู่เก่าเสียดสีกับพื้นดังเอี๊ยดๆ ตลอดทาง เฮ้อ
ดูเฉิ่มอย่างไรไม่รู้ อายชะมัด
ทั้งที่ควรจะเดินออกไป แต่ผมก็ไม่สามารถละสายตาจากล็อบบี้นี้ไปได้ มันสวยจนดึงให้ผมยืนอยู่
ตรงนั้นต่อ
สมบูรณ์แบบไปทุกจุด
ผมแหงนหน้ามองเหนือศีรษะ เพดานด้านบนสูงราวกับในโบสถ์ แค่เงยหน้ามองก็ทำเอาปวดคอ
ไปหมด ลักษณะที่สวยงาม ทั้งการเว้นช่องว่าง ทุกอย่างลงตัว ให้บรรยากาศโออ่าเมหือนอยู่ใน
หนังย้อนยุค ผมรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมา
ทำไมถึงสวยอย่างงี้นะ
ผมเดินทอดในล็อบบี้ด้วยความชื่นชม แต่จู่ๆ ก็สังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ผมหันหลัง
กลับไปทางประตูทางเข้าที่ติดกับลานจอดรถ ประตูที่ผมเดินเข้ามาถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวลด้วย
มือของพนักงานต้อนรับคนเดิม ก่อนที่เสียงรองเท้าหนังอย่างดีกระทบพื้นห้องจะดังไปทั่ว
อ๊ะ!
ผมได้แต่จ้องมองร่างที่เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างด้านเหมือนจะหยุดความเคลื่อนไหวเมื่อ
คนๆ นี้ก้าวเข้ามา เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง โครงหน้าด้านข้างได้รูป เรือนผมสีดำสนิทจัดเป็นทรง
เนี๊ยบ เมื่อรวมกับการแต่งกายที่ดูมีรสนิยมก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวของเขาดูเปล่งประกายผิดจาก
คนอื่นๆ
สุดยอดเลย...
ผมไม่สามารถละสายตาไปจากคนที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางราวกับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่นี้ได้เลย... เขา
เป็นคนที่ดูดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้อยู่ในโลก ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ผู้ชายคน
นั้นก็หันมาทางผมที่กำลังตกตะลึง
หวา!
อะไรกันเนี่ย?
ผมรู้สึกใจเต้นแรง ดวงตาสีฟ้าตรงหน้านี้สวยราวกับแซฟไฟร์ แต่ก็เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง... เขา
อาจจะกำลังคิดว่าเด็กอย่างผมมาทำอะไรในที่แบบนี้
ผมได้แต่ตัวแข็ง ไม่สามารถขยับตัวได้... ไม่ใช่ว่าผมชอบมายืนจ้องตากับผู้ชายด้วยกันแบบนี้
หรอกนะ แต่ถึงจะอยากหลบไปทางอื่นแค่ไหน ผมก็ไม่สามารถทำได้ เหมือนกับดวงตาของตัว
เองถูกอะไรบางอย่างดึงดูดเข้าไป
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?
หัวใจยิ่งเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
จริงอยู่ว่าผู้ชายคนนี้ดูดีมาก แต่เวลาคนเรานึกชมเพศเดียวกัน จะมีอาการแบบนี้ด้วยเหรอ? นี่ผม
เป็นอะไรไปเนี่ย?
“ชินญอร์ คาสติลลิโอนี”
เสียงเรียกดังก้องไปทั่วล็อบบี้ ชายวัยกลางคนในชุดทำงานวิ่งเข้าไปหา ‘เขา’ ด้วยท่าทางรีบร้อน ดู
จากท่าทางของคนมาใหม่ ผมเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นระดับผู้บริหารของที่นี่ล่ะมั้ง
เมื่อสายตาคมกริบถอนออกไปหาคนเรียกแทน วินาทีนั้นผมจึงได้สติกลับมา ระหว่างที่ลุงพูดกับ
คนๆ นั้นด้วยภาษาอิตาเลี่ยน ผมก็รีบถือโอกาสหันหลัง ตั้งใจจะรีบเดินออกไปเหมือนกำลังหนี
อะไรบางอย่าง ทันทีที่พ้นตัวโรงแรมมาได้ ผมก็เดินไปตามทางเดินวงกตเส้นเดิม ไม่นานก็กลับ
เข้าห้างสรรพสินค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง
เฮ้อ เกือบไปแล้ว...
ผมถอนหายใจ ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดในอก ภาพชายหนุ่มเจ้าของดวงตาสีแซฟไฟร์กับ
ล็อบบี้ที่หรูหรายังคงแจ่มชัดอยู่ในความคิด
อย่างกับหลุดไปอีกโลกแน่ะ
ทำไมถึงดูดีได้ขนาดนั้นนะ...
ผมเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนใจ
พื้นที่ของโรงแรมที่ถูกคำนวณออกมาอย่างดี การตกแต่งที่ต้องผ่านการออกแบบหลายขั้นอย่าง
ไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าใครมาเห็นก็คงสัมผัสได้ถึงความสง่างาม
ตอนนั้นเองที่หัวใจของผมที่เต็มไปด้วยเรื่องกีฬาจนแทบไม่เคยแตกศิลปะ และยิ่งกว่าห่างไกลจาก
เรื่องของการออกกลับร้อนรุ่มขึ้นอย่างประหลาด
ถ้าสักวัน ผมสามารถสร้างสถานที่ที่สวยงามขนาดนั้นได้ด้วยตัวเองมันจะวิเศษขนาดไหนนะ...
...................................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 2 (ไม่ได้ต่อจากส่วนแรกนะคะ)
ดีโน่ คาสติลลิโอนี
หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา การได้พบกับเขาอีกครั้งทำให้รู้สึกว่านี่อาจจะเป็นพรหมลิขิต... ให้ตายเถอะ ฉันคิดอะไรแบบนั้นออกมาได้ยังไงนะ
ฉันชื่อดีโน่ คาสติลลีโอนี อายุยี่สิบเก้า ฉันเกิดมาในฐานะทายาทสืบสกุลและว่าที่หัวหน้าคนต่อไปของคาสติลลิโอนี หนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลของอิตาลี ถึงท้ายที่สุดบริษัทที่ฉันตั้งขึ้นจะต้องถูกรวมกิจการเข้ากับกลุ่มบริษัทคาสติลลิโอนี แต่ฉันก็บริหารงานสำนักงานออกแบบแกเลอเรีย คาสติลลิโอนีแห่งนี้ด้วยตนเองมาตลอด
เด็กคนนี้คงจำฉันไม่ได้ แต่ฉันไม่เคยลืมเขาเลย พวกเราเคยเจอกันเมื่อสี่ปีก่อนในล็อบบี้โรงแรมแกรนด์โฮเต็ลโตเกียว ที่นั่นเป็นหนึ่งในโรงแรมของญี่ปุ่นที่ฉันออกแบบเองทั้งภายนอกภายใน
ช่วงนั้นมีงานเข้ามาเยอะมาก ฉันต้องทำงานจนไม่มีเวลาหยุดพักและเกือบจะตัดสินใจเลื่อนการบินไปควบคุมงานก่อสร้างที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่หลังจากคิดดู ถ้าไม่ไปตอนนั้นก็คงไม่ได้จัดการงานเสียทีแน่ ฉันจึงจดเวลาไปญี่ปุ่นในตารางงาน และออกเดินทางหลังจากเคลียร์งานหามรุ่งหามค่ำจนเสร็จ
ตอนก้าวเข้าไปในแกรนด์โฮเต็ลโตเกียว ฉันรู้สึกหงุดหงิดจากการพักผ่อนไม่พอ ไหนจะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ซ้ำยังต้องมาโมโหบริษัทรับเหมาที่ไร้ความรับผิดชอบจนงานก่อสร้างล่าช้าเกินกำหนด
แต่... สายตาที่จับจ้องมาจากตรงล็อบบี้ทำให้ฉันหยุดเดิน ก่อนจะต้องมองกลับไปยังเจ้าของดวงตาคู่นั้นราวกับถูกดึงดูด
เขาเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง น่าจะอยู่ประมาณชั้นมัธยมต้น ร่างเพรียวสมส่วนอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดาๆ กับกางเกงยีนส์ขาดๆ ตัวหนึ่ง เส้นผมสีน้ำตาลเข้มเกือบดำเป็นเงา จัดง่ายๆ ไม่เป็นทรง ใบหน้าเรียวเล็กจนเหมือนจะประคองไว้ได้ในมือเดียว แก้มเนียนกับผิวคล้ำนิดๆ ดูอ่อนนุ่ม จมูกโด่งสวยและแผ่นหลังยืดตรงทำให้เขาดูเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ตาสองชั้นเห็นเป็นเส้นชัด ใต้แพขนตายาวงอนยังมีดวงตาสีดำขลับเหมือนหินภูเขาไฟ ความงดงามและดวงตาเป็นประกายทำให้รู้ว่าเขามีเสน่ห์ด้วยจิตใจที่หนักแน่นเข้มแข็ง
ไม่รู้เพราะอะไร เมื่อฉันมองเขา ฉันก็รู้สึกเหมือนหัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นๆ จนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก
ทำไมเขาถึงสวยขนาดนี้?
ล็อบบี้โรงแรมที่ฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นโดยใช้โบสถ์ยุคกลางมาเป็นแรงบันดาลใจ... ช่างเข้ากับเขาจริงๆ
แสงจากโคมไฟสาดลงมาต้องตัวเขาเหมือนสปอต์ไลท์ ฉันรู้สึกเหมือนกับเห็นเงาของปีกสีขาวที่งดงามของเหล่าเทพในภาพเขียนยุคเรอเนสซองค์งอกออกมาจากแผ่นหลังนั้น
...เทพหนุ่มที่ลอบหลบลงมาจากสรวงสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า...
ฉันได้แต่จ้องมองภาพสวยงามตรงหน้าโดยไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว อีกฝ่ายเองก็มองกลับมาด้วยแววตาประหลาดใจ
“ซินญอเร คาสติลลิโอนี”
จู่ๆ เสียงของผู้บริหารโรงแรมก็ทำลายความเงียบสงบระหว่างเราทั้งสอง และวินาทีที่ฉันตกใจจนหันไปตามเสียงเรียก เวทมนต์ที่หยุดตรึงเวลาไว้ก็ถูกคลายออก
เขาหันหลังจากไปเหมือนกับพยายามหนีให้พ้นจากสายตาฉันโดยเร็ว
‘อย่าเพิ่งไป’
ฉันพึมพำออกมา อยากจะสาวเท้าออกตาม แต่จิตสำนึกในฐานะผู้ใหญ่ก็หยุดไว้...
ไม่ใช่รักแรกเสียหน่อย ถึงกับจะตามเด็กผู้ชายคนหนึ่งไป คิดอะไรของนายน่ะ
ระหว่างที่ยืนลังเล เขาก็วิ่งหายไปแล้ว... เหมือนภาพที่เห็นเมื่อครู่เป็นแค่ความฝัน แต่เขาคงไม่ใช่ภาพลวงตาของเทพผู้งดงามที่จิตใจสร้างขึ้นจากความเหนื่อยล้าตลอดการเดินทางหรอก เขาเป็นคนจริงๆ และฉันก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยไม่สามารถลบภาพเขาออกจากใจ ได้แต่เสียใจมาจนถึงวันนี้ที่ปล่อยให้เขาจากไปโดยไม่ออกติดตาม
แต่...
ทันทีที่ได้เห็นรูปร่างผอมเพรียวที่มายืนนิ่งอยู่หน้าบริษัท ฉันก็รู้สึกเหมือนภาพฝันในครั้งนั้นหวนกลับมาอีกครั้ง
ใครจะไปคิดว่าเทพองค์นั้นจะมาปรากฏตัวต่อหน้าอีกครั้ง? ร่างกายที่เคยเยาว์วัยเติบโตขึ้น แก้มที่เคยนิ่มน่าสัมผัสก็เริ่มเข้ารูปตามแบบโครงหน้าของวัยรุ่น
ต้องเป็นคนเดียวกันแน่ เพราะฉันไม่เคยลืมเขา ไม่มีทางที่จะจำคนผิด ฉันมองไปที่เขาด้วยความตกตะลึง
ตอนนี้ ความงดงามที่เหมือนกับเปล่งประกายได้นั้นยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือรอบตัวเขาที่เติบโตขึ้นยิ่งดูเย้ายวน เหมือนถูกห้อมล้อมด้วยเสน่ห์หอมหวานน่าหลงใหล
ดวงตาสวยราวกับอัญมณีจ้องตรงมาที่ฉัน ทำให้ฉันสบตากลับไปอย่างสนใจ ก่อนจะสังเกตเห็นแพขนตาที่เปียกชุ่มเป็นประกายล้อแสงไฟ
ฉันมองสำรวจไปทั่วตัว ตอนนี้ยังไม่เข้าฤดูใบไม้ผลิ อากาศในตอนค่ำยังเย็นเยียบ แต่เขากลับไม่สวมเสื้อกันหนาว มีแค่เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายกับกางเกงยีนส์ขาดๆ และกระเป๋าสะพายทรงบอสตันใบใหญ่เท่านั้นเอง
ดวงตาคู่นั้นจ้องตรงมาที่ฉัน ก่อนที่เจ้าของจะทำเหมือนเมื่อสี่ปีก่อนคือหันหลัง ทำท่าจะเดินจากไป แต่คราวนี้ฉันรีบตรงเข้าไปจับบ่าของเขาไว้แน่น!
น้ำตาที่เอ่อครอต้องแสงไฟร่วงลงบนพื้น หัวใจของฉันเหมือนจะถูกบีบอย่างรุนแรงเมื่อเห็นเขาร้องไห้ออกมา
“ร้องไห้ทำไม?”
ฉันถามเสียงต่ำ
“ฮึก...”
เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นก่อนที่น้ำตาที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้จะไหลลงมา
“ผม... ผมอยากเป็นสถาปนิก ถึงได้มาที่โรม...”
น้ำเสียงใส กังวาน เหมาะกับร่างงดงามของเขา ถึงแม้สำเนียงจะเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็น่าแปลกที่มันทำให้หัวใจถึงกับสั่นไหว
“แต่อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนโกงเงินหนีไปแล้ว... ที่พักก็ไม่มี คืนนี้จะนอนที่ไหนก็ไม่รู้”
นี่คือความฝันหรือเปล่า?
ฉันนึกสงสัยพลางมองเด็กหนุ่มตรงหน้า เทพองค์เดิมที่คิดว่ากลับสวรรค์ไปเสียแล้วมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน ทั้งยังร้องไห้เสียงหวานราวกับจะล่อลวงให้คนฟังกระทำผิด
“พวกเด็กที่เดินมาหน้าบริษัทฉันก็เคยเล่าอะไรคล้ายๆ แบบนี้มาไม่รู้กี่คนต่อกี่คนแล้ว”
คำพูดนั้นหลุดออกไปโดยไม่ทันคิด วินาทีนั้นเองที่ความโกรธฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“คุณจะบอกว่าผมโกหกใช่ไหม?”
เขาพูดออกมาพลางกำมือแน่น
“ทั้งที่ผมฝันอยากจะทำงานในบริษัทของคุณ อุตส่าห์ตั้งใจเรียนมาตลอด แต่คุณกลับ... พอกันที! บริษัทแบบนี้ผมไม่อยากเข้าไปทำแล้ว!”
เขาตะโกนเสียงดังก่อนจะพยายามสะบัดมือออก แต่ฉันไม่มีวันปล่อยเขาไปอีกแล้ว
ต่อให้เป็นบททดสอบของพระเจ้า
ต่อให้เป็นความผิดบาปที่จะไม่มีทางได้รับการให้อภัย
ฉันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก สมองของฉันหวนนึกถึงวันเวลาอันแสนทรมานที่ไม่นสามารถลบภาพของเขาออกจากใจได้ ฉันไม่อยากปล่อยมือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ริมฝีปากของฉันขยับขึ้นโดยอัตโนมัติ ฉันยิ้มที่มุมปาก
“น่าสนใจๆ กล้าพูดกับฉันแบบนี้แสดงว่ามั่นใจฝีมือตัวเองมากสินะ ถ้างั้นมานี่เลย”
ฉันดันเขาเข้าไปในรถลีมูซีน ก่อนจะปิดประตู รู้สึกเหมือนกับกำลังใส่กุญแจกักขังเทพองค์นี้ไว้ในกรง ไม่ปล่อยให้ได้บินกลับขึ้นสู่ฟากฟ้าอีกต่อไป...
~To Be Continue in Allure Of Love~
Story By Minakami Rui
Illust By Ayano Yamane
Tralation : Fay
Edit By Lucifer&Acacia
Graphic design By Lucifer
Pin up : ไม่มี
In Store Now!
ของแถมสำหรับเล่มนี้ : โปสการ์ด อ. มินามิ 1 แผ่น
ราคา : 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
Contact Us : lucifer_lostangel@hotmail.com
ขณะเดียวกันริมฝีปากบางโค้งได้รูปนั้นกลับทำให้ความแข็งกร้าวอย่างผู้ชายทั่วไปถูกลดทอนลง... แต่นั่นกลับทำให้ทุกส่วนผสมชั้นเลิศเข้ากันได้อย่างสมดุล
Slave Of Night
Story By Haruhi Tono
Illust By Ayano Yamane
Translater by Lapin
Edit By Lucifer,hi-ka-ru
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
กระดาษ : ถนอมสายตา
In Stone Now!
ราคา 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
มีอะไรสามารถสอบถามได้ที่
E-mail: able_sealon@yahoo.com
ไม่รับสั่งจองใดๆ ทั้งสิ้น
ท่านสามารถสั่งซื้อได้ที่ร้านและทางไปรษณีย์ได้ในวันดังกล่าว
*สำหรับคนซื้อ 400 เล่มแรกทั้งทางร้านและสั่งไปรษณีย์จะได้แถมโปสการ์ด 2 ใบซึ่งเป็นฉากที่ถูกเซ็นเซอร์ไปเนื่องจากวิกฤต(ภายในยังมีภาพนี้อยู่แต่ถูกเซ็นเซอร์บางส่วนไป)
*สำหรับหนังสือล็อตหลังจากนี้จะแถมโปสการ์ด 1 ใบ
เนื้อเรื่องย่อ
มิสุฮาระ ซาโตชิ ตำรวจหน่วยสืบสวน 1 ได้ถูกมอบหมายคดีฆาตกรรมรายหนึ่งซึ่งมีผู้ต้องสงสัยเป็น เด็กหนุ่มขายบริการ เมื่อลองสืบลึกลงไปแล้ว นักสืบหนุ่มก็พบว่าเบื้องหลังธุรกิจผิดกฏหมายนี้ยังมีผู้มีอิทธิพลมืดพัวพันอยู่หลายราย และหนึ่งในนั้นก็คือ วากิซากะ โคชิ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยปริศนาดำมืด
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มต้นเข้าไปค้นหาความจริง ซาโตชิก็ตระหนักว่า ตนเองกำลังหลงเข้าไปอยู่ในบ่วงกับดักของชายหนุ่มมากขึ้นทุกทีๆ การที่อยู่ๆ คนในแบล็กลิสของกรมตำรวจอย่างคนคนนั้น เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาโดยไม่มีสาเหตุ ยิ่งชวนให้สับสน
ผู้ชายคนนั้นต้องการอะไรกันแน่?
เมื่อร่างบางต้องปลอมตัวเข้าไปสืบข่าวในคลับลับ เขากลับถูกจับได้และถูกนำตัวขึ้นประมูลทาส
ราคาค่าตัวของซาโตชิคือ 20 ล้าน และคนที่ประมูลได้ก็คือ วากิซากะ!
"ฉันจะปรนเปรอนายจนร่างกายของนายต้องดิ้นรนร้องขอเองเลยล่ะ”
ถึงแม้จะร้องขอความเห็นใจ แต่ก็ไม่เคยได้ความปราณี การกระทำที่โหดร้ายในตอนนี้ช่างแตกต่างจากท่าทีห่วงไยและเป็นกันเองที่อีกฝ่ายเคยแสดงต่อเขาในร้านอาหารเมื่อวันก่อนราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
หรือว่า...นี่คือใบหน้าที่แท้จริงของวากิซากะ?
การไล่ล่าเหยื่อผู้งดงาม การช่วงชิง ความคลั่งไคล้ไหลหลง และกับดักอันน่าพึงพอใจได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
..............................................................................................
ตัวอย่างการแปล (ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ)
หลังจากเด็กหนุ่มบนเวทีถูกชายร่างกำยำสองคนล่วงละเมิดอย่างไร้ความปราณีจนได้แต่กรีดร้องเสียงดังลั่นออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายเหยื่อที่น่าสารก็ถูกนำตัวลงไปจากเวที และมิงิมาสึก็ปรากฏตัวขึ้นโดยถือไมค์ไว้ตรงหน้าอก
“ยินดีต้อนรับแขกทุกท่านเข้าสู่ค่ำคืนอันแสนเร้าใจนะครับ บัดนี้ได้เวลาของ ‘ระบำสวมหน้ากาก’ แล้ว ขอเชิญท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่านที่ได้รับเกียรติพิเศษไปยังพื้นที่ที่เราจัดเตรียมไว้สำหรับท่านโดยเฉพาะ ผมมั่นใจว่า ค่ำคืนของโอเปร่าจะทำให้ท่านประทับใจและสนุกสนานอย่างที่ท่านจะไม่ได้รับจากที่อื่นแน่นอน”
เจ้าของคลับกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิพลางมองกวาดไปทั่วห้อง และได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองที่น่าพอใจจากลูกค้าแทบทุกโต๊ะ นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่พวกลูกค้าขาประจำรอคอย การแสดงชุดต่อไปจะเป็นโชว์ระดับรุนแรงที่จัดไว้สนองตัณหาและกระตุ้นพวกไฮโซเฉื่อยชาเหล่านี้โดยเฉพาะ ขนาดอาดาจิที่นั่งอยู่ที่โต๊ะวีไอพียังถึงกับออกปากด้วยความตื่นเต้นว่า
“ความสนุกของจริงกำลังจะเริ่มแล้ว”
แม้ว่าเพื่อนร่วมโต๊ะจะมีท่าทางกระตือรือร้น แต่วากิซากะซึ่งนั่งอยู่ทางด้านข้างกลับคิดว่า ถึงเวลาที่เขาต้องกลับเสียที การแสดงต่างๆ ก็จบลง ที่จริงระหว่างที่ยังมีการแสดงบนเวที ด้านล่างก็เริ่มซื้อขายตัวเด็กหนุ่มกันแล้วด้วยซ้ำ เรียกว่า ถ้าแขกถูกใจเด็กคนไหน ก็เรียกมานัวเนียกันที่โต๊ะได้โดยไม่แคร์สายตาคนอื่น ไม่สิ...บางทีการมีผู้ชมอาจจะยิ่งเป็นการกระตุ้นเสียมากกว่า
ภาพสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีผู้มีชื่อเสียงในวงสังคมทำตัวทุเรศไม่เกรงสายตาชาวบ้านแบบนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเอียนเต็มที ถึงแม้อาดาจิจะชักชวนให้เขาปลดปล่อยอารมณ์กับเด็กหนุ่มในร้านอยู่เหมือนกัน แถมยังแนะนำว่า ถ้าไม่มีใคร ในสเป็คจะลองขอดูตัวก่อนสักกี่คนก็ได้ แต่ผู้อ่อนวัยกว่าปฏิเสธอย่างสุภาพว่า คืนนี้เขายังไม่มีอารมณ์
ตอนแรกที่เข้ามาในโอเปร่า วากิซากะต้องการจะพิสูจน์ข่าวที่ได้จากคุโรเบะว่า ข้อมูลที่เขาได้มานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะถลำลึกเกินกว่าที่คิดแล้ว ถ้าพวกตำรวจแฝงตัวเข้ามาในร้านนี้จริง ไม่นานพวกนั้นก็จะมีหลักฐานให้ยกกำลังมากวาดล้างที่นี่จนได้นั่นแหละ
“คุณอาดาจิครับ”
วากิซากะตั้งใจจะเอ่ยขอตัวกลับ แต่ก็มีเสียงเจ้าของคลับพูดผ่านไมค์ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“ราตรีนี้ยังยาวนานนะครับ ท่านทั้งหลาย หลายท่านคงกำลังหวังว่า โชว์ที่ผ่านมาเป็นแค่การอุ่นเครื่อง ความสนุกของจริงยังไม่เริ่มต้น ท่านคิดถูกแล้วล่ะครับ การแสดงที่แสนเร้าใจของคืนนี้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!”
“งั้นเหรอเนี่ย?”
สีหน้าของอาดาจิแสดงความอยากรู้ออกมาอย่างเต็มที่ แขกคนอื่นๆ ที่พอรู้ว่ามีโชว์ปริศนาซึ่งไม่มีอยู่ในสคริปก็เริ่มมีท่าทางกระตือรือร้นไม่แตกต่างกัน
“จะเล่นอะไรก็รีบเริ่มเร็ว ๆ เข้าเซ่ มัวแต่พล่ามไร้สาระอยู่ได้!”
เสียงตะโกนดังออกมาจากตรงมุมใดมุมหนึ่งในห้อง
“จะเริ่มเดี๋ยวนี้ล่ะครับ ต้องขอประทานอภัยที่ให้รอนาน ต่อไปจะเป็นการประมูลที่โอเปร่าไม่ได้จัดมานานแล้ว!”
พอรู้ว่าเป็นการประมูล บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปทันที วากิซากะที่กำลังจะเอ่ยขอตัวกลับจึงชักลังเล ดูท่าทางการประมูลนี้จะหาดูไม่ได้ง่ายๆ อาจจะมีอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์
“ประมูลอะไรกันหรือครับ?”
ใบหน้าคมหันไปถามคู่ค้าที่นั่งอยู่ข้างๆ
“เป็นการโชว์ค้าทาสนอกกฎหมายน่ะ ปกติที่นี่จะจัดกันสองเดือนครั้ง”
อาดาจิอธิบายเสียงเบาๆ เหมือนจะกลัวมีคนได้ยิน
“แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้กันเองว่า การประมูลนี่เป็นวิธีที่ทางองค์กรจะให้บทเรียนกับไอ้พวกทรยศที่ทำผิดขั้นรุนแรง ก็เจ้าของคลับนี้มียากูซ่าหนุนหลังนี่นะ พวกแขกจะประมูลซื้อสิทธิ์ขาดในร่างกายของคน ๆ นั้น พวกวีไอพีน่ะมีแต่คนรวยมหาศาล แถมรสนิยมก็ไม่ใช่ธรรมดา เรื่องเงินไม่มีปัญหา ได้เงินแล้วยังได้เชือดไก่ให้ลิง เป็นประโยชน์สองต่อ พวกลูกน้องมาเห็นโชว์นี่เข้าก็ไม่มีใครกล้าทรยศหรือตีจาก เพราะขืนหนีกลับมาก็ถูกพวกยากูซ่าซ้อมจนตายอยู่ดี”
“นึกแล้วเชียว...”
ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลกมืด
ขณะนั้นบนเวทีก็ปรากฏร่างของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งถูกกระหนาบข้างด้วยผู้คุมร่างกำยำ ซึ่งกึ่งลากกึ่งจูงร่างบางขึ้นมาบนเวที เหยื่อที่กำลังขึ้นมาสู่ลานประหารนั้นสวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำบางๆ ทำให้เห็นผิวขาวนวลและช่วงขาเปลือยเปล่า ใบหน้ามีผ้าสีดำผืนใหญ่คาดปิดดวงตาเอาไว้จนเห็นเพียงริมฝีปาดสีสด คะเนแล้วน่าจะอายุประมาณยี่สิบปี ดูจากสภาพและท่าทางการเดินอันไม่มั่นคงแล้ว ร่างกายและจิตใจของเจ้าของร่างคงกำลังย่ำแย่
วากิซากะคาดว่าเด็กบนเวทีคงจะโดนบังคับให้เสพยาบางอย่างเข้าไป
เก้าอี้พับถูกนำขึ้นมาตั้งตรงกลางเวที ทิ้งระยะห่างจากที่นั่งของแขกไว้พอประมาณ ชายชุดดำสองคนช่วยกันกดตัวนักโทษให้นั่งลงบนเก้าอี้แล้วยืนขนาบข้างทั้งซ้ายขวาเพื่อกันไม่ให้ร่างบางขัดขืน ริมฝีปากสีแดงสดหอบหายใจอย่างทรมาน เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางอิดโรย เอียงคอไปซบหัวไหล่ราวกับตุ๊กตาหมดลาน
“ไม่ใช่เด็กของทางร้านนี่นา”
อาดาจิอุทานอย่างตื่นเต้นพลางอุ่นแก้วบรั่นดีในมือ
ประโยคนี้กระตุ้นความคิดของประธานหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้าม ดวงตาคมพยายามเพ่งมองจากระยะไกล แต่ ส่วนของใบหน้าที่ถูกปิดบังเอาไว้มากกว่า 2 ใน 3 นั้นทำให้มองไม่ออกเลยว่า เจ้าของใบหน้าเป็นใครกันแน่ แต่ดูจากรูปร่างและท่าทาง รวมถึงเส้นผมนุ่มสลวยกับนิ้วมือเรียวงามที่ชายหนุ่มเคยลอบมองขณะที่เจ้าตัวกำลังใช้มีดและส้อมรับประทานอาหารอย่างชำนาญเมื่อครั้งก่อน ไม่ผิดแน่! นักโทษบนเวทีนั่นคือ มิสุฮาระ ซาโตชิ!
“ดูสิครับ ทุกท่าน สินค้าของคืนนี้ยังเด็กอยู่เลยนะครับ”
มิงิมาสุเอ่ยเสียงดังไปทั่วห้อง เมื่อชายชุดดำทางซ้ายมือกระชากผ้าปิดตาของนักโทษออกอย่างแรง ใบหน้างดงามก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาทุกคู่รวมถึงดวงตาคมของวิกิซากะ ใบหน้าเรียวถูกอาบด้วยแสงจ้าก่อนจะถูกจับให้เชยคางขึ้น หันไปทางซ้ายและขวาเพื่อให้แขกทุกคนได้เห็นใบหน้าของเหยื่ออย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะอับอายจนแทบทนไม่ได้ แต่ซาโตชิก็ไม่อาจะขัดขืน เพราะยากระตุ้นที่อยู่ภายในกำลังค่อยๆ ออกฤทธิ์ทีละน้อย ไหล่บางเริ่มสะท้านขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจ
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความวุ่นวาย มีเสียงถอนหายใจยาว ตามมาด้วยเสียงอุทานว่า “ว้าว!” หรือไม่ก็ “ต้องแบบนี้สิ” ทุกเสียงล้วนบ่งบอกความพึงพอใจ
“เป็นอย่างไรบ้างครับ? งดงามอย่างกับหลุดออกมาจากเทพนิยายเลยใช่ไหม รูปร่างก็สวยไม่แพ้กันนะครับ”
เพื่อรับกับคำโฆษณา ชายชุดดำทางด้านขวากระชากช่วงเสื้อคลุมอาบน้ำแหวกออก เผยให้เห็นแผ่นอกขาวเนียนไร้รอยตำหนิ
“ไม่! อย่านะ!”
ร่างกายที่กำลังสะลืมสะลืมเริ่มดิ้นรนให้พ้นมือหนา แต่เจ้าของคลับก็หยุดการขัดขืนด้วยการล็อกตัวจากทางด้านหลัง มือหยาบบิดคางมนให้เชิดขึ้น ก่อนจะส่งเสียงคำรามเพื่อปรามให้คนที่ถูกกุมตัวเลิกขัดขืน
“กุหลาบงามย่อมหนามคมเป็นธรรมดาครับ ในระหว่างการประมูลเขาอาจจะอาละวาดขึ้นมาอีก ทางเราขออนุญาตป้องกันเอาไว้ก่อนนะครับ”
ผู้คุมหยิบเส้นหนังสีดำซึ่งตรงกลางเป็นทรงกลมคล้ายลูกปิงปองขึ้นมายัดใส่ริมฝีปากได้รูป ร่างบางที่ไม่อาจขัดขืนได้ทำได้แค่เพียงส่งเสียงครางอยู่ในลำคอ ขณะเดียวกัน เชือกที่ผูกไว้ตรงเอวเสื้อคลุมอาบน้ำก็ถูกปลดออก เผยให้เห็นช่วงเอวตลอดลงมาจนถึงปลายเท้า ผิวสีขาวสะท้อนแสงไฟ เรียกเสียงถอนหายใจอย่างปลาบปลื้มดังไปทั่วห้องได้อีกครั้ง
เจ้าของดวงตาคมเพ่งมองการแสดงบทเวทีด้วยสีหน้าเรียบเฉยมาตลอด 5 นาที ความคิดที่จะผละออกไปจากที่นี่หายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของนักสืบหนุ่ม
ภาพร่างเปลือยเปล่าที่ถูกถอดเสื้อคลุมออกจากร่างและมีเครื่องพันธนาการแบบ SM อุดอยู่ในปากสามารถกระตุ้นอารมณ์ของคนดูได้อย่างชะงัด แต่มิงิมาสุก็ยังไม่คิดว่าเพียงพอ เจ้าของคลับจึงสั่งให้ผู้คุมทั้งสองจัดท่าทางซาโตชิให้เย้ายวนที่สุด เพื่อให้แขกได้เห็นชัดเจนในทุกสัดส่วน ไม่เว้นแม้แต่บริเวณต้นขาซึ่งมีเส้นไหมอ่อนนุ่มขึ้นอยู่บาง ๆ หรือแม้แต่ท่าที่อัปยศที่สุด ซึ่งก็คือ การถูกจับให้หันหลัง โดยมีฝ่ามือหนาแหวกสะโพกทั้งสองให้แยกออกกว้างจนมองเห็นเข้าไปถึงช่องทางเร้นลับ
ใบหน้าเรียวเปลี่ยนเป็นความทรมาน แก้มเนียนเป็นสีแดงก่ำด้วยความอับอาย ดวงตาคู่สวยส่อประกายปวดร้าว ซาโตชิแทบอยากจะภาวนาขอให้ตัวเขาตายลงเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
วากิซากะยกแก้วบรั่นดีขึ้นดื่มด้วยท่าทางเยือกเย็นเช่นปกติ แต่ภายในจิตใจของร่างสูงกลับวุ่นวายไปหมด ดวงตาคมไม่คลาดจากภาพอันแสนรันทดบทเวทีเลยแม้แต่วินาทีเดียว ตอนนี้นายตำรวจหนุ่มกำลังถูกรุมถ่ายภาพจนนับครั้งไม่ถ้วน คงจะเป็นคำสั่งของมิงิมาสึที่จะรักษาความปลอดภัยไว้ก่อน ถ้าหากเกิดความผิดพลาดหรือนักโทษคิดจะเอาเรื่องใน ‘โอเปร่า’ ไปเผยแพร่ เจ้าของคลับก็ยังมีรูปเหล่านี้อยู่ในมือ จะนำมาข่มขู่ หรือสร้างความเสื่อมเสียให้เมื่อไรก็ได้ เท่านี้นายตำรวจหนุ่มก็คงต้องยอมทำทุกอย่าง
เจ้าโง่เอ๊ย เพราะความบ้าดีเดือด ไม่ยอมเรียกกำลังเสริมเข้ามาแท้ ๆ !
ถึงจะกัดฟันด้วยความหงุดหงิดปนกับฉุนโกรธ แต่วากิซากะก็เข้าใจความรู้สึกของเด็กหนุ่มเลือดร้อนดี
ปกติพวกตำรวจจะตั้งกฎเอาไว้ว่า การออกนอกสถานที่ต้องทำงานเป็นทีม ทีมละ2 คน แต่ในบริเวณนี้กลับไม่มีใครที่มีลักษณะคล้ายกับเป็นคู่หูของซาโตชิเลย นี่หมายความว่า เด็กหนุ่มลอบเข้ามาในนี้ตามลำพัง
เอาล่ะเด็กโง่ ทีนี้จะทำยังไง?
แขกวีไอพีในนี้ส่วนใหญ่เกลียดตำรวจเข้ากระดูกดำ ถ้ารู้ว่าคนบนเวทีเป็นตำรวจ แถมยังเป็นนักสืบจากแผนก 1 อันลือชื่อ ไม่ใช่แค่พวกกองปราบธรรมดาล่ะก็...คนพวกนี้ต้องคึกคักขึ้นอีกหลายเท่า แต่ไม่ว่านายตำรวจตาสวยจะตกอยู่ในเงื้อมมือของใคร ก็มีแต่ขุมนรกรอคอยอยู่เท่านั้น
หลังจากที่มิงิมาสึการเผยทุกซอกทุกมุมของร่างบางให้แขกได้ชื่นชมกันทั่วถึงแล้ว เเจ้าของคลับก็กล่าวประโยคที่วากิซากะกำลังคาดอยู่ในใจออกมาพอดี
“หวังว่า ทุกท่านคงชื่นชอบสินค้าชิ้นใหม่ของเรานะครับ นานๆ เราจะมีของดีอย่างนี้มาเสนอ ผมจะบอกความลับสำคัญกับทุกท่านอีกอย่าง นอกจากชายหนุ่มคนนี้จะเป็นหนุ่มหน้าสวย รูปร่างงดงามแล้ว เขายังเป็นตำรวจสายสืบด้วยนะครับ!”
“ฮ้า!” ทั่วทั้งห้องพากันร้องเซ็งแซ่
“ก่อนที่เราจะเริ่มประมูล ทางร้านขอตั้งกฎอะไรนิดหน่อยนะครับ นั่นคือ เราขอรับเฉพาะเงินสดเท่านั้น ท่านใดที่ประมูลได้ เราจะมอบรูปถ่ายสินค้าที่ถ่ายเอาไว้ตั้งแต่เริ่มให้เป็นหลักประกัน มีกฎง่าย ๆ แค่นี้ล่ะครับ เอาละ เราจะเริ่มต้นกันที่แสนเยนนะครับ!”
“สองแสน!”
เพียงแค่สิ้นเสียงประกาศก็มีเสียงตะโกนแทรกขึ้นมาทันที
“สามแสน”
“ห้าแสน”
“ห้าแสนห้า”
ผ่านไปไม่ถึง 1 นาที ราคาของนักสืบหนุ่มก็พุ่งสูงขึ้นไปหลายเท่า
“หกแสน!”
เสียงเหน่อๆ ดังมาจากโต๊ะที่เยื้องไปทางด้านหลังของวากิซากะ เมื่อชายหนุ่มหันหลังไปก็เห็น ผู้ชายใบหน้าหยาบกร้าน ท่าทางกร่างไม่กลัวใครกำลังคีบซิการ์มวนใหญ่ไว้ที่นิ้ว ดวงตาคมขมวดคิ้วทันที...นั่นมัน หัวหน้าระดับผู้บริหารของแก๊งโทโมเอะ
ที่ผ่านมา เขาไม่ทันสังเกตเลยว่า ในบรรดาแขกในห้องมีพวกยากูซ่ารวมอยู่ด้วย เจ้าหมอนี่ต้องพกเงินสดมาเยอะแน่ ๆ เพราะโดยปกติพวกยากูซ่าก็ไม่ใช้เครดิตการ์ดอยู่แล้ว ในกระเป๋าหนังสีดำซึ่งจะให้ลูกน้องถืออยู่จะมีเงินสดจำนวนมากอัดแน่นจนกระเป๋าแทบทะลักอยู่ นี่ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่แสดงความภูมิฐานของแก๊งนอกกฎหมาย และแก๊งโทโมเอะก็เป็นแก๊งที่ยึดมั่นถือประเพณีเก่าๆ เอาไว้เหนียวแน่น แตกต่างจากยากูซ่าสมัยใหม่ซึ่งนิยมการประหยัด เพราะฉะนั้น เงินที่หมอนี่เตรียมมาถลุงคงมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านเยน
ถ้าเกิดยากูซ่าคนนี้ประมูลซาโตชิได้ไปล่ะก็...
นัยน์ตาคมตวัดขึ้นมองร่างที่ถูกพันธนาการอยู่บนเวที ถ้าเป็นอย่างนั้น ซาโตชิไม่มีทางกลับไปเป็นตำรวจได้อีกแน่ หลังถูกประมูลออกไปแล้วก็คงถูกจับไปขังไว้ที่ไหนสักแห่ง ให้เป็นทาสรับใช้ หรือไม่ก็โดนข่มขืน ถ้าโชคดีหน่อย หลังจากถูกเล่นจนหมดสภาพแล้วก็คงจะถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ แต่ถ้าโชคร้ายก็คงถูกส่งเข้าสู่ขบวนการค้าประเวณีข้ามชาติ ต้องคอยบำรุงบำเรอพวกเศรษฐีวิปริตไปชั่วชีวิต
ให้ตายเถอะ! ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้วะ!
มือใหญ่ที่วางอยู่บนตักกำแน่นจนเห็นเส้นเลือด ความเจ็บจากเล็บที่เผลอกดลงไปในเนื้อเรียกสติกลับคืนมา เมื่อคลายมือออกก็เห็นเป็นรอยแผลถลอก
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
จู่ๆ ไดโดจิซึ่งนิ่งเงียบมานานก็เอ่ยถามขึ้น
“ไม่มีอะไรครับ” เสียงทุ้มตอบสั้น ๆ พยายามปรับสำเนียงไม่ให้หลุดแสดงความรู้สึกภายในออกไป ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อออกมาเช็ดเลือดที่ซึมตรงฝ่ามือ
“หกแสนสองหมื่น”
“หกแสนห้าหมื่น!”
ระหว่างนั้น ราคาประมูลค่อยๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ถ้าราคาประมูลยังสูงขึ้นไปอย่างนี้ บวกกับเงื่อนไขที่ว่า ‘ต้องจ่ายด้วยเงินสดเท่านั้น’ ไม่นาน จำนวนคนที่เข้าร่วมก็คงจะลดลง และตอนนี้ก็เหลือลูกค้าเพียง 2 รายเท่านั้นที่กำลังแย่งชิงสินค้าบนเวทีกันอยู่ คนหนึ่งก็คือ หัวหน้าระดับผู้บริหารของแก๊งโทโมเอะ กับสุภาพบุรุษสูงอายุอีกคนที่วากิซากะไม่รู้จัก ส่วนคนอื่นที่ไม่มีเงินสดติดตัวมาพอก็เปลี่ยนใจมาคอยลุ้นว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะการประมูลครั้งนี้แทน
“เอาวะ! ล้านห้าแสน!”
ในที่สุดฝ่ายยากูซ่าก็เกทับขึ้นมาทีเดียว ดูท่าทางคงจะหมดความอดทนที่ถูกชายสูงอายุกัดไม่ปล่อย คราวนี้ทั่วห้องมีแต่เสียงอึกทึก
ส่วนทางนักโทษ ซาโตชิเองก็ถึงขีดสุดแล้วเช่นกัน แม้ว่าร่างเปลือยเปล่าของตนจะถูกจับแยกขาออกกว้างให้อยู่ในท่าที่ยั่วยวนไม่สมกับเป็นผู้ชาย ร่างโปร่งบางก็อ่อนยวบไร้แรงขัดขืน ดวงตาคู่สวยเลื่อนลอยบางครั้งก็เปล่งประกายหวานซึ่งดูออกว่าเป็นผลมาจากยาปลุกเซ็กส์ อกบางสะท้อนขึ้นลงตามการหอบหายใจ ยอดอกสีชมพูแข็งชัน ทั่วทั้งร่างอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ปรารถนาที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย แก่นกายเกร็งเขม็งขึ้นทั้งที่ยังไม่ทันจะถูกเล้าโลมด้วยซ้ำ
ทำไมนายถึงปล่อยให้ตัวเองโดนทำขนาดนี้ได้นะ
ในใจของวากิซากะขัดเคืองจนแทบจะระเบิด
ซาโตชิเป็นคนฉลาดก็จริง แต่ก็ยังถือว่าเป็นนักสืบหน้าใหม่ ประสบการณ์การสืบสวนก็มีอยู่น้อยนิด มีตำรวจที่ไหนบ้างที่ออกนอกสถานที่โดยไม่พกปืน คงคิดละสิว่าการเข้ามาสืบข่าวใน ‘โอเปร่า’ จะง่ายดายเหมือนตอนเดินเข้ามาในสำนักงานของเขาล่ะสิ แถมไมใช่แค่เป็นคนใจร้อนอย่างเดียว นายตำรวจคนนี้ยังพกนิสัยหยิ่งทรนงและเกลียดความพ่ายแพ้ไว้อีก แค่นี้ก็เท่ากับพาตัวเองมาอยู่ในกับดักที่ดิ้นไม่หลุด
แล้วถ้าหากฉันซื้อตัวนายมาล่ะ? นายจะแสดงสีหน้าแบบไหนเวลาถูกฉันกอด?
ความโกรธที่มีอยู่แล้วปนกับภาพจินตนาการที่เปลี่ยนไปทำให้เลือดในกายของชายหนุ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาไม่ต่างกับลาวาร้อนระอุ
“ล้านห้าแสน! ราคาขึ้นไปถึงล้านห้าแสนเยนแล้วครับ ทุกท่าน มีท่านใดให้มากว่านี้ไหมครับ?”
เจ้าของคลับพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนแทบระงับไว้ไม่อยู่
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่มีใครให้มากกว่านี้หรอก!”
ดวงตาคมลอบมอง ยากูซ่าแห่งแก๊งโทโมเอะที่กำลังหัวเราะลั่นพลางเอนหลังพิงพนัก เหยียดขาออกด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ ใบหน้าที่ส่อเค้าโหดเหี้ยมคาบซิการ์ม้วนใหญ่ไว้ในปาก ดวงตาหื่นกระหายที่มองไปยังเหยื่อนั้นเต็มไปด้วยจุดประสงค์ร้าย เดาไม่ยากเลยว่า หากได้ตัวนายตำนวจหนุ่มไป ผู้ชายคนนี้จะทรมานร่างบอบบางนั้นอย่างไรบ้าง
...ไม่แน่ อันดับแรก ผิวเนื้อนาวเนียนก็คงจะถูกซิการ์ที่คาบอยู่ในปากนั้นจิ้มลงไปจนเป็นรอยแผล
“ถ้าอย่างนั้น นักสืบรูปงามผู้นี้ก็ตกเป็นของ...”
“เดี๋ยวก่อน!”
บรรดาแขกที่นั่งเงียบลุ้นระทึกอยู่นั้นพากันมองมาที่เจ้าของเสียงทุ้มเป็นตาเดียว ‘เกิดอะไรขึ้นน่ะ?’ ดวงตาทุกคู่จ้องมองร่างสูงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะแขกพิเศษด้วยความคาดหวัง แม้แต่อาดาจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยังอุทานออกมาอย่างงงๆ
“คุณวากิซากะ!”
ที่ผ่านมา ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกนั้นไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้จับได้ ถึงการประมูลทาสจะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาแขกในร้าน แต่เขายังนึกห่วงว่า ประธานหนุ่มจะไม่ชอบเกมนี้นัก และถ้าวากิซากะซึ่งเข้ามาในฐานะแขกด้วยการแนะนำของเขาเกิดทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา ก็อาจจะกระทบต่อหน้าตาของเขาไปด้วย
“เอ่อ...มีอะไรหรือครับท่าน?”
เจ้าของคลับทำหน้าไม่รู้ไม่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส แต่ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
ไอ้บ้าเอ๊ย เข้ามาขัดจังหวะทำไมวะ!
ถ้าเป็นคนทั่วไป แค่ถูกมิงิมาสึมองด้วยสายตาแบบนี้ก็คงจะหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ชายหนุ่มร่างสูงกลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่มีความหวั่นเกรงแทรกอยู่แม้แต่น้อย
“แขกมีสิทธิ์ร่วมเล่นเกมนี้ด้วยหรือเปล่า?”
“มีสิครับ” มิงิมาสึตอบพร้อมถูมือทั้งสองข้าง
“เฮ้ย!” ผู้บริหารแก๊งกระตุกตัวจากพนักเก้าอี้ขึ้นมานั่งตัวตรง ตะโกนเสียงดังลั่น แต่เสียงทุ้มที่เอ่ยแทรกขึ้นมากลับดังก้องไปทั่วห้อง
“ยี่สิบล้านเยน”
วากิซากะเสนอราคาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฮ้า!?”
“ยี่สิบล้านเหรอ!?”
เสียงฮือฮาจากโต๊ะต่างๆ ดังกระหึ่ม บรรดาแขกต่างก็พยายามชะเง้อคอมองดูผู้ท้าแข่งคนใหม่
“ขอประทานโทษครับ ทางเราคงต้องแจ้งอีกครั้งว่า การประมูลครั้งนี้ ขอชำระเป็นเงินสดเท่านั้น...”
แม้ว่าประโยคที่กล่าวจะนอบน้อม แต่น้ำเสียงของมิงิมาสึกลับเจือความขบขันปนหยามหมิ่น
“ไดโดจิ” ประธานหนุ่มเอ่ยเรียกเลขาโดยไม่สนใจคำประชดประชันนั้น
“ครับท่าน” อีกฝ่ายรับคำอย่างรวดเร็วเหมือนกำลังรอคำสั่ง รีบหยิบกระเป๋าเอกสารที่ตั้งอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วลุกขึ้นยืนเคียงข้างผู้เป็นนายพรอมกับเปิดกระเป๋าประคองไว้ตรงระดับอก
“โอ้โห! นี่มัน!” เจ้าของคลับซึ่งอยู่บนเวทีถึงกับผงะ
“อะ...อะไร มีอะไร?! ขอดูหน่อยสิ!” ยากูซ่าที่เกือบจะประมูลได้ตะโกนออกมาด้วยความหงุดหงิด
ไดโดจิเบี่ยงตัวเพื่อให้อีกฝ่ายมองเห็นธนบัตรปึกละล้านที่เรียงรายอยู่ในกระเป๋าได้อย่างชัดเจน
“นี่มัน...ไม่น่าเชื่อ!”
ชายหน้ากร้านถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก ได้แต่ขบริมฝีปากแน่น มือหนาทุบลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น
“ทีนี้คงไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหม? คุณเจ้าของคลับ?” ร่างสูงเอ่ยถามพลางลุกขึ้นรับกระเป๋าเอกสารจากเลขา แล้วเดินตรงไปหน้าเวที
“นั้นมัน...วากิซากะนี่!”
“หมอนั่นเองเรอะ...!”
คราวนี้เสียงกระซิบดังขึ้นมาจากโต๊ะต่าง ๆ ผู้ตกเป็นเป้าสายตายื่นกระเป๋าให้มิงิมาสึ ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไล่ชายชุดดำที่คุมตัวร่างบางเอาไว้
“ถอยออกไปซะ!” ลูกสมุนทั้งสองทำตามอย่างว่าง่าย
“นายตำรวจคนนี้เป็นของผม”
ขาเรียวยาวก้าวขึ้นไปบนเวที ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทราคาแพงออกมคลุมลงบนร่างขาวนวล นักโทษตอบสนองได้เพียงแค่ไหวไหล่นิดๆ วงหน้าเรียวก้มต่ำ ยาที่ใช้คงจะแรงเอาการ สติของร่างบางดูเหมือนจะหลุดลอยไปพร้อมกับฤทธิ์ยาที่เพิ่มขึ้น
“ผมพาตัวเขาไปได้หรือยัง?”
“เอ่อ...ได้ครับ เชิญตามสบาย”
“เอาข้อมูลในกล้องดิจิตอลมาด้วย”
“ทางเราจะส่งไปให้ทางอีเมล์ทีหลังครับ หรือจะให้ปริ๊นท์ส่งไปทางไปรษณีย์ก็ได้นะครับ”
“ไม่ได้! คุณต้องเอาภาพทั้งหมดมาให้ผมเดี๋ยวนี้!”
“เอ่อ...คือ...คุณครับ...”
“เดี๋ยวนี้!”
ถึงจะไม่ได้ขึ้นเสียงเลยแม้แต่ประโยคเดียว แต่น้ำเสียงข่มขู่บวกกับท่าทีแข็งกร้าวก็สื่อความหมายว่าไม่ยอมอ่อนข้อเด็ดขาด มิงิมาสึจำต้องยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้ เจ้าของคลับสั่งให้ชายชุดดำดึงเมมโมรี่ออกมาจากกล้องดิจิตอลแล้วส่งมอบให้กับผู้ที่ประมูลได้
“ทั้งหมดมีแค่นี้แน่นะ?”
“แน่นอนครับ ท่าน”
“เสื้อผ้าของเขาละ?”
“รอสักครู่ครับ”
“ไดโดจิ”
เลขาของชายหนุ่มก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะยื่นมือไปปลดลูกปิงปองเปียกชุ่มที่อุดริมฝีปากของซาโตชิออก อ้อมแขนแข็งแกร่งประคองร่างบอบบางไว้แนบอก ลำคอระหงหงายไปด้านหลัง แขนเรียวตกห้อยลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่ใบหน้าเนียนก็ค่อยๆ เผยอตาปรือขึ้น จ้องมองใบหน้าของวากิซากะก่อนที่น้ำตาซึ่งเอ่อคลออยู่จะค่อยๆ หยดลงมา
ดวงตาคมอ่อนแสงลง นึกหวังในใจว่า เหตุการณ์ในคืนนี้จะเป็นเพียงฝันร้ายในใจของนายตำรวจหนุ่ม
วากิซากะช้อนร่างนั้นขึ้นมาอุ้ม พร้อมกับพึมพำเบาๆ
“เป็นคืนที่สนุกจริงๆ นะ”
ร่างสูงก้าวลงจากเวที อำลาคู่ค้าแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าของชายหนุ่มกับเลขาที่ค่อยๆ จางหายไป
..........................
ภาพเบื้องหน้าแยกออกเป็นสองก่อนจะค่อย ๆ กลับมารวมกัน
ใบหน้าเรียวค่อยๆ ปรือตาขึ้น ก่อนจะพบว่า ตนเองนอนอยู่บนเตียงนุ่ม บนร่างมีเพียง สวมกางเกงตัวเดิมกับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่หลุดลุ่ย เข็มขัดกับถุงเท้าหายไปแล้ว
‘จริงสิ...เราแฝงตัวเข้าไปในโอเปร่าเพื่อสืบเรื่องคดีฆาตกรรมนั่น...’
ขณะที่กำลังทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ สมองที่มึนชาก็เริ่มกระจ่างขึ้น ความทรงจำค่อยๆ กลับคืนมา
ห้องลับที่อยู่ในชั้นใต้ดิน...เพราะว่าเขาลอบเข้าไปได้อย่างง่ายได้ก็เลยประมาทจนถูกพวกนั้นจับตัวได้ และในที่สุดพวกมันก็รู้ว่าเขาเป็นตำรวจ…
ร่างบางใจหายวาบ รีบยกศีรษะขึ้นจากหมอน แต่ร่างกายกลับหนักราวกับถ่วงด้วยตุ้มเหล็ก แขนขาไม่ยอมขยับตามคำสั่ง และที่สำคัญ...ทั่วร่างของเขากำลังอัดแน่นไปด้วยความปรารถนาและความทรมานที่ไหลเวียนไปทั่วทุกอณู เลือดในกายเดือดพล่าน บริเวณท้องน้อยเต้นตุบๆ จังหวะเดียวกับหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำ ส่วนกลางลำตัวตั้งชัน ขยับขยายจนเป้ากางเกงคับแน่นและปวดเกร็งไปหมด
ช่างเป็นร่างกายที่น่ารังเกียจและน่าอับอายจนซาโตชิอยากจะตายไปเสียเดี๋ยวนี้
ยาปลุกที่ยังหลงเหลืออยู่กำลังส่งผลต่อร่างกาย นายตำรวจหนุ่มเริ่มรู้สึกคลื่นไส้วิงเวียน ยิ่งเมื่อนึกถึงภาพอัปยศบนเวทีนั่นแล้ว ร่างบางก็แทบจะนอนหายใจระรวย ใบหน้าที่ส่อแววกระหายและพึงพอใจของบรรดาแขก เมื่อเขาถูกจับให้ทำท่าทางยั่วยวนต่างๆ นาๆ นั่นยิ่งทำให้เจ็บอายจนต้องปิดเปลือกตาลง พร้อมกับหอบหายใจถี่ เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาเต็มหน้าผาก
ทันใดนั้น ร่างบางก็รู้สึกว่ามีมือมือหนึ่งยื่นมาไล้เส้นผมที่ติดอยู่ตรงแก้มและตามหน้าผาก ก่อนที่จะทาบหลังมือลงไปเหมือนจะวัดไข้ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านทำให้ต้องปรือตาขึ้นมา
“...คุณ...วากิซากะ”
ร่างสูงที่อยู่ข้างเตียงคือ วากิวากะ โคชิ ประธานหนุ่มสวมสูทชั้นเดียว แต่ก็ยังดูสง่างามเหมือนที่ทุกครั้งที่พบกัน
“เป็นไงบ้าง?”
ใบหน้างามเบือนไปอีกทางเพื่อหลบดวงตาคมที่จ้องตรงมา ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอึดอัดกระอักกระอ่วนแบบนี้ จะให้เขามองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ ได้อย่างไร แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจดี จึงไม่ได้ทักท้วงอะไร
“นี่ที่ไหนครับ...?”
“โรงแรม” เสียงทุ้มตอบสั้น ๆ
แม้ว่าขอบเขตสายตาที่มองเห็นจะเป็นเพียงแค่มุมหนึ่งของห้องก็ยังดูรู้ว่า ห้องนี้ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา สอดแทรกความทันสมัยเข้าไปได้อย่างลงตัวราวกับเป็นผลงานของมัณฑนากรอันดับหนึ่ง เตียงที่ซาโตชินอนอยู่นั้นมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของเตียงขนาดคิงไซส์ ฟูกก็หนานุ่มนอนสบาย
คนอย่างประธานวากิซากะคงต้องเลือกใช้บริการโรงแรมห้าดาวอยู่แล้วนี่นะ
“ว่าไง? จำอะไรได้บ้างไหมล่ะ?”
ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่นเมื่อได้ยินเสียงถามกึ่งแดกดันนั้น แม้ว่าสติจะเลือนราง แต่เขาก็จำเรื่องที่เกิดขึ้นได้เกือบหมด โดยเฉพาะภาพร่างสูงที่ก้าวเข้ามาร่วมการประมูลอย่างไม่คาดฝัน แต่การตื่นมาพบชายหนุ่มยืนรออยู่ข้างๆ แบบนี้ก็ทำให้ความเครียดและความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในใจมาตลอดหลายชั่วโมงค่อยเบาบางลง
“ทำอะไรโง่ ๆ”
“อย่าเพิ่งพูดอะไรได้ไหมครับ!?”
ตอนนี้เขาไม่อยากให้ใครมาซ้ำเติมอะไรทั้งนั้น ‘ขอให้ผมอยู่คนเดียวสักพักเถอะ’ เสียงในใจร่ำร้อง
“คนเขาอุตส่าห์ช่วย ยังทำหน้าแบบนี้ใส่อีก หัดมีมารยาทกับคนอื่นเสียบ้าง ทำไมหย่อนการอบรมถึงขนาดนี้นะ?”
“แล้วผมขอให้คุณช่วยหรือไง?!”
อาจจะเพราะสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ บวกกับที่คนตรงหน้าเป็นคนที่ไม่อยากให้มาเห็นภาพอ่อนแอแบบนี้มากที่สุด เมื่อต้องมาเจอสายตาตำหนิติเตียนกับน้ำเสียงประชดประชันแบบนี้เข้า อารมณ์ที่แปรปรวนอยู่แล้วจึงยิ่งปั่นป่วนมากจนร่างบางดันทุรังเถียงขึ้นมา
“เหอะ! จะทักทายกันดี ๆ ก็ไม่ได้นะ”
เสียงทุ้มที่คำรามอยู่ในลำคอ บวกกับสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงแววกร้าวไว้ลึกๆ นั้นทำให้คนปากกล้าถึงกับชะงัก ดวงตาคู่สวยลอบมองคู่สนทนาราวกับจะประเมินความอันตราย แต่กลับเผลอไปสบตากับดวงตาคมดุดันคู่นั้นเข้าจนได้
“ก็ดี! คราวนี้ฉันจะได้ถือโอกาสสั่งสอนมารยาทให้นายเสียเลย”
มือแกร่งกระชากผ้าห่มที่คลุมร่างบางออกอย่างรวดเร็ว
“จะ...จะทำอะไรน่ะ...!”
ซาโตชิพยายามจะลุกขึ้นแต่กลับขยับไม่ได้ดังใจคิด เพราะเพียงแค่อึดใจเดียวก็ถูกร่างแกร่งกดลงมาคร่อมตัวเอาไว้จนแผ่นหลังติดกับที่นอน
“อย่า!...ออกไป ถอยไปเดี๋ยวนี้!”
ถึงจะรู้ว่าตนเองสู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรี นายตำรวจหนุ่มจึงไม่คิดจะยอมให้ใครมารุกรานเอาตามใจชอบ กำปั้นเล็กระดมหมัดลงบนแผ่นอกของคนด้านบน รวมทั้งแขนและไหล่กว้าง พยายามทำทุกอย่างให้ตนเองจากพันธนาการ แต่เดิมซาโตชิก็เป็นคนแรงน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมาโดนฤทธิ์ยาเข้าไปแบบนี้ พละกำลังที่มีอยู่ก็พลอยหดหายไปด้วย เขารู้ว่า อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกอะไรกับการโจมติของเขาสักนิด
ใบหน้าคมยังคงยิ้มกริ่มราวกับกำลังหยอกเย้าเด็กตัวเล็กๆ
“เหนื่อยไหม? ดิ้นแบบนี้มีแต่จะทำให้หมดแรงนะ และที่สำคัญ...ยิ่งอาละวาด เลือดก็ยิ่งสูบฉีด ยาที่อยู่ในตัวนายก็ยิ่งแรงขึ้นด้วย” ชายหนุ่มพูดแล้วก็จับมือเล็กทั้งสองข้างบิดไขว้ไปด้านหลัง
“โอ๊ย!”
ร่างบางอุทานด้วยความเจ็บปวด ฝ่ายตรงข้ามคงกลัวว่าข้อมือของเขาจะหักจึงผ่อนแรงมือเล็กน้อย ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ แล้วกดริมฝีปากลงกับซอกคอขาวอย่างหนักหน่วง
“อย่า...! อ๊า...!”
~ To Be Continue In Slave Of Night ~
Night Passion
Story ByJinko Fuyuno
Illust By Ayano Yamane
Translater bySumire
Edit By Lucifer,hi-ka-ru
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
กระดาษ : ถนอมสายตา
In Store Now!
ราคา 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
สำหรับคนซื้อหน้าร้าน : อ.อายาโนะ 1 ใบ
เนื้อเรื่องย่อ
ทำไมคนแบบคุณถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้นะ?
ซากาอิผู้งามสง่าราวกับชนชั้นสูง...ยากนักที่ใครจะสามารถต้านทานเสน่ห์ดึงดูดใจและท่าทีสงบเยือกเย็นของเขาได้
มิซุกิจะได้รับการสั่งสอนจากชายผู้สมบูรณ์แบบและน่าหลงไหลคนนี้ เพื่อเรียนรู้การเป็นโฮสต์ที่แท้จริง ซึ่งแม้โอกาสที่ไล่ตามเจ้าชายในแสงราตรีผู้นี้จะมีแค่เพียงเศษเสี้ยวน้อยนิด เขาก็จะพยายามทำให้สำเร็จ
แต่ทว่า...
..............................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 1 (เริ่มที่หน้า 1 คะ)
ทำไมคนอย่างคุณถึงได้มาอยู่ในที่แบบนี้ได้?
วินาทีแรกที่ผมได้พบ ซากาอิ ทากาฮิโระ คำอุทานนั้นก็หลุดออกมาจากริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ว่าใครได้พบผู้ชายคนนี้ก็คงต้องคิดแบบเดียวกับผมแน่ เพราะสำหรับคนอย่างผม โอคุยามะ มิซึกิ คนนี้ ซากาอิเป็นบุคคลที่ไม่สามารถหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบให้เหมาะสมได้ สรุปได้เพียงว่า เขาช่างเป็นผู้ชายที่ไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย
สถานที่ที่พูดถึงนี้ คือ โฮสต์คลับในคาบุกิโจ ย่านราตรีที่เต็มไปด้วยแสงสีของชินจูกุ คลับแห่งนี้ถูกตกแต่งให้มีบรรยากาศหรูหรา ด้านนอกประดับด้วยหลอดไฟนีออนหลากสีมองดูแล้วตระการตา แต่คงไม่มีใครทราบหรอกว่า พื้นที่ปูด้วยพรมสีไวน์แดง หรือเสาแกะสลักเป็นรูปบรรดาเทพธิดาในเทพปกรณัมกรีกที่ประดับเอาไว้ทางด้านใน แม้แต่โคมระย้าที่ห้อยลงมาจากเพดาน ทั้งหมดล้วนเป็นของปลอมทั้งนั้น ถ้าดึงเอาเปลือกนอกจอมปลอมเหล่านี้ออกแล้ว ก็จะเห็นโครงสร้างที่ทำจากไม้ธรรมดาเท่านั้น หรือถ้าจะพูดให้ฟังง่ายๆ ก็คือ ข้างในกลวงนั่นล่ะ
ไม่ต้องสงสัยเลย...บรรดาโฮสต์ที่ทำงานอยู่ที่นี่ก็คงจะเหมือนกัน
สูทที่พวกเขาสวมใส่กันอยู่นั้นก็แค่สูทสำเร็จรูปราคาถูก ไม่ใช่ของสั่งตัดราคาแพงจากที่ไหน คำพูดที่หลุดออกมาจากริมฝีปากก็ล้วนแต่เป็นคำลวง ทว่ามีเพียงซากาอิเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง เพราะขนาดคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ก็ยังมองออกว่าทั้งสูทและสร้อยทองที่ร่างสูงใส่อยู่ล้วนเป็นของดีมีราคาทั้งนั้น ซ้ำยังสวมใส่ได้เหมาะเจาะไม่ดูมากเกินไป นั่นอาจจะเพราะตัวตนของชายหนุ่มเองต่างหากที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง การพูดจา หรือกระทั่งกิริยามารยาทก็ไร้ที่ติ แม้จะไม่เคยรู้จักซากาอิมาก่อน มองเพียงแว่บเดียวก็ยังรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่ถูกอบรมมาอย่างดี
สิ่งที่ดึงดูดใจและสมบูรณ์แบบที่สุดนั้นก็คือ รูปร่างหน้าตาของเขา กรอบร่างเพรียวสมส่วน แขนขายาวได้รูป เข้ากับส่วนสูงกว่าหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรที่แม้แต่นายแบบหลายคนยังต้องอิจฉา เสื้อผ้าเข้ารูปนั้นสามารถส่งให้จินตนาการถึงกล้ามเนื้อสมบูรณ์แบบภายในได้ไม่ยาก แต่...ส่วนที่ทำให้ทุกคนที่มองต้องลืมหายใจ ก็คือ ใบหน้านั้น จมูกโด่งเป็นสันราวกับรูปสลักเดวิดที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยประติมากรชื่อก้อง หางตาเรียวยาวรับกับคิ้วโค้งมนที่พาดได้อย่างเหมาะเจาะ ริมฝีปากออกจากกว้างไปสักหน่อยสำหรับรูปหน้าแบบนี้ แต่มุมปากที่หยักขึ้นเล็กน้อยนั้นก็ทำให้ดูราวกับว่า เจ้าของริมฝีปากกำลังยิ้มอยู่เป็นนิจ
ยามใดที่ถ้อยคำหวานถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนนี้ ต่อให้เป็นคำโกหกก็คงฟังเหมือนความจริง หญิงสาวทุกคนที่ได้ฟังคำพูดลื่นหูต่างยินยอมตกอยู่ในห้วงแห่งมนตรา ซึ่งเพียงความแตกต่างเล็กน้อย ทุกคำลวงนั้นก็จะแปรเปลี่ยนเป็นเพียงความฝัน
ถึงแม้ตำหนิเดียวบนร่างกายของซากาอิ จะเป็นริมฝีปากสีธรรมชาติที่อ่อนนุ่มและอวบอิ่ม แต่อวัยวะนี้ก็ไม่ได้ทำให้รูปหน้าอันงดงามนั้นเสียสมดุลลงไปเลยแม้แต่นิด
และตอนนี้ บุคคลผู้เปรียบเสมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีย่านชินจูกุก็กำลังตอบข้อสงสัยของผมด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกราวกับเสียงดนตรี
ก็เพราะเป็นโฮสต์น่ะสิครับ
เพราะว่ามีเป็นโฮสต์อย่างนั้นเหรอ?
...ที่เขาพูดคงจะหมายถึง ชายผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์ สินะ
..............................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 2 (ไม่ได้เริ่มตั้งแต่หน้า 1 นะคะ)
คิดเหรอว่า แค่แกคนเดียวจะเอาชนะคนสองคนได้น่ะห๊ะ?
ไม่ลองก็ไม่รู้ จริงไหมล่ะ? อีกอย่าง ตอนนี้อิงุจิก็ไม่สามารถจับผมให้อยู่นิ่งๆ ได้แล้วด้วย
แก!
ทากาฮาชิคำรามเสียงต่ำพร้อมทั้งพุ่งตัวเข้าใส่ แต่สำหรับผม การเคลื่อนไหวนั้นก็ยังเชื่องช้าอยู่ดี ผมเบี่ยงตัวไปทางขวาเล็กน้อยก่อนจะหลบหมัดซ้ายของอีกฝ่ายที่เล็งมายังใบหน้า
ฮึบ...!
หมัดของเขาเฉียดคางผม แต่หมัดขวาที่ผมสวนออกไปนั้นไม่เข้าเป้าปะทะที่ท้องของฝ่ายข้ามอย่างรุนแรง
อ๊าก!
ทากาฮาชิเซถอยหลังไปทีละก้าวๆ ความหวาดหวั่นแผ่ซ่านอยู่บนใบหน้าของเขา แต่ผมก็ไม่คิดว่า การกระทำเพียงแค่นี้จะสาสมกับที่พวกมันทำกับผมหรอก ผมไล่ตามทากาฮาชิไป ตั้งใจว่าจะซัดเข้าอีกสักหมัดให้หายแค้น แต่ตอนที่ย่อตัวลงเตรียมพร้อมจะปล่อยหมัดสุดท้ายออกไปนั้น...
...ฉันว่า พอแค่นี้ไม่ดีกว่าหรือ?
น้ำเสียงนุ่มที่ดังขึ้นจากเบื้องหลังนั้นฟังดูไพเราะราวกับเสียงทูตสวรรค์ที่ลงมาโปรดมนุษย์ผู้ลุ่มหลงมัวเมาในกิเลส ร่างของผมนิ่งขึงไปชั่วขณะ ไม่ต่างจากทากาฮาชิและอิงุจิ พอลองหันกลับไปช้าๆ เพื่อหาต้นเสียง ผมก็ได้เห็นซากาอิซังซึ่งกำลังยืนพิงประตูห้องน้ำอยู่ ใบหน้าหล่อเหลานั้นปรากฏรอยยิ้มบางเพียงมุมปาก
รุ่นพี่สองคนรุมแกล้งรุ่นน้องคนเดียวอย่างงั้นเหรอ?
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ หากแต่สีหน้าที่คนพูดแสดงออกมานั้นช่างเย็นชาปราศจากความรู้สึกใดๆ
ซากาอิซังที่เป็นแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
รุมแกล้งอะไรกัน! ไม่มีเรื่องแบบนั้นสักหน่อย ใช่มั้ย อิงุจิ? ทากาฮาชิเริ่มพูดแก้ตัว
ชะ... ใช่ พวกผมเห็นโอคุยามะกำลังทำความสะอาดห้องน้ำอยู่คนเดียว ก็เลยตั้งใจจะมาช่วย ใช่ไหม โอคุยามะ?
อิงุจิสะดุ้งเล็กน้อยตอนถูกถามแต่พอตั้งสติได้ เจ้าลูกน้องคนสำคัญของทากาฮาชิก็ช่วยพูดพร้อมกับหันมาส่งสายตาบังคับให้ผมตอบว่า ใช่ แต่ผมไม่คิดจะช่วยเหลือคนแบบนี้ จึงก้มหน้าลงหลบจากสายตาไปเสีย
ซากาอิซังมองดูผมอย่างพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหันไปมองพวกทากาฮาชิ
แล้วทำไมเสื้อผ้าของเธอถึงได้ยับเยินแบบนี้ล่ะ? ตอบฉันมา โอคุยามะคุง
ผมขบริมฝีปากแน่น
โดนถึงขนาดนี้แล้ว ยังคิดจะปิดปากเงียบอยู่อีกเหรอเนี่ย? เธอนี่ดันทุรังจริงๆ เลยนะ
สุดท้ายซากาอิซังก็ถอนใจออกมา
เท่าที่ฉันรู้มา พวกนายทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแขกให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ทั้งคู่สามารถหาแขกได้ ก็จะตัดสินด้วยค่าใช้จ่ายของแขก ไม่ใช่เหรอ?
หนอย! นี่แกวิ่งไปฟ้องมาเรอะ!
ทากาฮาชิหันมาตะโกนใส่ผมด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
อย่าเพิ่งเข้าใจผิด โอคุยามะคุงไม่ได้เล่าอะไรให้ฉันฟังทั้งนั้นแหละ เรื่องนี้ฉันบังเอิญได้ยินพวกสต๊าฟในร้านคุยกันเท่านั้นเอง อันที่จริงก็ไม่ได้ยินทั้งหมดหรอก แต่เท่าที่เห็น เรื่องทั้งหมดก็คงจะเป็นจริงอย่างที่เขาพูดกันสินะ
ทากาฮาชิและอิงุจิได้แต่นิ่งเงียบฟังซากาอิซังพูดอยู่เพียงผู้เดียว
เมื่อสักครู่ ฉันได้ยินจากมาผู้จัดการว่า วันนี้คนที่ทำยอดสูงสุดคือ โอคุยามะคุง ซึ่งก็หมายความว่า ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้ ผู้ชนะก็คือ โอคุยามะคุง
ไม่ใช่ครับ เราตัดสินกันจากว่าฝ่ายไหนสามารถพาแขกมาที่ร้านได้ก่อนต่างหาก ไม่ได้ตัดสินกันที่ยอดจ่ายสักหน่อย นี่คุณจงใจมาหาเรื่องพวกผมสินะ
ฉันไม่มีเจตนาแบบนั้น
ทากาฮาชิผู้ไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้เถียงออกมาข้างๆ คูๆ แถมยังพูดจายอกย้อน แต่ซากาอิซังก็ยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยราวกับเจ้าชายน้ำแข็งไว้ได้เหมือนเช่นเคย
แล้วทำไมคุณต้องเข้ามาสอดเรื่องของคนอื่นด้วยล่ะครับ? นี่มันเป็นเรื่องระหว่างพวกเรากับโอคุยามะเท่านั้น ถ้ายังไงช่วยจำใส่สมองไว้ด้วย...!
ผมตกใจมากที่อยู่ๆทากาฮาชิก็ออกหมัดเข้าใส่ซากาอิซัง แต่หมัดนั้นกลับไม่โดนเป้าหมาย ซากาอิซังจับแขนของหมอนั่นไว้แน่นแล้วบิดให้แขนข้างนั้นพับไปทางด้านหลัง
อ๊าก!
พอไม่สามารถชนะได้ด้วยความคำพูด ก็คิดจะใช้กำลัง...เล่นสกปรกแบบนี้...ฉันเกลียดที่สุด...
รอยยิ้มมุมปากของซากาอิซังนั้นดูเยือกเย็นจนผมขนลุก มือแกร่งกระชากข้อมือที่อยู่ทางด้านหลังให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มความเจ็บปวดแก่ฝ่ายตรงข้าม
ความจริงฉันก็รู้ว่า พวกนายสองคนเคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน ถ้าหากว่ามีเรื่องอะไรไม่พอใจฉัน อยากจะว่ากล่าวกันล่ะก็ กรุณาพูดต่อหน้า หรือจะใช้ความรุนแรงกับฉันเหมือนกับที่ทำเมื่อกี้ก็ได้ ถ้าพูดกันจริงๆ เรื่องที่เกิดขึ้นกับโอคุยามะก็มีต้นเหตุมาจากฉัน ดังนั้นสำหรับเรื่องนี้ ฉันย่อมไม่ใช่คนนอก
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของซากาอิซัง
ไม่จริงพวกผมไม่เคยทำอะไรแบบนั้น...อั่ก!
และนี่...ในฐานะที่พวกนายลากฉันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ข้อมูลอีกอย่างที่ฉันได้มาก็คือ แขกที่พวกนายพากลับมาน่ะ ที่จริงแล้วเป็นคนที่พวกนายจ้างมาใช่ไหมล่ะ
เพียงพริบตาเดียว บรรยากาศที่อยู่รอบข้างซากาอิซังก็แปรเปลี่ยนไป...ผมสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวจนถึงขีดสุด แต่กระนั้น ชายผู้นี้ก็ยังสามารถควบคุมท่วงท่าให้งดงามสมบูรณ์แบบไปเสียทุกส่วน
ทางฝ่ายทากาฮาชิ เมื่อความจริงถูกเปิดเผยแบบนี้ทำให้พวกนั้นตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
คะ...คุณพูดเรื่องอะไร...
ถ้าอยากฟังเรื่องราวทั้งหมด จะให้ฉันโทรเรียกไปผู้หญิงคนนั้นกลับเข้ามาในคลับตอนนี้เลยก็ได้นะ
ชิ...!
อิงุจินั้นได้แต่จ้องรอยยิ้มมุมปากของซากาอิซังโดยไม่อาจกล่าวอะไรออกมาได้อีก
ว่ายังไงล่ะ ทากาฮาชิซัง? อิงุจิซัง? สรุปว่าพวกนายขี้โกงจริงๆ ใช่ไหม?
น้ำเสียงตอนท้ายประโยคนั้นเริ่มรุนแรงขึ้น ราวกับจะข่มขู่ นัยน์ตาสีดำสนิทคมกริบมองดูแล้วช่างน่าหวาดกลัว...ภาพของซากาอิซังในยามปกติที่ทั้งสุขุม รอบคอบและพูดจาอ่อนหวานนั้นจางหายไปจนหมดสิ้น
พูดอะไร...ฉันไม่รู้เรื่อง
ทากาฮาชิสะบัดตัวให้หลุดจากพันธนาการ แล้วเขาก็หลุดออกมาได้อย่างง่ายดายเพราะซากาอิซังปล่อยข้อมือให้เป็นอิสระ มือหนารีบยกขึ้นกุมบริเวณหัวไหล่ทันที สิ่งที่ซากาอิซังทำเมื่อครู่สร้างความเจ็บปวดได้มากขนาดนั้นเลยเหรอ?
วันนี้ฝากไว้ก่อนก็แล้วกัน! อย่าหมายว่าพวกนายจะมาข่มฉันได้ง่ายๆ
หลังจากพูดจบประโยค ทากาฮาชิก็ตั้งท่าจะออกจากห้องน้ำไป แต่ก่อนที่จะเดินถึงประตู ซากาอิซังก็ยื่นมือไปจับแขนของฝ่ายนั้นเพื่อหยุดเอาไว้เสียก่อน
มีอะไร...!
ถ้าอย่างนั้น...ฉันก็ขอเตือนพวกนายด้วยคำพูดแบบเดียวกัน...
แม้ใบหน้าคมจะยังคงเฉยชาราวกับรูปปั้น แต่กลับแฝงไว้ด้วยบรรยากาศน่าหวาดหวั่น นี่เป็นสีหน้าอีกแบบหนึ่งของซากาอิซังที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และมันก็ทำให้ผมรู้สึกเสียววาบไปจนถึงกระดูกสันหลัง
ก็บอกแล้วไงว่า พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลย...
ถ้าไม่ได้ทำอะไรก็แล้วไป...แต่...ถ้าเกิดว่า...
รอยยิ้มเย็นเยือกปรากฏขึ้นบนริมฝีปากได้รูป
กรุณาจำเอาไว้อย่างหนึ่งว่า ฉันไม่ได้ตาบอดหรือหูหนวก...
น้ำเสียงทุ่มต่ำแหบพร่าเสียจนแทบจะฟังไม่ถนัด ดวงตาสีรัตติกาลคู่งามฉายแววเย็นชา ไร้ความปรานี เมื่อสังเกตเห็นว่าทากาฮาชิเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดี มือแกร่งก็ปล่อยแขนที่จับไว้ให้เป็นอิสระอีกครั้ง
รีบไปกันเถอะลูกพี่ เราสู้เขาไม่ได้หรอก
อิงุจิที่กลัวจนหัวหดส่งเสียงเร่งหัวหน้าของตน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็รีบวิ่งหนีออกไปจากห้องน้ำอย่างรวดเร็ว
ในที่สุด สถานที่แห่งนี้ก็เหลือเพียงผมกับซากาอิซัง
พวกสุนัขอ่อนแอที่ดีแต่เห่าหอนก็แบบนี้แหละ
เมื่อสิ้นเสียงปิดประตู ซากาอิซังก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเนือยๆ และเมื่อเขาหันมาทางผมอีกครั้ง ใบหน้าคมคายนั้นก็ได้เปลี่ยนกลับมาเป็นซากาอิซังคนเดิมที่ทั้งสุขุมและเยือกเย็น แม้ยามโกรธก็จะโกรธแบบเงียบๆ แทบจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
แต่เมื่อสักครู่ โทสะจากผู้ชายคนเดียวกันนี้กลับไม่ใช่อารมณ์โกรธกรุ่นแบบนุ่มนวลเลยสักนิด เพลิงอารมณ์เกรี้ยวกราดที่แฝงความน่าสะพรึงกลัวนั้นหาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้เลย
เจ็บไหม?
ใบหน้าหล่อเหลาที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้นั้นสงบนิ่งเยือกเย็น และงดงามเหมือนเช่นซากาอิซังในยามปกติ ดวงตาสีดำสนิทนั้นจ้องมองเข้ามาในดวงตาของผมราวกับต้องการจะมองทะลุเข้าไปให้ถึงภายในจิตใจของผม และนั่นก็ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ไม่นะ...ผมจะปล่อยให้ตนเองเกิดความรู้สึกแปลกๆ กับซากาอิซังไม่ได้...ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ไม่เป็นอะไรหรอกฮะ ใส่ยาเดี๋ยวก็หาย
ผมเขยิบตัวออกห่าง หากได้อยู่ใกล้กันขนาดนี้ คนตรงหน้าต้องสัมผัสได้ถึงความโหยหาที่ผมมีต่อเขาแน่
แต่ดูจากแผลแล้ว ท่าทางไม่ค่อยดีเลยนะ
ซากาอิซังสำรวจร่างกายผมอีกครั้ง คิ้วเรียวขมวดมุ่นจนแทบจะเป็นปม
ขอโทษนะ เพราะฉันแท้ๆ เธอถึงต้องมาเจ็บตัวแบบนี้
ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกฮะ ผมไม่ดีเองที่ไปรับคำท้าของพวกนั้น
ถ้าหากผมมีสติลองคิดดูให้ดีๆ แล้วก็คงเข้าใจความต้องการของพวกทากาฮาชิได้ไม่ยาก และก็คงจะไม่ได้รับคำท้านั่น รู้ทั้งรู้ว่า ตัวเองไม่เคยออกไปหาแขกเองสักครั้ง ยังมีหน้าไปรับคำท้าจากพวกนั้นอีก เรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความผิดของใครเลย ทุกอย่างเป็นเพราะความไม่ยั้งคิดของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น
เธอนี่นะ...ความจริงจะสู้ก็สู้ได้นี่นา ยังอุตส่าห์อดทนยอมให้พวกเขาแกล้งอยู่ได้
ซากาอิซังถอนใจออกมาเล็กน้อย
...ทำไมคุณถึงรู้...
ก็แล้วทำไมจะไม่รู้ล่ะ?น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ตอบกลับมานั้นเรียบเฉย
ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ผู้ชายคนนี้ไม่รู้เรื่องหรือไม่เข้าใจบ้างหรือยังไง?
...หรือว่า...จะเป็นไปได้ไหมว่า เขาจะคอยเฝ้ามองผมอยู่ตลอดเวลา?
ไม่หรอกน่า....ผมต่างหากที่คิดไปเองคนเดียวทั้งหมด แม้ว่าทุกอย่างจะเหมือนกับของจริงก็เถอะ นี่ผมคงเป็นเด็กผู้ชายผู้อ่อนโลกมากที่สุดกระมัง ถึงได้แยกแยะยิ้มการค้ากับยิ้มอย่างจริงใจของซากาอิซังไม่ออก
คนเราทุกคนก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปนะ ดังนั้นสำหรับกรณีนี้ ฉันคิดว่าที่พวกทากาฮาชิทำไปน่ะ คงไม่ได้ตั้งใจจะเล่นงานเธอโดยตรงหรอก พวกเขาคงเพียงแค่...ต้องการจะ...
น้ำเสียงของซากาอิซังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ แล้วก็หยุดลงที่ท้ายประโยค
เป้าหมายที่แท้จริงของนั้นคงจะเป็น ฉัน มากกว่า ส่วนเธอก็แค่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น
วินาทีที่ผมพยายามตีความหมายแฝงในคำพูดของซากาอิซังอยู่นั้น ร่างสูงก็กลับมายืนอยู่ทางด้านหลังมือแกร่งยื่นออกมาสัมผัสต้นคอของผม
ซากาอิซัง...
เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสแผ่วเบา ทั่วทั้งเรือนร่างของผมก็ถึงกับสั่นสะท้าน
ฉันจะบอกอะไรให้นะ เสน่ห์อันน่าหลงใหลของเธอน่ะ...ไม่ได้ดึงดูดเพียงแค่ผู้หญิงเท่านั้นหรอก
นิ้วเรียวค่อยๆ ไล้ไปตามแอ่งชีพจรที่กำลังเต้นระรัว
อะไรนะ...!
ฉันพอเข้าใจแล้วว่า ทำไมพวกนั้นถึงได้อยากทำเรื่องแบบนี้กับเธอ
และแล้ว ผิวหนังของผมก็สัมผัสได้ถึงแรงกดจากริมฝีปากอ่อนนุ่มที่โลมไล้สัมผัสลงบนด้านหลังต้นคอ
จะ...ทำอะ...!
มือแกร่งทั้งสองข้างอ้อมมาทางด้านหลัง แล้วกอบกุมความเป็นชายของผมเอาไว้ โดยไม่ใส่ใจว่าผมจะตื่นตระหนกสักแค่ไหน ฝ่ามือที่ลูบไล้อย่างอ่อนโยนนั้นทำให้แรงปรารถนาอันล้ำลึกค่อยๆ ก่อตัวขึ้นช้าๆ มันช่างแตกต่างจากความรู้สึกที่มีต่อสัมผัสเมื่อครู่ของทากาฮาชิโดยสิ้นเชิง
โอคุยามะคุงก็คงจะเนื้อหอมในหมู่ผู้ชายเหมือนกันละสิ?
เสียงทุ่มต่ำลงกระซิบอยู่ข้างใบหู ริมฝีปากร้อนโลมไล้ต่ำลงมาก่อนที่จะขบกัดเบาๆ ที่ด้านหลัง ทำให้บริเวณส่วนนั้นรุ่มร้อนไปหมด ความต้องการแผ่ซ่านไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
เรื่อง...อืม... แบบนั้น...อืม...ไม่...
โกหก
นิ้วเรียวกดลงบนส่วนปลายราวกับเป็นการลงโทษ
อ๊า...!
ความเสียวซ่านที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแล่นริ้วไปจนถึงส่วนประสาท เข่าทั้งสองข้างของผมสั่นระริก บางส่วนที่เคยอ่อนนุ่มตอนนี้กลับเริ่มแข็งขืงขึ้นด้วยห้วงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นสูง
เรือนร่างน่าเย้ายวนแต่กลับดูไร้เดียงสาแบบนี้ ไม่น่าแปลกหรอกนะที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะพากันมาลุ่มหลงตกอยู่ในบ่วงของเธอ
อย่านะ... อ๊า...
ความร้อนจากปลายนิ้วค่อยๆ โลมไล้ถ่ายทอดไปตามส่วนสำคัญที่ตั้งชันนั้นสามารถกระตุ้นอารมณ์ของผมให้พลุ่งพล่านไปหมด
เกิดอารมณ์แล้วเหรอ? คงจะรู้สึกดีมากใช่ไหม?
เปล่า...นะ...
แต่ส่วนนี้ไม่ได้บอกแบบนั้นนี่นา
ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดบนต้นคอ ทำให้เรือนร่างของผมก็ถึงกับสั่นสะท้าน
ตอนที่อยู่ในแมนชั่น ฉันไม่เคยเห็นเธอพาใครมาเลยนี่ หรือว่าความจริงแล้ว เธอออกไปต่อกับลูกค้าที่โรงแรม?
เรื่องแบบนั้นไม่มีหรอกฮะ คุณก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ
เปลวเพลิงแห่งความปรารถนาปะทุขึ้นภายในจิตใจอยู่ทุกขณะ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงเริ่มขาดเป็นห้วง ผมไม่สามารถคิดถึงสิ่งใดได้อีก นอกจากความรู้สึกที่มีต่อซากาอิซัง แล้วพลันสมองของผมก็มีแต่ว่างเปล่า
ถ้าเธอยืนยันอย่างนั้น ฉันก็จะเชื่อ
ตั้งแต่เริ่มเป็นโฮสต์มาได้ประมาณหนึ่งเดือนนี้ ผมแทบจะไม่เคยช่วยตัวเองเลย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรมากนัก เพราะแค่เรื่องงานที่ทำอยู่ก็ยุ่งวุ่นวายมากพออยู่แล้ว แล้วตัวผมเองก็ไม่ได้มีความต้องการมากมายขนาดต้องถึงกับแสวงหาทางปลดปล่อย
ผิดกับสมัยที่ยังใช้ชีวิตเที่ยวเล่นไปวันๆ ช่วงนั้นผมไม่เคยขาดคู่นอนเลย ผมไม่ได้รังเกียจการมีเซ็กส์ ออกจะชอบๆ เสียด้วยซ้ำ ผมยอมรับว่า ยามที่ร่างเปลือยเปล่าสองร่างได้แนบชิด แลกเปลี่ยนความอบอุ่นซึ่งกันและกันนั้น เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็ไม่ถึงกับกระตือรือร้น อยากมีเซ็กส์อยู่ตลอดเวลา ถ้าจะบอกว่าผมไม่ใช่ผู้ชายที่มีความต้องการสูงมากนักก็คงได้
แต่ตอนนี้ เพียงแค่สัมผัสจากฝ่ามือของผู้ชายตรงหน้า กลับทำให้ผมไม่สามารถควบคุมเพลิงปรารถนาที่กำลังแผดเผาอยู่ภายในจิตใจได้เลย
ลมหายใจร้อนผ่าวและเรือนกายอบอุ่นยามแนบชิด ผสานกับกลิ่นโคโลญจ์ที่คุ้นเคยยิ่งกระตุ้นให้ผมปั่นป่วน ความเย็นชาราวกับเจ้าชายน้ำแข็ง ทว่าแฝงด้วยความหอมหวานเหมือนฤดูใบไม้ผลินั้นทำให้สติเริ่มเลือนลาง ทุกเสียงที่กระทบเข้ามาในโสตประสาทกำลังลอยห่างไกลออกไปทุกทีๆ
...ถ้าไม่มีรู้สึกอะไรกับผู้ชายด้วยกัน แล้วทำไมถึงตอบสนองฉันได้ขนาดนี้ล่ะ?
ผมก็อยากรู้... อ๊า...!
ยังไม่ทันสิ้นประโยค สะโพกของผมก็แอ่นขึ้นตอบสนองสัมผัสที่ฝ่ามืออุ่นกำลังเร่งเร้า ผมไม่อาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไป
ความจริงแล้วซากาอิซังไม่ได้ใช้กำลังบังคับผมเลยสักนิด ถ้าผมออกแรงเพียงนิดเดียวก็คงสามารถหลุดออกจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้ได้ แต่...ผมกลับไม่สามารถหนีจากอ้อมแขนของคนตรงหน้า...ไม่มีวันหนีได้เลย...ร่างกายผมเริ่มไร้เรี่ยวแรง แขนขาอ่อนไปหมด
นี่ผมต้องการเขาจริงๆ ใช่ไหม? อยากให้เขาสัมผัสมากนักหรือ? ทำไมร่างกายกับความรู้สึกของผมถึงได้ขัดแย้งกันขนาดนี้นะ
ทรมานมากสินะ? ถ้าได้ปล่อยออกมาสักครั้งคงจะดีกว่านี้
หลังจากจบประโยค ฝ่ามือกว้างก็เริ่มเร่งจังหวะเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนความเสียวซ่านแล่นริ้วไปทั่วร่างของผม
ไม่นะ...อ๊ะ...ซากาอิซัง...!
ตอนนี้ฉันคิดว่า ฉันคงจะหลงตัวเองได้หน่อยแล้วนะ
ริมฝีปากร้อนลุ่มพึมพำขณะที่ประทับลงบนต้นคอของผม
หลงตัวเอง...เรื่องอะไร..!
เมล็ดพันธุ์แห่งความปรารถนาซึ่งถูกหว่านลงไปนั้นทำให้ทุกๆ ส่วนบนร่างกายที่ซากาอิซังกำลังสัมผัสอยู่นี้เร่าร้อนไปหมด ผมไม่เคยต้องการมากขนาดนี้มาก่อน ความเป็นชายที่คิดว่าเกร็งเขม็งจนถึงที่สุดแล้วยังสามารถขยายได้อีก ภายในร่างรุมร้อนราวกับกำลังถูกไฟอันร้อนแรงกำลังเผาผลาญให้มอดไหม้ สติสัมปชัญญะและเหตุผลทั้งมวลต่างมลายหายไปจนหมดสิ้น
แค่สัมผัสเธอก็มีอารมณ์ขนาดนี้ คงจะใกล้ถึงแล้วสินะ ปกติเธอเสร็จเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? หรือเป็นเพราะ...เธอชอบให้ผู้ชายสัมผัสเหมือนอย่างที่พวกนั้นพูด?
เปล่านะ...!
ผมเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาที่เหมือนกับท้องฟ้ายามรัตติกาลนั้น ริมฝีปากพร่ำพูดแต่คำปฏิเสธ แต่แล้ว...ผมก็นึกถึงเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ พริบตานั้นนัยน์ตาทั้งสองของผมก็เบิกกว้าง
มีอะไรเหรอ?
แล้วคุณรู้ได้ยังไง?
รู้เรื่องอะไร?
ขณะที่ตอบคำถาม ฝ่ามือของซากาอิซังยังคงรูดขึ้นลงอย่างเชี่ยวชาญไม่มีจะสะดุด
...ก็เรื่องที่...คุณ...อา...ได้ยิน...พวกนั้น...กล่าวหาผม...ว่ามีรสนิยมแบบไหน...ไงละ...
ลมหายใจที่ปลดปล่อยออกมาเริ่มติดขัด ถ้อยคำต่างๆ จึงขาดเป็นห้วงๆ ตอนนี้แก้มของผมคงจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเพราะความอับอายที่ไม่อาจะบรรยายเป็นคำพูดได้แน่ๆ
พวกทากาฮาชิพูดเรื่องนี้กับผมก่อนที่ซากาอิซังจะเข้ามาตั้งนานไม่ใช่เหรอ? หรือถ้าหากซากาอิซังเข้ามาแล้ว...เขามัวแต่ไปทำอะไรอยู่ ถึงได้ไม่เข้ามาช่วยผมล่ะ
แหม นี่ขนาดตรงนี้ของเธอเกร็งจนเกือบจะเสร็จ เธอยังตั้งสติได้อีกเหรอเนี่ย... ยอดเยี่ยมจริงๆ
ซากาอิซังหัวเราะอย่างมีเลศนัย ก่อนที่จะถอนหายใจสั้นๆ จนไอร้อนจากริมฝีปากรดรินลงบนต้อคอของผม
ความจริงฉันเห็นและได้ยินเรื่องที่เธอกับพวกนั้นพูดทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบนั่นแหละ แต่ที่ฉันไม่เข้ามาห้าม ก็เพราะฉันอยากรู้ว่า ถ้าไม่มีฉันคอยช่วยเหลือ เธอจะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ยังไง
น้ำเสียงราบเรียบและรอยยิ้มยั่วเย้าของเขาทำให้ผมรู้สึกฉุนขึ้นมาวูบหนึ่ง
ถึงจะว่าอย่างนั้น แต่ก็น่ารีบช่วยให้เร็วกว่านั้นนี่นา...โธ่...
พายุแห่งห้วงอารมณ์กำลังโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บริเวณส่วนปลายจรดถึงโคนเปียกชุ่ม ซ้ำยังสะท้านไหวราวกับจะท้าทายฝ่ายตรงข้าม นิ้วเรียวยาวของอีกฝ่ายเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำสีขาวขุ่นที่หลั่งไหลออกมา เข่าทั้งสองข้างของผมสั่นเทา ไม่อาจจะประคับประคองร่างของตนได้อีก ขณะที่สะโพกก็ขยับอย่างรุนแรงเพื่อตอบสนองทุกสัมผัสของซากาอิซัง
แต่ขณะที่กำลังจะไปถึงจุดสูงสุดของห้วงอารมณ์ แทนที่ผมจะดื่มด่ำกับรสสัมผัสของชายตรงหน้า ผมกลับหันไปพยายามหยุดยั้งเขาไว้
ผมชอบเขามาก...มากจนไม่อาจทนให้เขาเห็นสภาพน่าอับอายแบบนั้นได้
ช่างน่าสมเพชจริงๆ เพราะถึงแม้ผมจะมีความรู้สึกแบบนั้น แต่เบื้องล่างกลับตอบสนองเต็มที่ สะโพกขยับกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ผมไม่สามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้อีกต่อไป ยิ่งเมื่อฝ่ามือร้อนของอีกฝ่ายรูดขึ้นลงอย่างเร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดจำกัดของผม ความเป็นชายเกร็งเขม็งขยับขยายจนปวดหนึบ ความสุขสมแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ฉันสงสัยมานานแล้วว่า เธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไรตอนถึงจุดสุดยอด แล้วเธอก็กำลังทำสิ่งที่ฉันอยากเห็นมากที่สุดเสียด้วย
ในขณะที่ถ้อยคำเย็นชานั้นทิ่มแทงเข้าไปจนถึงส่วนลึกของจิตใจ ผิวกายภายนอกกลับถูกกระตุ้นเร้าด้วยความรุมร้อนที่ไม่อาจต้านทาน จนกระทั่งเสี้ยววินาทีนั้น...
...อ๊า!
ความปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ภายในทะลักไหลออกมาจนเปรอะเปื้อน ทั่วเรือนร่างของผมสั่นสะท้านรุนแรง ในสมองมีเพียงความว่างเปล่า ไม่ว่าจะเป็นความอับอาย หรือความหงุดหงิดทั้งหลายแหล่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่ม และถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น
ความอิ่มเอมค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วร่าง ไม่ว่าจะเคยมีเซ็กส์กับผู้หญิงมาสักกี่ครั้ง ผมก็ไม่เคยรู้สึกพึงพอใจมากเท่านี้มาก่อน
มือแกร่งค่อยๆ ปล่อยเอวของผมช้าๆ ทำให้ร่างกายอันไร้เรี่ยวแรงล้มลงไปกองอยู่บนพื้นอย่างไม่อาจจะประคับประคองตนเองได้อีกต่อไป
คนหนุ่มก็แบบนี้แหละ
ซากาอิซังเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ ขณะที่ตัวผมกำลังรู้สึกอับอายจนถึงขีดสุด
หมายความว่ายังไงครับ?
ผมใช้แขนทั้งสองข้างพยุงร่างของตนไว้ไม่ให้ลงไปนอนราบกับพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม
แล้วเธอคิดว่ายังไงล่ะ?
เมื่อเจอคำถามเช่นนี้ ในสถานการณ์แบบที่เป็นอยู่ ผมก็ถึงกับต้องกลั้นหายใจ พยายามตั้งสติระงับความโกรธกรุ่นที่พลุ่งขึ้นมาเอาไว้ ในหัวคิดแต่เพียงว่า ถึงจะเถียงยังไง ก็คงไม่สามารถเอาชนะซากาอิซังได้หรอก
ทันใดนั้น ซากาอิซังก็ยกนิ้วเรียวยาวของตน ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำสีขาวขึ้นมาเลียต่อหน้าผม ลิ้นนุ่มตวัดไปมาอย่างเย้ายวน ภาพตรงหน้ากระตุ้นเพลิงปรารถนาที่ดับมอดไปแล้วให้โหมกระพือขึ้นมาอีก ซ้ำยังรุนแรงมากขึ้น
แล้วผมก็คิดขึ้นมาได้ว่า สงสัยคงจะไม่ใช่แค่คำพูดเพียงอย่างเดียวแล้วกระมัง ที่ผมไม่สามารถเอาชนะผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ได้
มิหนำซ้ำ ในสถานการณ์น่าอึดอัดแบบนี้ ถึงจะพยายามไต่ถามอย่างไร ตัวผมเองก็คงไม่อาจตอบอะไรได้มากมายนัก
ก็อย่างที่ฉันพูดไปเมื่อครู่นั่นแหละ คนที่ทำยอดขายได้สูงสุดในวันนี้ก็คือ เธอ โอคุยามะคุง
เรื่องนั้น...หมายความว่ายังไง...?
ขณะที่ผมกำลังอยู่ในสภาพสับสน ซากาอิซังก็หยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อออกมาซับฝ่ามือที่เปียกชุ่มของตนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ดูเหมือนแขกที่เธอพามาวันนี้จะพูดประมาณว่า อยากจะให้เธอเป็นนัมเบอร์วันนี่นะ
แล้วทำไมเขาถึงรู้เรื่องนี้ได้ล่ะ?
ตอนนั้นบรรยากาศรอบข้างมันพาไป...
บรรยากาศพาไปถึงขนาดต้องสั่ง ดอมเพอริยองสีกุหลาบ ถึงสองขวดเชียวหรือ?
เรื่องนั้น...
แถมยังสั่งไวน์ของชาโต เปตรูส อีก นี่ยังไม่รวมเหล้าที่เปิดเอาไว้ก่อนด้วยนะ
รู้สึกว่าเธอคนนั้นจะบอกว่า เพิ่งเคยมาย่านคาบูกิโจเป็นครั้งแรก เพราะโฮสต์คลับมีชื่อแห่งหนึ่งในนาโงย่าซึ่งหล่อนเป็นขาประจำอยู่นั้นยอดขายตกลงจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
หญิงสาวผู้นั้นยังบอกกับผมอีกว่า หล่อนเพิ่งย้ายร้านสาขาใหญ่มาตั้งอยู่ที่ชินจูกุ และสัญญาว่าจะมาหาบ่อยๆ ทั้งที่ตอนนั้นผมก็บริการเธอเหมือนเช่นที่ปฏิบัติกับแขกทั่วไปทุกประการ ไม่ได้เอาอกเอาใจอะไรเป็นพิเศษ ไม่รู้เหมือนกันว่า ประธานสาวคนนั้นจะมาเกิดติดอกติดใจอะไรผมตรงไหน
ไม่ใชแค่หล่อนคนเดียวหรอกนะ หญิงสาวหลายคนที่แวะเวียนเข้ามาที่ร้านของเรา ยอมเสียเงินเสียทองมากมายเพื่อให้ได้พบกับเธอ นั่นไม่ใช่เพราะพวกหล่อนชื่นชอบตัวเธอหรอกหรือ?
ชื่นชอบผม...อย่างนั้นเหรอครับ?
ซากาอิซังพยักหน้าตอบรับคำถามนั้น
อย่างที่ฉันเคยพูดแล้วยังไงล่ะว่า อาชีพโฮสต์ไม่ใช่แค่การเอาใจผู้หญิงอย่างเดียว ถ้าไม่สามารถเข้าใจถึงแก่นแท้ของอาชีพนี้ได้ ก็เท่ากับว่า เธอไม่เหมาะสมกับงานนี้แล้วล่ะ การก้าวขึ้นไปให้ถึงอันดับหนึ่งก็จะทำแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้เช่นกัน
การที่ชายผู้แสนจะสมบูรณ์แบบตรงหน้าผมกล่าวออกมาเช่นนี้ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า ตำแหน่งโฮสต์อันดับหนึ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่ความฝันอีกต่อไปแล้ว ทุกๆ อย่างกำลังใกล้ความจริงเข้ามาทุกทีๆ
การเป็นเบอร์หนึ่งไม่ใช่สิ่งที่แค่คิดเล่นๆ ก็สามารถทำได้หรอกนะ การที่แขกคนหนึ่งซึ่งเข้ามาใช้บริการร้านนี้ครั้งแรกจะกลับมาใช้บริการอีกครั้งหรือไม่คิดจะมาเหยียบที่นี่อีกเลยนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอ ยิ่งเธอสามารถเข้าถึงจิตใจของแขกได้มากเท่าไร ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้เธอเองก็คงจะเริ่มเข้าใจแล้วสินะ
ผมยืนนิ่ง นัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากได้รูปซึ่งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เมื่อได้มองในระยะใกล้เช่นนี้ทำให้รู้สึกว่า ใบหน้าไร้ตำหนิของซากาอิซังช่างเหมาะสมกับตำแหน่งโฮสต์อันดับหนึ่งแห่งชินจูกุเสียเหลือเกิน
นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะสอนให้กับเธอ
...นะ..นั่นหมายความว่ายังไงครับ?
ผมลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว คำพูดประโยคนั้นกระแทกเข้ามายังสติการรับรู้จนทำให้จิตใจสับสน
ก็ตามที่พูดนั่นแหละ ฉันไม่มีอะไรจะสอนเธออีกต่อไปแล้ว
ไม่จริงหรอกครับ! ผมเพิ่งจะเริ่มเข้าใจความหมายของการเป็นโฮสต์เมื่อกี้นี้เอง ตอนนี้ผมเหมือนกับคนเพิ่งเริ่มออกเดินเท่านั้น ยังใหม่อยู่มาก ยังมีสิ่งที่ต้องรบกวนให้ซากาอิซังช่วยสั่งสอนอีกมากมาย
ผมพูดด้วยความกระวนกระวายจนรู้สึกตัวว่า ตนเองพูดผิดบ้างถูกบ้างสับสนปนเปกันไปหมด
...นั่นสินะ
แล้วซากาอิซังก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาช้าๆ
ดูจากสภาพของเธอตอนนี้ เห็นทีฉันต้องเริ่มแก้ไขมารยาทของเธอใหม่เสียแล้ว
อ๊ะ...
คำพูดนั้นทำให้ผมได้สติ เพิ่งรู้สึกตัวว่า ตนเองอยู่ในสภาพน่าทุเรศที่สุด ผมรีบรูดซิบกางเกงขึ้นทันที
ผมพลาดอีกแล้ว...ทำไมถึงต้องคอยให้ซากาอิซังเตือนอยู่ทุกเรื่องแบบนี้ด้วยนะ
หลังจากที่แต่งตัวอย่างรวดเร็วจนเรียบร้อยแล้ว ผมก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับซากาอิซังอีกครั้ง
ซากาอิซัง ผม...
ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอรู้สึกไม่ดีอะไรหรอกนะ แต่สำหรับก้าวต่อไปซึ่งก็คือ การหาแขกให้ได้อย่างสม่ำเสมอน่ะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะสอนกันได้ ตำแหน่งที่เรายืนอยู่ไม่ใช่การมองแค่เพียงภาพลวงตาของความฝัน แต่เราต้องทำให้ภาพลวงตานั้นก่อนตัวขึ้นจนสามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมได้ด้วยตาเปล่า
หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
แต่ว่า...ตอนนี้ผมก็มีแขกขอระบุตัวเพิ่มขึ้นตั้งหลายคน....
นั่นเพราะฉันขอให้เธอมาช่วยไม่ใช่หรือ?
คำพูดนี้คล้ายกับคำสบประมาทจากปากของพวกทากาฮาชิ แต่เมื่อคนที่กล่าวมันออกมากลายเป็นชายหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบผู้นี้แล้ว ความมั่นใจของผมก็กลับลดลงไปอย่างไม่อาจะอธิบายได้
หมายความว่า...แขกทุกคนไม่ใช่แขกของผมเลยแม้แต่คนเดียวหรือครับ?
แน่นอนว่า พวกเขาย่อมเป็นแขกของเธอ เพียงแต่แขกที่เธอหามาได้ในวันนี้น่ะแตกต่างกับแขกพวกนั้นมากรู้มั้ย ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนกับกำลังถูกศัตรูที่จะก้าวข้ามขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในอนาคตเหยียดหยามเอาด้วยซ้ำไป ความจริงฉันอาจจะไม่ใช่คนใจกว้างอย่างที่เธอคิดก็ได้นะ
แม้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจะเหมือนกับกำลังหยอกเย้า แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่า ซากาอิซังไม่ได้ล้อเล่น เพราะหากผมได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจริงๆ ก็เท่ากับเป็นการผลักให้ซากาอิซังต้องตกลงไปอยู่อันดับสองโดยปริยาย
มิหนำซ้ำ ถ้ายอดขายในวันนี้เป็นไปตามที่เขาบอก ผมทำยอดได้เป็นอันดับหนึ่ง...ก็หมายความว่า วันนี้ซากาอิซังต้องตกลงไปอยู่ที่สองน่ะสิ เขาจะรู้สึกอย่างไรกับผมนะ...ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นทุกทีๆ
...ขอโทษครับ...
เธอไม่จำเป็นต้องมาขอโทษอะไรฉันนี่นา ในทางกลับกัน ฉันว่าเธอควรจะภูมิใจเสียมากกว่านะ
สิ่งที่ผมมี...
โฮสต์อันดับหนึ่งผู้มีงานยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง ยังอุตส่าห์สละเวลาว่างมาสอนเรื่องต่างๆ ให้ผม
...ความจริงแล้ว ทุกอย่างก็เป็นแบบนี้นี่เอง...
สำหรับซากาอิซัง ผมไม่ได้เป็นเพียงลูกศิษย์...แต่ยังเป็ยศัตรูของเขาอีกด้วย ตัวผมไม่ได้อยู่ในฐานะแขก ไม่ได้เป็นโฮสต์ที่หาได้ทั่วไป แต่เป็นคนเพียงคนเดียวที่ทำให้ชายผู้สมบูรณ์แบบคนนี้มองเห็นความฝัน หรือถ้าจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คู่ต่อสู้คนอื่นๆ ของเขานั้น ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน ก็คงไม่อาจสู้ผมได้ ผมเข้าใจทุกอย่างได้อย่างชัดเจนแล้ว
เพียงแต่...ผมไม่อยากคิดเลยว่า รสจูบและทุกสิ่งทุกอย่างที่ซากาอิซังทำไปนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรต่อเขาเลยแม้แต่นิด
ต่อไปนี้ เธอแค่พยายามเป็นตัวเองให้มากที่สุดก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำตามที่ฉันสอนทุกอย่างหรอกนะ การค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนั่นเสมอนั่นแหละ จะนำไปสู่ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธอ ซึ่งจะสามารถเข้าไปยังส่วนลึกในจิตใจของแขก และทำให้พวกเขาล่องลอยไปเข้าในความฝันได้ เธอจะต้องหนักแน่นและพยายามผลักดันตนเองไปให้ถึงจุดหมายนั้นอย่างสุดความสามารถ
ประโยคเหล่านี้วนเวียนอยู่ในโสตประสาทของผม ถึงแม้ผมจะไม่สามารถทำความเข้าใจได้หมด แต่ผมก็รับรู้ถึงความเป็นปฏิปักษ์ที่แฝงอยู่ในถ้อยคำจริงจังนั้น และมันก็ทำให้ความรู้สึกภายในจิตใจของผมแปรเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น
ถ้าอย่างนั้น...ก็หมายความว่า คนที่ควรจะชื่นชมหลงใหล และหวั่นไหวไปกับทุกท่วงท่าของซากาอิซัง...ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่ได้มอง หรือว่าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด...ทุกคนที่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้นได้ควรมีแค่แขกที่เข้ามาในคลับซิกส์เท่านั้นใช่ไหม?
เข้าใจแล้วครับ ผมจะลองดู
ตอบได้ดี
ซากาอิซังคลี่ยิ้มอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน รอยยิ้มนั้นแสดงความปลื้มปติ หางตาโค้งลงเล็กน้อย รูปหน้าคมที่เพียงแค่มองก็แทบจะหลอมละลาย ดวงตาของผู้มองต้องพร่าพรายไปเพราะแสงสว่างที่สาดส่องมาจากใบหน้านั้น ผมจึงทำได้เพียงแค่จ้องมองอยู่อย่างนั้น
...อ๊ะ!
แต่ไม่นาน ผมก็นึกเรื่องสำคัญอีกเรื่องขึ้นมาได้
มีอะไรเหรอ?
แล้วผมไม่ต้องย้ายออกเหรอครับ?
หมายความว่ายังไง?
โฮสต์อันดับหนึ่งแห่งชินจูกุมีสีหน้าบ่งบอกถึงความประหลาดใจ
ที่ผมได้มาอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์นั่น ก็เพราะว่าผมต้องมาเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากซากาอิซังไม่ใช่เหรอครับ? ในเมื่อผมไม่ได้เรียนอะไรแล้ว ก็ต้องไปอยู่ที่หอเหมือนกับคนอื่นๆ...
ถ้าเป็นเรื่องนั้น ฉันก็เคยคิดไว้เหมือนกัน
อยู่ๆ ซากาอิซังก็ดูเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับผม
เคย... คิดอยู่เหมือนกัน...งั้นเหรอ...
แต่พอนึกถึงปฏิกิริยาของพวกทากาฮาชิที่มีต่อเธอแล้ว ฉันก็คิดว่า ถ้าเธอต้องเข้าไปอยู่ในหอ ชีวิตเธอคงมีแต่เรื่องแย่ๆ แน่นอน
ผมเกือบลืมไปเลยว่า ทั้งทากาฮาชิและอิงุจิต่างก็อาศัยอยู่ในหอนั้น คิ้วของผมขมวดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่ครับ อีกอย่าง...ถ้าผมไม่ประมาท ก็น่าจะไม่เป็นอะไร
ถึงจะเจอเรื่องแบบวันนี้อีก ก็ไม่เป็นอะไรงั้นหรือ?
...ซากาอิซังชอบแกล้งคนอื่นอยู่เรื่อยเลย
ผมไม่ทันนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เลยด้วยซ้ำ แล้วอยู่ๆ ซากาอิซังก็พูดเรื่องนั้นขึ้นมากดดันผม
ดูท่าทางอีกฝ่ายคงจะสังเกตเห็นว่าผมทำหน้างอ แถมยังจ้องมองเขากลับด้วยสายตาที่แสดงความไม่พอใจ จึงได้พูดขึ้นมาว่า
ฉันไม่ได้คิดจะแกล้ง
ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ฉันเป็นห่วงเธอจริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้รังเกียจอะไรที่เธอจะอาศัยอยู่ด้วย อีกอย่าง ห้องว่างในแมนชั่นที่ให้เธออยู่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าเธอยังอยากจะอยู่ต่อไปก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก
จริงเหรอครับ? หัวใจของผมเต้นระรัวราวกับตีกลอง
จริงสิ แต่ถ้าเธอขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งเมื่อไหร่ ตอนนั้นเห็นทีฉันคงต้องขอคิดดูใหม่ล่ะนะ
น้ำเสียงหยอกเย้าที่คนตรงหน้าเปล่งออกมาทำเอาผมหงุดหงิดขึ้นมาอีก
ทั้งๆ ที่ตัวเองเคยถามผมว่า ไม่อยากเป็นอันดับหนึ่งหรือไงแท้ๆ ยังมาทำมาพูดอย่างนั้นอย่างนี้อีก
ร่างสูงยักไหล่เมื่อได้ยินน้ำเสียงประชดประชันของผม
ฉันเคยพูดเรื่องอะไรพรรค์นั้นด้วยเหรอ?
โธ่! คุณก็เป็นอย่างนี้ทุกที!
ผมกระแทกเสียงกลับ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นจ้องใบหน้าของซากาอิซังนิ่งอยู่อย่างนั้น
มีอะไรอีกล่ะ?
เงาของแผงขนตายาวงอนนั้นทาบทับลงบนพวงแก้ม ใบหน้าอันสมบูรณ์แบบงดงามเกินกว่าจะมีคำพูดใดในโลกสามารถบรรยายได้ ทั้งๆ ที่ความจริงผมตั้งใจจะถามเรื่องอื่นต่อไปอีก แต่เมื่อได้เห็นภาพอันแสนงดงามเช่นนี้ หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วก็ระรัวขึ้นขึ้นราวกับจะหลุดออกมาจากอก
คะ...คือเมื่อกี้...ที่คุณพูดว่า คุณคงจะหลงตัวเองได้อยู่สักหน่อยนั่น มันหมายความว่ายังไงเหรอครับ.....
ผมลองถามอย่างตรงไปตรงมา
อ้อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ
คิ้วเข้มขมวดมุ่นอยู่ชั่ววูบ แต่เสี้ยววินาทีต่อมา เขาก็คลี่ยิ้มแจ่มใส
ก็ตัวเธอที่ไม่ว่าจะถูกด่าว่ามากแค่ไหนก็ยังยอมอดทนน่ะ เพียงได้ยินพวกนั้นพูดกระทบถึงฉันเท่านั้น เธอก็ระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทันที ฉันถึงได้พูดว่า ฉันคงหลงตัวเองได้บ้างไงล่ะ เพราะถึงจะถูกฉันว่ากล่าวตักเตือนอยู่บ่อยๆ แต่เธอก็คงจะยอมรับฉันแล้ว
เป็นธรรมดานี่ฮะ ก็ซากาอิซังทำให้ผมเปิดตามองอาชีพโฮสต์ในมุมมองใหม่ แตกต่างจากภาพที่ผมเคยจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิงนี่นา ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ขนาดนั้นเลยเหรอ?
ผมพูดได้เต็มปากเลยนะว่า ซากาอิซังเปรียบเหมือนความภูมิใจของผม คุณคือผู้ที่บรรลุถึงแก่นแท้ของอาชีพนี้อย่างแท้จริง ไม่ว่าแขกจะจ่ายเงินให้มากน้อยแค่ไหน คุณก็บริการทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ผมน่ะเป็นคนหัวไม่ค่อยดี จนถึงตอนนี้ก็ยังเข้าใจบทเรียนที่ซากาอิซังสั่งสอนได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็นับถือคุณจากใจจริงนะฮะ
เมื่อพูดจบประโยคแล้ว ผมถึงเพิ่งสำนึกว่า ตนเองได้พูดสิ่งที่น่าอับอายที่สุดออกไปแล้ว แก้มของผมจึงร้อนผ่าวไปหมด
ริมฝีปากได้รูปของคนตรงหน้าเผยรอยยิ้มที่แสดงถึงความชื่นชมออกมาให้เห็นเพียงเล็กน้อย
ถ้าเธอนับถือฉันขนาดนั้น ทำไมถึงยังใช้คำพูดผิดๆ ถูกๆ ต้องให้ฉันต้องคอยแก้ให้ทุกทีล่ะ
...ก็...นั่นมันเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมนี่ฮะ
เพราะตกใจกับคำถาม ทำให้ผมเอ่ยแก้ตัวออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด
เอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างนั้นหรือ?
ใช่ครับ เอกลักษณ์เฉพาะตัว
ผมยังพยายามย้ำด้วยท่าทางมั่นใจ แล้วตัวผมเองก็ไม่สามารถกลั้นหัวเราะเอาไว้ได้ ในที่สุดผมก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น พลอยทำให้ผู้ชายที่สง่างามอย่างซากาอิซังต้องหัวเราะตามไปด้วยอีกคน พวกเราสองคนกุมมือไว้ที่ท้องเพราะหัวเราะกันมากจนปวดท้องไปหมด
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมหัวเราะได้อย่างเต็มที่...
และเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่ผมได้เห็นซากาอิซังหัวเราะออกมาจากใจจริง
การที่เขายอมรับผมในฐานะเด็กคนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้น และพัฒนาจนพร้อมที่จะก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวนั้นทำให้ผมรู้สึกดีใจมาก
สักวันหนึ่ง ผมจะทำให้ซากาอิซังยอมรับผมในฐานะผู้ชายคนหนึ่งให้ได้
...แต่ตอนนี้ ผมตัดสินใจแล้วว่า จะลืมเรื่องที่ค้างคาอยู่ภายในจิตใจให้หมด และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้ซากาอิซังมองเห็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาในตัวผมให้จงได้
~To Be Continue In Night Passion~
Claw Of The Dragon
Story By Kazumi Yuuki
Illust By Takakura Row
Translater by Masaki
EditBy Lucifer,hi-ka-ru
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
กระดาษ : ถนอมสายตา
ราคา : 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
สำหรับคนซื้อหน้าร้าน : โปสการ์ดของ อ.โร 1 ใบ
ภาพโปสการ์ด : http://lucifer69.exteen.com/images/PostcardClawRo.jpg
เนื้อเรื่องย่อ
ในขณะที่ทนายความหนุ่ม มามิยะ ฮิเดอากิ กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีที่เชือดเฉือนกับแก๊งยากูซ่า ทนายความหนุ่มก็ได้พบกับ ยาเองาชิ มาซามิ เพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลาย ซึ่งตอนนี้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแก๊งยากูซ่าที่ทรงอิทธิพลในแถบคันโต อีกทั้งยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคดีอันซับซ้อนนี้...
สายตาคมที่จ้องมองตนเองซึ่งกำลังทำหน้าที่ทนายความฝ่ายโจทย์ในการพิจารณาคดีแทบทุกครั้ง ทำให้มามิยะรู้สึกอึดอัดจนเกือบจะทนไม่ไหว ร่างบางปฏิเสธการสานสัมพันธ์ซึ่งนำพาให้เขาหวนนึกถึงอดีตอันเลวร้ายที่ยากจะลืม จนกระทั่งการพิจารณาคดีดำเนินมาถึงจุดที่เคร่งเครียดที่สุด...
"ถ้าอยากให้เรื่องทุกอย่างยุติลงละก็...จ่ายมาทั้งหมดห้าสิบล้าน"
"จะบ้าเหรอ! ใครจะไปมีปัญญาจ่าย...เงินตั้งมากมายขนาดนั้น!"
"ถ้าอย่างนั้น...หากไม่ใช่เงิน...แต่เป็นของสำคัญอย่างอื่นแทนล่ะ?"
"ของสำคัญ... อย่างอื่น..."
แล้วมามิยะก็รู้สึกเหมือนกับว่าสติของเขาเริ่มเลือนราง จนน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นขาดเป็นช่วงๆ
ในที่สุดคืนนี้... มังกรสีน้ำเงินตัวนั้นก็จะได้ลงไปแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางเกลียวคลื่นแห่งความหฤหรรษ์
ทะเลอันบ้าคลั่งนี้จะถูกโหมกระหน่ำด้วยพายุแห่งแรงปรารถนาที่ไม่มีวันจบสิ้น...
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 1 [ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ]
ตอนที่มามิยะเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่หนึ่ง ในชั้นของเขามีเด็กหนุ่มซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของคุมิโช แก๊งยากูซ่าอยู่ด้วย ชื่อของเด็กคนนั้น คือ ยาเองาชิ มาซามิ ทั้งสองเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันอยู่หนึ่งปีครึ่ง ก่อนที่มามิยะจะย้ายโรงเรียนไป
ถึงอย่างนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้คบหาหรือสนิทสนมกันเป็นพิเศษ จะว่าไปแล้วในฐานะกรรมการดูแลด้านความประพฤติของโรงเรียนอย่างมามิยะ กับยาเองาชิซึ่งมักจะเป็นตัวก่อเรื่องวุ่นวายนั้น ทำให้ทั้งคู่แทบจะกลายเป็นปรปักษ์กันด้วยซ้ำ ยาเองาชิสร้างความเดือดร้อนในโรงเรียนจนมามิยะต้องตักเตือนไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนจากแก๊งอื่นที่ต้องการทดสอบทายาทยาเองาชิ เข้ามาก่อเหตุวิวาทไม่เว้นแต่ละวัน เป็นเหตุให้มีเรื่องเกิดขึ้นในโรงเรียนไม่หยุดหย่อน ทั้งยังมีเด็กนักเรียนที่ถูกลูกน้องของยาเองาชิรังแกจนร้องไห้ไปก็มาก ขณะที่พวกอาจารย์ได้แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นด้วยหวาดกลัวอิทธิพลและความร้ายกาจของยากูซ่า
สำหรับมามิยะซึ่งเป็นคนมีมนุษยธรรมและยึดถือคุณธรรมมาโดยตลอดนั้น ยากูซ่าจึงนับว่าเป็นสิ่งที่ทั้งน่าหวาดกลัวและน่ารังเกียจ การตักเตือนยาเองาชิจึงเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมาก มิหนำซ้ำเมื่อได้ฟังคำพูดตักเตือนจากเขา ยาเองาชิก็เพียงแค่หัวเราะเยาะ พร้อมกับมองดูร่างบางด้วยสีหน้าท่าทางเยือกเย็นราวกับไม่ใส่ใจสิ่งใด แถมยังข่มขู่มามิยะเป็นการโต้ตอบแทบจะทุกครั้ง
และแล้ว เหตุการณ์ที่ทำให้มามิยะรู้ซึ้งถึงรสชาติของคำว่าเกลียดกลัว พร้อมทั้งตัดสินใจสรุปกับตัวเองได้ว่า ยากูซ่าไม่ว่ายังไงก็เป็นยากูซ่าวันยังค่ำนั้น ก็เกิดขึ้นในฤดูร้อนที่เขากำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสองนั่นเอง
กระป๋องเบียร์ในมือใกล้จะว่างเปล่าโดยที่เจ้าของแทบไม่รู้ตัว มามิยะถือกระป๋องไว้ในมือขณะเดินกลับไปนั่งบนโซฟา หลังจากนั้นสายตาก็ได้แต่จับจ้องอยู่ที่สมุดโน้ตซึ่งวางอยู่บนโต๊ะ สมุดที่บนปกเขียนด้วยลายมือว่า แก๊งยาเองาชิ'
เราจะหวั่นไหวเพราะเรื่องนี้ไม่ได้!
มามิยะนึกเพียงแค่อยากพยายามทำคดีนี้อย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้มีความรู้สึกใดติดค้างอยู่ในใจ
นอกเหนือจากเอกสารที่ได้มาจากที่ทำงานแล้ว ร่างบางยังพยายามแสวงหาและรวบรวมข้อมูลของแก๊งยาเองาชิให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือศูนย์ข้อมูลชุมชน รวมทั้งข้อมูลจากเหตุการณ์เลวร้ายซึ่งเคยเกิดขึ้นกับตนเองเมื่อสิบสามปีก่อน เหตุการณ์ที่ทำให้มามิยะมุ่งมั่นที่จะเป็นทนายความ เหตุการณ์ที่ต้องใช้ความพยายามทั้งร่างกายและจิตใจที่มีอยู่เพื่อลืมความเลวร้ายที่เกิดขึ้น จนกระทั่งพาตัวเองฝ่าฟันมาถึงจุดนี้ได้ในที่สุด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นยาเองาชิ หรือว่าแก๊งยาเองาชิ มามิยะก็ต้องรับมือให้ได้
ในช่วงที่ผ่านมานี้ แก๊งยาเองาชิยิ่งแผ่ขยายทั้งอำนาจและอิทธิพลมากขึ้น ส่งผลให้มีแก๊งต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์อยู่ใต้อำนาจมากมาย แก๊งยานาเสะที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ ก็เป็นหนึ่งในแก๊งลูกสมุนเหล่านั้น เขาพยายามคิดว่า แก๊งยาเองาชิคงไม่นึกอยากยื่นมือเข้ายุ่งวุ่นวายกับเรื่องไม่สำคัญของแก๊งเล็กๆ ใต้อำนาจเช่นนี้นัก ดังนั้นการที่ตัวยาเองาชิจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยยิ่งมีเปอร์เซนต์ความเป็นไปได้แทบจะเท่ากับศูนย์
อีกอย่าง ถึงจะได้พบกัน แต่ฝ่ายนั้นคงจะจำเราไม่ได้แล้วล่ะมั้ง
ร่างบางพึมพำเบาๆ แล้วหัวเราะให้กับตัวเอง ก่อนจะก้มลงมองกระป๋องเบียร์ในมือ เสียงของเหลวที่ติดค้างอยู่ในกระป๋องนั้นกระทบผิวซึ่งเป็นโลหะด้านในเบาๆ ทุกครั้ง แม้ว่าจะขยับมืออย่างแผ่วเบาสักเพียงใดก็ตาม
การให้ปากคำของพยานแรกในการพิจารณาครั้งที่สี่สิ้นสุดลง พยานของทั้งสองฝ่ายต่างก็ให้ปากคำออกมาตามที่คาดกันเอาไว้ หลังจากนั้นคณะผู้พิพากษาพร้อมด้วยทนายของทั้งสองฝ่าย ซึ่งได้แก่ มามิยะและนากะโจที่เป็นทนายความของฝ่ายตรงข้าม ก็พากันย้ายไปยังห้องข้างๆ
นากะโจเป็นทนายร่างท้วมวัยห้าสิบปีผู้มากด้วยประสบการณ์ และดูเหมือนว่าเขาจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับทางสมาพันธ์แก๊งยากูซ่า ก่อนหน้านี้ เขาได้คัดค้านประเด็นของพยานทางฝ่ายมามิยะด้วยถ้อยคำที่สุภาพ แต่กิริยาท่าทางนั้นกลับเรียกได้ว่าหนักไปทางข่มขู่เสียมากกว่า อีกทั้งยังเป็นคนประเภทที่จะไม่ยอมให้อีกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลของตนได้แม้แต่นิดเดียว
ถ้าอย่างนั้น ทางฝ่ายมามิยะซังจะจัดพยานมาให้การในครั้งต่อไปอย่างไร ?
มามิยะจัดเอกสารในมือไปพลางตอบคำถามของหัวหน้าคณะผู้พิพากษาไปด้วย
ครับ ก็คงมีพยานสองปากตามที่ได้เตรียมไว้ คือ ผู้ดูแลแมนชั่นกับผู้อาศัยที่อยู่ห้องหมายเลข 109 ครับ
ห้อง 109 ที่ว่า คือห้องข้าง ๆ กับห้องที่มีปัญหาใช่ไหมครับ ?
ครับ เป็นห้องที่อยู่ถัดไปทางด้านซ้ายมือครับ
ทางฝ่ายผมก็มีพยานสองคนเช่นเดียวกัน คือ นายหน้าจัดขายที่ดิน และสถาปนิกที่ก่อสร้างครับ
สถาปนิกคนนี้ คือสถาปนิกที่เป็นผู้จัดการดูแลการก่อสร้างแมนชั่นอย่างนั้นหรือครับ ?
เปล่าครับ...เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงซ่อมแซมโดยติดต่อผ่านทางบริษัทก่อสร้างน่ะครับ
นากะโจตอบอย่างคลุมเครือพร้อมทั้งรอยยิ้มเยือกเย็น แล้วจึงหันหน้ามามองมามิยะด้วยดวงตาที่แฝงเลศนัยบางอย่าง ดวงตาที่เหมือนจะบอกว่า ไม่ว่าอย่างไร มามิยะก็จะไม่มีทางได้รับรู้ข้อมูลของฝ่ายตน และท้ายที่สุดเขานี่แหละจะเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้ามที่มีทนายอ่อนหัดเช่นนี้
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากได้รูปราวกับจะบอกให้อีกฝ่ายทราบว่า แม้ตนจะยังอ่อนอาวุโสและประสบการณ์อย่างยิ่งเมื่อเทียบกับนากะโจ แต่ก็ไม่ใช่ทนายที่จะยอมให้คนเจ้าเล่ห์มาเคี้ยวเล่นได้ง่ายๆ
ทราบแล้วครับ ถ้าอย่างนั้น การพิจารณาคดีครั้งต่อไป ก็ให้เป็นไปตามหมายกำหนดการ คือหลังจากนี้อีกสองอาทิตย์นะครับ
ทั้งมามิยะและนากะโจต่างก็รับคำพร้อมๆ กัน
มามิยะเดินเรื่อยมาตามทางเดินที่ทอดยาวผ่านด้านในของตัวอาคาร จนกระทั่งเมื่อถึงด้านหลังของอาคารศาล ร่างบอบบางก็หยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะระบายลมหายใจออกมาอย่างเคร่งเครียด
ผู้ชายคนนั้น. . .ต้องเป็นยาเองาชิไม่ผิดแน่
ทั้งที่เป็นแค่คดีเล็กๆ ของแก๊งที่อยู่ใต้อำนาจเท่านั้น แต่ทำไมยาเองาชิถึงกับต้องเดินทางมาที่นี่ด้วยตัวเองด้วยนะ
ในขณะที่กำลังจมอยู่กับความคิด กลุ่มชายชุดดำซึ่งดูคล้ายกับพวกที่เห็นในห้องพิจารณาคดีก็เดินตรงเข้ามาเหมือนจะล้อมมามิยะ ถ้าเดาไม่ผิดล่ะก็พวกนี้คงมาตามคำสั่งของทนายนากะโจ
มามิยะรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อให้ถึงประตูกระจกซึ่งเป็นทางออกของศาล แสงสว่างที่ลอดผ่านประตูนั้นดูเหมือนจะค่อยๆ ใกล้เข้ามาทุกที ทว่า...ความสว่างไสวที่เข้าใจมาโดยตลอดว่าเป็นแสงแห่งอิสรภาพนั้นกลับถูกเงามืดเข้าบดบัง ภาพกลุ่มชายในชุดสูทสีดำที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าทำให้ชายหนุ่มถึงกับชะงัก นัยน์ตาเย็นชาของยานาเสะและริมฝีปากที่ปรากฏยิ้มเยาะของนากะโจค่อยๆ พุ่งตรงเข้าไปสั่นคลอนความเข้มแข็งที่เคยมี เขาไม่อยากจะคาดเดาสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเลย
เดินช้าจังนะมามิยะ
เสียงทุ่มต่ำอันแผ่วเบาที่ได้ยินนั้นทำให้มามิยะถึงกับชาไปทั้งร่าง ราวกับมีกระแสไฟวิ่งพล่านไปทั่วกาย ในขณะที่มีเสียงฝีเท้าจากประตูกระจกดังขึ้นแล้วค่อยๆ ขยับใกล้เข้ามา
ไม่ได้เจอกันนาน...สบายดีหรือเปล่า ?
ยาเองาชิเอ่ยราวกับกำลังทักทายเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบเจอกันมานาน
มามิยะถึงกับกลั้นหายใจ เมื่อนัยน์ตาสีรัตติกาลของตนสบเข้ากับดวงตาคมกริบคู่นั้น
หากคิดว่าบุรุษที่อยู่เบื้องหน้านี้ คือทายาทของแก๊งยากูซ่าอันทรงเกียรติ ก็นับว่ายาเองาชิเป็นผู้ชายที่มีรสนิยมดีอยู่ไม่น้อย เรือนร่างแข็งแกร่งที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อนั้นช่างดูสง่างามเมื่ออยู่ภายใต้สูทสีเทาเข้มเกือบดำ เสื้อเชิ้ตตัวในสีดำสนิทนั้นทอมาจากผ้าไหมชั้นดีเข้ากับเนคไทสีเทาเข้ม ตรงปกเสื้อด้านในมีประกายสีทองของเข็มกลัดที่แสดงถึงฐานะของชายหนุ่ม อีกทั้งเครื่องประดับที่เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา แหวนหรือแม้กระทั่งรองเท้าก็ล้วนแต่เป็นของดีมีราคาแทบทั้งสิ้น
ไม่คิดจะทักทายกันบ้างหรือไง ? หรือว่าจำฉันไม่ได้แล้ว มามิยะ
นัยน์ตาสีดำหลุบลงด้วยท่าทีที่สงบราวกับจะสะกดสายตาทุกคู่ ขณะที่ประกายไฟแช็คในมือขวาถูกจุดขึ้น ตามด้วยกลุ่มควันสีเทาบางเบาจากบุหรี่ที่อยู่ในปากได้รูป เมื่อผสานเข้ากับแสงแดดสีทองที่สะท้อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ก็ยังต้องยอมรับว่าเป็นภาพที่งดงามเกินกว่าที่จะจินตนาการได้
กรุณางดสูบบุหรี่ในสถานที่ราชการด้วยครับ
เสียงใสกังวานขึ้นอย่างสงบนิ่ง ดวงหน้าหวานที่แสร้งว่าเข้มแข็งนั้นจับจ้องใบหน้าของยาเองาชิราวกับเห็นอีกฝ่ายเป็นเพียงวัตถุไร้ค่า
ความเงียบงันที่เกิดขึ้นแม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ แต่ก็ทำให้เหล่าบอดี้การ์ดของยาเองาชิเริ่มแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ขอเพียงชายหนุ่มออกคำสั่ง ทุกคนในที่นั้นก็พร้อมที่จะตรงเข้าสั่งสอนผู้ชายที่ไร้มารยาทคนนี้แน่
เฮ้ย! พวกแกตรงนี้ห้ามสูบบุหรี่ ถ้าจะสูบก็ไปไกลๆ ซะ
ทราบแล้วครับ. . . คุมิโช
ก้นบุหรี่ถูกทิ้งลงจากปลายนิ้วทันทีที่สิ้นเสียงตอบรับ ประกายไฟเล็กๆ กระเด็นออกมาจากใต้พื้นรองเท้าหนังชั้นดีที่บดขยี้มันจนมอด ทั้งนากาเสะและนากะโจยืนรอให้ลูกน้องของยาเองาชิทยอยออกไปจนหมดแล้วจึงค่อยๆ ขยับเข้ามายืนเคียงข้างร่างสูงทั้งด้านซ้ายและขวา
ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องขอตัวไปเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีก่อนนะครับ
ฝากขอบพระคุณนายท่านและรุ่นที่สองด้วยนะครับที่กรุณาสละเวลามาในวันนี้
เสียงหัวเราะแผ่วเบาราวกับตอบรับชายทั้งสองที่กำลังค้อมตัวลงต่ำเพื่อแสดงความนอบน้อม
ได้ยินมาว่า ทนายของอีกฝ่ายเป็นถึงทนายความที่มาจากสำนักงานอันโด วันนี้เลยตั้งใจมาดูให้เห็นกับตา...ก็นับว่าเก่งสมคำร่ำลือจริงๆ
ประกายสายตาแรงกล้าดุจพญาอินทรีพุ่งเข้ามาจับจ้องร่างบางด้วยอารมณ์ที่ยากจะหยั่งถึง ส่งผลให้ชายที่อยู่เบื้องหลังถึงกับหายใจติดขัดไปตามๆ กัน
ขอตัวก่อนนะครับ
เสียงใสดังแทรกขึ้นด้วยอยากยุติหัวข้อสนทนาในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้โดยเร็ว เพราะนอกจากเขาจะต้องกลับไปที่สำนักงานเพื่อชี้แจงเรื่องความคืบหน้าของคดีความให้กับบรรดาผู้อาศัยแล้ว มามิยะยังไม่ปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกับชายที่อยู่ตรงหน้านี้อีกแม้เพียงวินาทีเดียว
เดียวก่อนสิ...มามิยะ
ฝ่ามือแข็งแกร็งที่สัมผัสลงบนลาดไหล่บอบบางนั้นฉุดรั้งราวกับอาลัยอาวรณ์ต่อการจากไปของคนตรงหน้า หากเจ้าของร่างกลับไม่มีทีท่าจะใส่ใจ ด้วยเหตุที่ว่า ขณะนี้นอกเหนือจากเรื่องคดีความแล้ว เขาก็ไม่อยากเก็บเอาเรื่องใดมาคิดรบกวนจิตใจอีกต่อไป
มามิยะตัดสินใจรวบรวมความกล้าที่มีอยู่ทั้งหมด ยกท่อนแขนขึ้นแล้วสะบัดออกอย่างแรงเพื่อให้หลุดพ้นจากเหนี่ยวรั้งของอีกฝ่าย การกระทำเช่นนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้ที่อยู่รอบข้าง แม้กระทั่งยาเองาชิเองก็ยังคาดไม่ถึง ดวงตาคมเข้มจ้องมองร่างบางด้วยแววตาที่แปรเปลี่ยนไปชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งเฉยดังเช่นปกติ
ยังบอบบางเหมือนเคยเลยนะมามิยะ...อุตส่าห์ได้เจอกันทั้งที เราจะไม่ไปดื่มด้วยกันหน่อยเหรอ ฉันมีเรื่องที่อยากคุยกับนาย ถ้าไงคืนนี้...
ขอปฏิเสธ!
เสียงหวานดังแทรกขึ้นอย่างไม่ยอมเปิดโอกาสให้ชายหนุ่มได้พูดจนจบประโยค ทำไมคนอย่างยาเองาชิถึงต้องเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของเขาอยู่เรื่อยนะ
ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับนาย
มามิยะ!
มามิยะรีบก้าวเท้าจากไปโดยไม่หันกลับมามอง สร้างความรู้สึกขุ่นมัวขึ้นในจิตใจของผู้ที่ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลัง คนที่ถูกกระทำราวกับว่าไม่มีตัวตน
แต่ทว่า...ในความขุ่นข้องนี้ ร่างบางกลับมีความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความสุขเกิดขึ้นที่ใดสักแห่งภายในเบื้องลึกของหัวใจ
ประตูกระจกอัตโนมัติเลื่อนออกทันทีที่มามิยะเดินเข้าไปใกล้ เขารู้สึกถึงกลิ่นไอของแสงแดดที่สาดส่องจากภายนอก สายลมอบอุ่นพัดผ่านเข้ามาสัมผัสอย่างอ่อนโยนราวกับจะปัดเป่าความเคร่งเครียดให้ผ่านเลยไป
นายนี่...ไม่เปลี่ยนไปสักนิด
..............................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่2 [ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ]
จะลองฟังข้อเสนอของฉันดูก่อนไหม?
ร่างบางรับประทานอาหารน้อยเสียจนผู้เป็นเจ้ามือเกือบจะถามออกไปแล้วว่า อาหารที่นี่รสชาติแย่มากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ที่จริงจนถึงขณะนี้ มามิยะก็ยังมิได้ปริปากพูดกับตนเลยแม้แต่คำเดียว แต่รุ่นสองของแก็งยาเองาชิกลับคิดว่านั่งรอดูปฏิกิริยาดื้อดึงนี้อยู่เงียบๆ ดูซิว่าจะทำอย่างไรอีก
จะเสนอมาก็ได้... แต่ฉันจะยอมรับหรือไม่นั้นคงต้องลองฟังดูก่อนนี่! ยาเองาชิ!
ปลายเสียงตวาดลั่นเมื่อรู้สึกว่าปลายเท้าของอีกฝ่ายยื่นมาแตะสัมผัสขาเก้าอี้ของตนราวกับจะกลั่นแกล้ง
เอ๊ะ?
ในที่สุด นายก็เรียกชื่อฉันออกมาจนได้
ปลายเท้าซุกซนขยับออกจากขาเก้าอี้อย่างง่ายดาย ทันทีที่พูดจบมือแกร่งก็ยื่นออกมาราวกับต้องการจะสัมผัสไหล่บอบบางนั้น แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักเพราะโต๊ะที่ขวางกั้นอยู่ระหว่างทั้งคู่อยู่
นั่นสิ...ทำไมดวงตาคมคู่นี้ถึงได้ติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขามาตลอดเวลา
ร่างบางได้แต่ครุ่นคิดกับตัวเองอย่างอ่อนใจ แม้จะได้รับการสั่งสอนมาว่าทนายความจะต้องไม่หวั่นไหวหรือใจอ่อนกับคนของฝ่ายตรงข้าม ต้องเด็ดขาดและเข้มแข็ง จึงจะนับว่าเป็นทนายความที่ดี ถึงจะรู้อย่างนั้น แต่มันก็ยังเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ลำบากเหลือเกิน
บอกไปแล้วนะว่าฉันไม่มีเรื่องจะพูดกับนาย แต่ถ้าอยากให้ฟังข้อเสนอก็รีบว่ามา
พูดจาสมกับเป็นทนายความจริงๆ เลยนะ
สายตาและรอยยิ้มเป็นมิตรนั้นทำให้ไหล่บางเริ่มสั่น แม้ในช่วงไม่ถึงห้านาทีที่ผ่านมามามิยะจะเฝ้าบอกตัวเองไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งว่าห้ามหวั่นไหวกับผู้ชายคนนี้เด็ดขาด
ยาเองาชิ... ถ้านายไม่มีอะไรจะพูดกับฉันแล้วล่ะก็ ฉันจะขอตัวกลับล่ะนะ...
อย่าใจร้อนสิ เรื่องที่จะคุยกันน่ะ เอาไว้หลังจากกินข้าวเสร็จก่อนก็ได้ ฉันเป็นพวกไม่ชอบพูดเวลากินเสียด้วยสิ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ร่างบางก็ได้แต่ขบริมฝีปาก ไม่เคยคิดอยากจะร่วมโต๊ะอาหารหรือว่าอยากจะยุ่งเกี่ยวกับยาเองาชิเลยแม้แต่น้อย แต่เขาก็ไม่สามารถกลับออกไปโดยที่ยังไม่ได้ฟังข้อเสนอซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกสุดท้ายนี้ได้ ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้ ก็มีเพียงแค่บอกตัวเองให้ใจเย็นๆ เข้าไว้ ถึงแม้ว่าตนจะรังเกียจยาเองาชิมากแค่ไหนก็ตาม
ดื่มอีกสิ
มือแกร่งเลื่อนมาพยายามจะรินเหล้าให้ เมื่อสังเกตเห็นแก้วที่วางอยู่ตรงข้ามกันนั้นเริ่มจะพร่องไป
ไม่ล่ะ ฉันไม่ได้คิดจะมาดื่มหรือกินอะไรอยู่แล้ว
มามิยะแอบคิดต่อในใจว่า ความจริงอยากกลับตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นหน้านายเสียด้วยซ้ำ
เมื่อถูกคะยั้นคะยอมากเข้า แถมด้วยคำถามว่า รังเกียจเหล้าที่ฉันสั่งมากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?
สุดท้ายร่างบางก็จำเป็นต้องดื่มเข้าไปอีกจนได้
ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่า นายจะมาเป็นทนาย ก่อนหน้านี้เคยได้ยินว่าจะสอบเข้าคณะแพทย์นี่นา
แล้วอย่างนี้ ครอบครัวนายที่เป็นหมอกันทั้งตระกูล เขายอมอนุญาตได้ยังไง?
...
แต่ฉันก็ไม่ได้หมายความว่านายไม่มีความสามารถพอจะเป็นทนายความหรอกนะ
ฉันก็ไม่ได้คิดมากอะไรขนาดนั้นนี่...
มามิยะเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ควรจะตอบชายหนุ่มว่าอย่างไร ในขณะที่ยาเองาชิยังคงดื่มเหล้าพร้อมกับชวนคุยเรื่องสัพเพเหระต่างๆ นาๆ ด้วยท่าทางสบายอกสบายใจ
เรียวนิ้วขยับขึ้นคลายปมของเนคไท ขณะที่เรือนร่างอันสง่างามยังคงพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย เสื้อสูทเนื้อดีถูกพับขึ้นไปจนถึงข้อศอก มองดูแล้วแทบไม่รู้สึกเลยสักนิดว่า แท้จริงแล้วเจ้าของร่างนี้เป็นยากูซ่า
ขอประทานโทษครับ...รุ่นที่สอง...ไม่ทราบว่า ผมพอจะขอรบกวนเวลาของท่านสักนิดได้ไหมครับ?
วินาทีที่เสียงทุ้มต่ำดังลอดผ่านบานประตูเลื่อนเข้ามา ใบหน้าคมก็แปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยประดุจน้ำแข็ง
เข้ามาได้ นิชิมุระ
เนคไทถูกจัดเข้าที่เหมือนก่อนที่จะได้พบกับมามิยะ แขนเสื้อก็ถูกดึงลงมาเสียจนตึงเรียบเช่นเดียวกันประตูบานเลื่อนค่อยๆ เปิดออกจนเห็นร่างของชายผู้คนหนึ่งที่เดินเข้ามาอย่างนอบน้อม
เรื่องที่ทางเราได้ผ่อนผันค่าเช่าที่ให้น่ะครับ ตอนนี้เริ่มเกิดปัญหาใหญ่แล้วครับ
เรื่องเป็นอย่างไร ว่ามา
ชายร่างสูงใหญ่อายุราวสี่สิบกว่าปี คุกเข่าลงข้างเก้าอี้ของยาเองาชิ ก่อนจะกระซิบอะไรบางอย่าง ที่มามิยะพอจะจับใจความได้เพียงแค่คำเดียวว่า ที่จริงแล้ว... หลังจากนั้น คำพูดต่อมาก็มีเพียงยาเองาชิผู้เดียวเท่านั้นที่ได้ยิน
ไปจัดการให้เรียบร้อย ทำตามอย่างที่ฉันเคยสั่งไว้ อย่าให้มีอะไรผิดพลาด
รอยยิ้มเย็นชาจุดขึ้นบนริมฝีปาก ช่างเป็นรอยยิ้มที่น่าหวาดกลัวเสียจนมามิยะยังรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูกสันหลัง ส่วนนิชิมุระนั้นตอบเพียงสั้นๆ ว่า ทราบแล้วครับ...คุมิโช แล้วจึงเดินออกจากห้องรับรองไปอย่างระมัดระวังไม่แตกต่างจากตอนที่เดินเข้ามา
เมื่อบานประตูเลื่อนถูกปิดลง ยาเองาชิก็ยังคงนั่งยิ้มอย่างมีเลศนัยพร้อมกับดื่มเหล้าต่อไปด้วยท่าทางหยิ่งผยอง ภาพที่สะท้อนเข้ามานั้นทำให้ร่างบางรู้สึกสั่นสะท้านไปทั่วกาย
หลังจากที่ทั้งคู่รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย ยาเองาชิก็เรียกพนักงานเข้ามาเก็บโต๊ะพร้อมกับสั่งห้ามไม่ให้ใครเข้ามารบกวน
ดวงตาคมเข้มนั้นจับจ้องมายังเสี้ยวหน้างดงามชั่วครู่ ก่อนที่จะขยับเก้าอี้ให้เข้ามาใกล้มามิยะมากยิ่งขึ้น
ถ้าอยากให้เรื่องทุกอย่างยุติลงล่ะก็...จ่ายมาทั้งหมดห้าสิบล้าน
อะ... ใบหน้าของมามิยะซีดเสียจนแทบจะเป็นสีเดียวกับกระดาษ
ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะ ถ้าอยากให้ยานาเสะเลิกใช้ห้องในแมนชั่นนั้นเป็นออฟฟิศแล้วก็ย้ายออกโดยไม่มีเงื่อนไขล่ะก็ ทางนายต้องจ่ายมาห้าสิบล้านเยน
จะบ้าเหรอ! ใครจะไปมีปัญญาจ่ายเงินตั้งมากมายขนาดนั้น!
มากเกินไปงั้นเหรอ?
ดวงตาสีเดียวกับราตรีมืดสนิทจ้องมองราวกับกำลังเยาะเย้ย
ค่าเช่าสมัยนี้ไม่ใช่ถูกๆ นะ พอย้ายออกมาแล้ว ยานาเสะก็ต้องไปหาสำนักงานใหม่ที่อื่นอีก แต่ทางนายน่ะ แค่จ่ายเงินมาทุกอย่างก็เรียบร้อย แล้วยังบอกว่าแพง จะไม่เอาเปรียบกันไปหน่อยเหรอ?
ร่างบางขบริมฝีปากแน่น นึกอยู่แล้วเชียวพวกยากูซ่าไม่ว่าหน้าไหนก็เห็นแก่เงินทั้งนั้น
นายเรียกเงินขนาดนั้น ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าทางนี้ไม่มีทางหามาจ่ายได้อย่างนั้นน่ะเหรอ
ทำไมไม่คิดตั้งแต่แรกนะว่าเงื่อนไขที่ชายหนุ่มต้องการก็น่าจะมีแค่เรื่องเงินเท่านั้น แล้วผู้อาศัยที่ส่วนใหญ่เป็นเพียงพนักงานกินเงินเดือน จะหาเงินจำนวนมากมายขนาดนั้นมาได้อย่างไร
อันที่จริงแล้ว คนที่ออกเงินซ่อมแซมแมนชั่นที่เก่าเสียจนทรุดโทรมนั่นก็คือทางยานาเสะ แล้วค่าซ่อมแซมแมนชั่นที่สร้างมานับสิบปีก็ไม่ใช่น้อยๆ แต่ก็ยังยอมย้ายออกเพื่อเงินเพียงแค่นี้ ทางฝ่ายนายไม่น่าจะเรียกร้องอะไรให้วุ่นวายมากไปกว่านี้นะ แต่ถ้ายังคิดว่ามากเกินไป ฉันจะยอมลดให้เหลือสักสี่สิบล้านก็แล้วกัน พอใจหรือยังล่ะ มามิยะ...?
ยาเองาชิพูดเสียงเรียบทั้งที่ยังยกยิ้มมุมปาก ท่าทางไม่หยี่ระกับร่างบางที่กำลังจ้องมองมาที่ตนอย่างตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคำพูดแบบนี้จะหลุดออกมาจากปากของผู้ชายตรงหน้าได้ แถมท่าทางที่แสดงออกมานั้นก็ช่างยียวนเสียจนเขาแทบจะระงับอารมณ์ไว้ไม่อยู่
ถ้าเช่นนั้นล่ะก็ ทางฝ่ายฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก การเจรจาทั้งหมดยุติลงเพียงเท่านี้
แทนที่จะพูดด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านของตน มามิยะกลับเอ่ยสรุปด้วยคำพูดแบบทนาย แต่การที่ร่างบางเลือกใช้เหตุผลเข้ายุติปัญหาแบบนี้กลับทำให้ยาเองาชิรู้สึกชื่นชมอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่าสีหน้าและแววตาของเขาจะยังเรียบเฉยเสียจนละม้ายรูปปั้นหินอ่อนที่เย็นชาก็เถอะ
ถ้าอย่างนั้น... หากไม่ใช่เงิน... แต่เป็นของสำคัญอย่างอื่นแทนล่ะ?
ของสำคัญ... อย่างอื่น...
ร่างสูงลุกขึ้นจากเก้าอี้ค่อยๆ เดินเข้ามาหามามิยะ ทุกก้าวที่เขาเยื้องย่างช่างดูแล้วราวกับหมาป่าสีดำที่กำลังจะตรงเข้าตะครุบเหยื่อ ท่าทางนั้นทำให้ร่างบางรู้สึกถึงอันตรายที่แฝงอยู่ภายใน ความรู้สึกกดดันแผ่ซ่านออกมานั้นทำให้เขาหวาดหวั่นเสียจนไม่อาจทนอยู่ในสถานการณ์นี้ได้อีกต่อไป แต่ในขณะที่กำลังจะลุกขึ้น ร่างกายกลับอ่อนแรงลง ร่างบอบบางค่อยๆ ล้มลงในอ้อมแขนแข็งแรงของยาเองาชิที่ยื่นเข้ามารับไว้ได้พอดี ถึงแม้ว่าเขาอยากจะต่อต้านผู้ชายคนนี้ซักเท่าไหร่ แต่ทั้งมือและขากลับมิอาจขยับได้ตามคำสั่ง
อะ...ไรกัน...? ทำไม...
ไม่เพียงแต่ร่างกายเท่านั้นที่อ่อนแรง มามิยะรู้สึกเหมือนกับว่า สติของเขาก็เริ่มเลือนลางเสียจนน้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นกำลังขาดเป็นช่วงๆ
ในที่สุดนายก็หนีฉันไม่พ้นแล้วนะ
เสียงหัวเราะดังแผ่วเบามาจากทางด้านหลัง เมื่อมามิยะพยายามจะหันกลับไปหาต้นเสียง ใบหน้าของเขาก็ปะทะเข้ากับใบหน้าคมที่เข้ามาใกล้เสียจนแทบจะแนบชิด
ไม่จริง นี่นาย... ฉันหรือ...
ไม่จริงใช่ไหม...นี่เราถูกยาเองาชิวางยาอย่างนั้นหรือ
มือแกร่งลูบไล้ใบหน้างดงามที่ตกอยู่ในอ้อมกอดของตน แล้วจึงกล่าวคำบางคำที่จงใจเน้นเพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจสภาพของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
รู้สึกตัวช้าจังเลยนะ...มามิยะ
หลังจากนั้นร่างไร้เรี่ยวแรงก็ถูกชายหนุ่มตวัดอุ้มไว้ แล้วพาไปยังประตูที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าที่อยู่ตรงผนังทางด้านหนึ่ง เมื่อบานประตูถูกเลื่อนออก ก็พบกับทางเดินที่นำไปสู่อีกห้องหนึ่งซึ่งอยู่ลึกเข้าไป
ยาเองาชิเดินเข้าไปภายในห้องนั้นแล้วจึงค่อยๆ วางร่างของมามิยะลงอย่างอ่อนโยน
จะ ทำ... อ๊ะ...!
ร่างบางถึงกับสะดุ้งเมื่อพบว่าร่างของตนไม่ได้อยู่บนพื้นที่ปูด้วยเสื่อทาทามิ แต่อยู่บนฟูกผืนใหญ่หนานุ่ม เมื่อเขากวาดสายตาไปรอบข้างก็พบโคมไฟแบบเดียวกันตั้งอยู่ข้างฟูกนอนทั้งด้านซ้ายและด้านขวา
คิดจะทำอะไรของนายน่ะ ยาเองาชิ !
ตอนนี้มามิยะแทบจะขยับริมฝีปากไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังพยายามตะโกนออกมาจนสุดเสียง ทว่าเสียงที่หลุดออกมาจากลำคอกลับแผ่วโหยเสียจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ
ก็บอกแล้วนี้ ถึงจะไม่ใช่เงิน... แต่เป็นของสำคัญอย่างอื่นแทนก็ได้
มือแกร่งปลดเนคไทกับเสื้อสูทราคาแพงออก ดวงตาสีรัตติกาลจับจ้องอยู่กับร่างบางที่นอนเคียงข้าง
ละ... ล้อเล่นน่า!
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นกำลังสั่นระริกจนแม้แต่เจ้าของยังคิดไม่ถึง เพียงแค่คิดว่ายาเองาชิจะทำอะไรกับร่างกายของตน มามิยะก็รู้สึกหวาดหวั่นเสียจนแทบจะสิ้นสติ แต่ถึงเขาจะอยากหลีกหนีไปจากสถานที่แห่งนี้มากเท่าไร ผนังอีกด้านหนึ่งที่มีประตูทางออกนั้นก็ถูกลงกลอนเอาไว้อย่างแน่นหนาเสียแล้ว
แต่สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าที่ทุกอย่างกลับเป็น ร่างกายของเขาเอง ตอนนี้แม้กระทั่งเรี่ยวแรงที่จะขัดขืนก็แทบมลายหายไปหมด นัยน์ตาคู่งามที่เคยทอดประกายแจ่มใสบัดนี้เริ่มมัวหมอง ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าค่อยๆ เลือนรางลงเรื่อยๆ
ไม่ได้ล้อเล่นหรอก ฉันพูดจริงๆ
ยาเองาชินั่งลงบนฟูก ก่อนที่จะดึงร่างของมามิยะเข้ามาแนบชิดกับเรือนร่างของตน
แต่ฉันยังไม่ได้ตกลงรับข้อเสนออะไรของนายเลยนะ!
ถ้างั้นก็รับซะสิ
ยาเองาชิพูดตัดบท แล้วค่อยๆ โน้มกายลงมาหาร่างบางที่ขณะนี้ใบหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ
อะ... อือ... อื้อ...
ในที่สุดริมฝีปากของชายหนุ่มก็ค่อยๆ บดประทับลงบนริมฝีปากอ่อนนุ่ม ทันทีที่ร่างบางรับสัมผัสอันร้อนแรงนั้น มือที่ไร้เรี่ยวแรงทั้งสองข้างก็พยายามผลักไสแผ่นอกแข็งแกร่งให้ออกไปจากร่างตน
ปล่อยนะ
ร่างสูงสังเกตเห็นท่าทีต่อต้านนั้นจึงยอมถอนริมฝีปากผละออกเพียงชั่วครู่ มือบอบบางที่ต่อต้านเขาอยู่นี้ช่างอ่อนแรงเสียจนแทบไม่รู้สึกถึงแรงผลัก การขัดขืนของอีกฝ่ายทำให้เขาหยุดชะงักเพียงแค่อึดใจ คราวนี้ริมฝีปากนุ่มบดเบียดริมฝีปากบางอย่างหนักหน่วงรุนแรงเสียยิ่งกว่าตอนแรก ฝ่ามือแข็งแกร่งค่อยๆ สอดแทรกเข้าไปภายในเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ย เพื่อสัมผัสผิวกายอันอ่อนนุ่มละมุนละไมที่ซุกซ่อนอยู่
ปะ... ปล่อ... ย...
ริมฝีปากของชายหนุ่มตักตวงความสุขจากร่างบางเสียจนพอใจแล้วจึงได้ถอดถอนออกไป ถึงตอนนี้ริมฝีปากของมามิยะก็เปิดออกเพื่อหอบหายใจ พยายามรับอากาศเข้าไปภายในร่างกายให้ได้มากที่สุด สติที่หลุดลอยไปชั่วครู่ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง เมื่อแวบคิดถึงจุมพิตเร่าร้อนเมื่อครู่แล้วก็พบว่า เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจสัมผัสของชายหนุ่มตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนด้วย
ท่อนแขนแข็งแรงโอบรอบเอวบางเอาไว้จากทางด้านหลัง มือใหญ่ลดลงดึงเนคไท พร้อมกับค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อของร่างบางออกด้วยท่าทีเชี่ยวชาญ แล้วเสื้อเชิ้ตก็ถูกถอดออกจากร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงอย่างง่ายดาย เมื่อเรือนร่างท่อนบนเริ่มเปลือยเปล่า มือแกร่งก็ตรงเข้าสัมผัสลูบไล้ไปทั่ว และแล้ว...ความทรงจำที่อยากลืมเลือนก็ค่อยๆ แทรกผ่านเข้ามาในห้วงความคิดที่กำลังสับสนวุ่นวายอีกครั้ง...
ไม่เอานะ... ยาเองาชิ... ยะ หยุดนะ...!
เหงื่อที่ค่อยๆ ไหลซึมออกมานั้นก็เย็นเฉียบเสียจนมามิยะรู้สึกได้ถึงความหนาวยะเยือกที่แล่นริ้วไปทั่วกาย คำพูดที่เปล่งออกมาอย่างสุดเสียงนั้นก็ฟังดูเจ็บปวดเสียราวกับเสียงหวีดร้องอันทุกข์ทรมานของนักโทษประหาร
นัยน์ตาสีดำสนิทเบิกออกกว้างด้วยความตกใจ มือแกร่งที่กำลังลูบไล้สัมผัสเรือนร่างบอบบางอยู่นั้นถึงกับหยุดชะงัก
หยุดเถอะ...นะ...ยาเองาชิ ถ้านาย...ทำเรื่องแบบนี้ล่ะก็...มันจะกลายเป็นคดีอาญานะ
มามิยะพยายามรวบรวมคำพูดที่ตนพอจะนึกได้ภายใต้สติอันเลือนรางนี้ เขาพยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากอ้อมกอดของชายหนุ่ม ฤทธิ์ยาภายในกายส่งผลให้ร่างบางไม่สามารถขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว เรี่ยวแรงค่อยๆ หมดลง สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ แม้กระทั่งเสียงที่เปล่งออกมาก็ช่างสั่นเครือราวกับจะร้องไห้
ก็ช่างมันสิ จะเป็นอะไรยังไงก็ช่าง แต่ว่าก่อนอื่นนะ มามิยะ...
ยาเองาชิจับจ้องใบหน้างดงามของฝ่ายตรงข้ามอย่างพิจารณา ก่อนที่จะถอดเสื้อผ้าของตนออกไปโยนลงข้างฟูกหนานุ่ม แล้วจึงดึงเสื้อเชิ้ตสีขาวออกจากเรือนร่างของคนที่ตกอยู่ในกำมือ
ให้ฉันได้กอดนายก่อนเถอะ
เมื่อเสื้อเชิ้ตถูกปลดออกจากไหล่กว้าง ภาพที่สะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาสีดำสนิทก็คือมังกรสีน้ำเงิน รอยสักรูปมังกรที่ถูกวาดไว้อย่างประณีตราวกับกำลังมีชีวิตนั้นโอบล้อมพันอยู่บริเวณไหล่แข็งแกร่งจรดไปถึงด้านหลังที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม มองดูแล้วช่างงดงามราวกับศิลปะชั้นสูง
ฉันเป็นยากูซ่านี่นะ...ก็ต้องใช้วิธีสกปรกแบบยากูซ่าอยู่แล้วล่ะ...
ร่างสูงกระชากคนตัวเล็กกว่าให้คว่ำลงบนฟูก ก่อนที่จะก้มลงจุมพิตผิวเนียนนุ่มค่อยๆ ขบเม้มทิ้งรอยประทับสีชมพูเอาไว้จนทั่ว ตั้งแต่บริเวณแผ่นหลังจรดไปจนถึงเอวคอด
อะ... อ๊ะ...
มือแข็งแกร่งของยาเองาชิตรึงข้อมือเรียวเล็กเอาไว้ให้นิ่งอยู่กับที่ เขาพลิกร่างที่อยู่บนฟูกให้หันมาเผชิญหน้ากับตน ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนยอดอกสีชมพูแล้วค่อยๆ โลมไล้ต่ำลงมาเรื่อยๆ จนถึงหน้าท้องเนียนเรียบ แล้วมามิยะก็ถึงกับสะดุ้ง เมื่อริมฝีปากร้อนรุ่มนั้นตรงเข้าครอบครองสิ่งที่อยู่ตรงบริเวณสะโพก เขารู้สึกราวกับว่ามังกรสีน้ำเงินอันแสนงดงามตัวนั้นกำลังกลืนกินร่างกายของตนเข้าไปทีละน้อย
ไม่... นะ... ปล่อ... ย... ไม่...
ร่างบางรับรู้ว่ากางเกงของตนถูกปลดออกไป ก่อนที่จะรู้สึกถึงแรงบีบตรงพวงแก้ม และเมื่อลืมตาขึ้น เขาก็เห็นมือหยาบกระด้างของยาเองาชิอยู่ตรงบริเวณโหนกแก้มของตน
ร้องเสียงดังขนาดนั้น...ไม่กลัวใครได้ยินเข้าหรือไง?
...!
ริมฝีปากบางขบกันแน่นพยายามไม่ให้เสียงใดๆ หลุดลอดออกมอีก ตอนแรกเขาหวังว่า หากมีใครเข้ามาได้ยินเสียงร้องของตน เขาก็อาจจะได้รับการช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากสภาพอันน่าอับอายนี้ได้ แต่ทว่ามามิยะก็เป็นผู้ชาย การที่ถูกผู้ชายด้วยกันปฏิบัติราวกับว่าตนเองเป็นผู้หญิงนั้น ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บปวดเสียจนตัดสินใจว่า จะไม่ยอมให้ใครมาเห็นตนในสภาพเยี่ยงนี้แน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบุคคลผู้นั้นเป็นคนที่รู้จักมามิยะในฐานะทนาย ความน่าเชื่อถือของเขาก็คงถูกทำลายลงจนหมดสิ้น
ที่นายร้องเสียงดังขนาดนี้ คงอยากยั่วให้ฉันทำเร็วๆ สินะ
ใบหน้าสวยค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ ความโกรธเกรี้ยวแล่นพล่านไปทั่วกาย
ยาเองาชิ...ตอนนั้น...เป็นนายจริงๆ สินะ...ที่...
มามิยะกลืนคำพูดที่เหลือหายกลับเข้าไปในลำคอ นัยน์ตาสีดำสนิทเหมือนจะมีหยาดน้ำเอ่อคลอนั้นค่อยๆ ปิดลงช้าๆ ร่างบางหันใบหน้าของตนหนีให้พ้นจากสายตาที่กำลังตรงเข้าทิ่มแทงไปถึงภายในจิตใจ
หือ? เป็นฉันจริงๆ... ที่...? ฉันไปทำอะไรให้นายอย่างนั้นหรือ?
น้ำเสียงราบเรียบราวกับตัวคนพูดเป็นผู้บริสุทธิ์เสียเต็มประดานั้นค่อยๆ บาดลึกลงไปบนจิตใจที่กำลังแหลกสลาย ทำไมนะ...ทั้งที่ถูกชายตรงหน้าทำร้ายขนาดนี้ แต่เขากลับไม่รู้สึกรังเกียจเลยแม้แต่น้อย หรือว่าผู้ชายที่เคยทำเรื่องร้ายกาจกับร่างกายของเขาก็คือ...
แม้ร่างบางจะพยายามอดทนอย่างสุดแสนไม่ให้หลุดเสียงใดๆ ออกมา แต่สุดท้ายเสียงครวญครางแผ่วโหยก็ค่อยๆ เล็ดลอดออกจากริมฝีปากบางจนได้ ริมฝีปากของอีกฝ่ายที่ประทับลงอย่างดูดดื่มรวมถึงปลายนิ้วเร่าร้อนนั้นทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับต้องการส่งความปรารถนาอันร้อนแรงนี้ให้เข้าไปถึงภายในจิตใจที่เยือกเย็นราวกับน้ำแข็งของมามิยะ
อะ... อื้อ...
ริมฝีปากบางขบกันแน่น เมื่อรู้สึกถึงปลายลิ้นที่กำลังโลมไล้อยู่บริเวณปลายยอด มามิยะอดคิดไม่ได้ว่า ทั้งที่จิตใจของตนเฝ้าปฏิเสธ แต่เหตุใดร่างกายของเขากลับรู้สึกดีกับทุกสัมผัสที่ยาเองาชิมอบให้ถึงขนาดนี้ ความรู้สึกทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้คงจะเป็นเพราะฤทธิ์ยา ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นแน่
ไม่ต้องกลั้นเอาไว้ก็ได้ ถ้ารู้สึกมากขนาดนั้นก็ร้องออกมาสิ
ปลายนิ้วของยาเองาชิที่ขยับไปมาอย่างเชี่ยวชาญนั้นลากไล้ลงไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณสะโพก ก่อนจะตรงเข้าสัมผัสส่วนสำคัญของร่างในอ้อมแขน นิ้วมือของชายหนุ่มสัมผัสส่วนที่อ่อนไหวของมามิยะอย่างแผ่วเบาก่อนที่จะทวีความรุนแรงขึ้น แต่ไม่ว่ายาเองาชิจะพยายามใช้ความชำนาญที่ตนมีอยู่ทั้งหมดเล้าโลมร่างกายของมามิยะมากเพียงใด แต่ส่วนนั้นของร่างบางก็ไม่มีทีท่าว่าจะตอบสนอง
ไม่น่าเชื่อ...นี่นาย...อายุตั้งขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลยล่ะ
มามิยะรู้สึกฉุนเฉียวขึ้นมาทันที ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยทำเรื่องพรรค์นี้มาก่อน แต่จะเรียกเหตุการณ์นั้นว่าประสบการณ์ก็คงไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรน่าจดจำเลยแม้แต่นิด ครั้งแรกที่เขาถูกผู้ชายกอด...
ร่างสูงหัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบาเมื่อสังเกตเห็นใบหน้าที่กำลังโกรธเกรี้ยว
ถ้าอย่างนั้นเราก็ลองมาทำอะไรที่ทั้งสองฝ่ายต่างมีความสุขกันดีไหม?
คำปฏิเสธก้องสะท้อนไปมาอยู่ภายในจิตใจของคนถูกถาม การทำแบบนี้น่ะเหรอ จะทำให้เขามีความสุข! แผงขนตายาวพยับขึ้นเล็กน้อยเผยให้เห็นนัยน์ตาสีดำสนิท แล้วดวงตาคู่งามก็ต้องเบิกกว้าง เมื่อภาพที่ฉายเข้ามานั้น คือภาพยาเองาชิที่กำลังถือขวดอะไรบางอย่างอยู่ในมือ ภาพและเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นทำให้เขาปั่นป่วนจนแทบประคับประคองสติเอาไว้ไม่อยู่ ลมหายใจเริ่มติดขัดโดยที่เจ้าของไม่รู้สาเหตุ แต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่า...
แผงขนตางอนยาวปิดลงช้าๆ เหตุการณ์ครั้งอดีตวกกลับมาสะท้อนในจิตใจของมามิยะอีกครั้ง
และในเวลานี้...ยาเองาชิ...กำลังจะกระทำสิ่งนั้นกับเขาอีกครั้ง
อะ!? นี่มัน อะ...ไร...น่ะ
ของเหลวเย็นเฉียบที่ถูกละเลงลงบนแผ่นอกด้านขวานั้นทำให้ร่างบางถึงกับสะดุ้ง นัยน์ตาสีดำลืมพรึ่บขึ้นจ้องมองการกระทำของชายหนุ่มแทบจะในทันที
นั่นสิ..นี่มันอะไรกันนะ...อีกไม่นานนายก็รู้เองนั่นล่ะ
ของเหลวชนิดเดียวกันถูกละเลงลงบนอกด้านซ้ายของมามิยะอีกครั้ง ก่อนที่มือแข็งแกร่งจะตรงเข้าเคล้นคลึงบริเวณแผ่นอกเนียนนุ่มแล้วจึงค่อยๆ ไล้วนไปมาตรงยอดอกสีชมพู บริเวณปลายยอดที่กำลังถูกหยอกเย้าอย่างอ่อนโยนนั้นทำให้ร่างบางถึงกับสะท้าน
...ภายใต้ความเจ็บปวดแสนหวานนี้ล้วนแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่แม้แต่ตนเองก็มิอาจคาดเดาได้
อะ...
การที่ชายหนุ่มเลือกใช้เจลหล่อลื่นที่ช่วยให้ร่างบางไม่ต้องเจ็บปวดมากจนเกินไปนั้นทำให้มามิยะประหลาดใจไม่น้อย ถ้ายาเองาชิต้องการเพียงแค่ร่างกาย...แล้วทำไมต้องอ่อนโยนกับเขาถึงเพียงนี้ แค่จัดการให้เสร็จๆ ไปก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ ?
พอเถอะ...ยาเองาชิ ทำกับฉันอย่างที่นายต้องการเสียที มันจะได้จบๆ ไป
มือแกร่งที่กำลังเริงเล่นอยู่กับเรือนกายนั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนจากการหยอกเย้าอย่างอ่อนโยน เป็นคลึงเคล้นรุนแรง เน้นย้ำลงบนยอดอกอ่อนนุ่ม
อยากให้ฉันทำ ฉันก็กำลังทำอยู่นี่แล้วไง มามิยะ
อะ... อ๊ะ...
นิ้วของยาเองาชิเลื่อนลงมาตรงบริเวณส่วนสำคัญของร่างบาง แล้ว โอบประคองส่วนนั้นเอาไว้ด้วยฝ่ามือที่เริ่มอุ่นจนร้อน ค่อยๆ ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบริเวณฐานด้านล่าง
อะ... อ๊า...
มามิยะสั่นสะท้านไปทั่วกาย สติที่พยายามประคับประคองไว้กำลังจะหลุดลอยออกไป นิ้วเรียวยาวเล่นไล้อยู่บริเวณฐานล่างอันอ่อนนุ่ม ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาสัมผัสแก่นกายที่เริ่มแข็งขืงตอบรับสัมผัสเร่าร้อนแรงนั้น
รู้สึกดีมากขนาดนั้นเชียวหรือ ?
ปลายนิ้วที่ขยับไปมาอย่างเชี่ยวชาญนั้นทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนร่างบางทุกข์ทรมานแทบขาดใจ เสียงครวญครางที่แผ่วหวิวออกมาจากริมฝีปากนั้นฟังคล้ายเสียงร่ำไห้ สุดท้ายมืออันไร้เรี่ยวแรงของมามิยะก็ยกขึ้นบีบเคล้นลงบนบ่ากว้างด้วยแรงปรารถนาที่มิอาจยับยั้งเอาไว้ได้อีกต่อไป
เริ่มมีอารมณ์แล้วสินะ
ฝ่ามืออีกข้างของยาเองาชิกำลังลูบผ่านบริเวณแผ่นหลังบอบบาง เขาค่อยๆ โลมไล้สัมผัสผิวเนียนนุ่มต่ำลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงบริเวณสะโพก สัมผัสที่กำลังปลุกเร้ามามิยะอยู่ในขณะนี้ ทำให้ร่างบางรู้สึกอับอายเสียจนต้องหันใบหน้าของตนหนีให้พ้นจากดวงตาคมกริบของชายหนุ่ม นัยน์ตาคู่งามหลุบลงต่ำพร้อมกับหยาดน้ำตาที่หลั่งรินออกมา ถึงแม้ว่าตอนนี้อารมณ์ของเขาจะเตลิดไปมากถึงเพียงใดก็ตาม แต่มามิยะก็ไม่ต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกันเลยสักนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับยาเองาชิ
ดูสิ...ตรงนี้ของนายเริ่มตื่นตัวแล้วนะ...มามิยะ
แก่นกายของมามิยะค่อยๆ เกร็งขึ้นตอบรับสัมผัสร้อนเร่าของชายหนุ่ม บริเวณส่วนปลายเริ่มมีน้ำสีขาวขุ่นหลั่งไหลออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเปรอะเปื้อนไปทั่ว
อะ...มะ...ไม่เอานะ...ยาเองาชิ...
ใบหน้างามเบือนไปทางด้านข้าง ไม่อยากรับรู้สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับตนเองเลยแม้แต่น้อย ส่วนสำคัญของเขากำลังเกร็งเขม็งจากการเร่งเร้าของอีกฝ่าย ฝ่ามือแกร่งค่อยๆ ลูบไล้แผ่วเบาก่อนจะรูดขึ้นรูดลงอย่างรุนแรง ร่างบางถึงกับสั่นสะท้าน ความรู้สึกปรารถนาแล่นริ้วไปทั่วร่าง
ทะ...ทำไม...ถึงได้...ทำแบบนี้...
ใบหน้าคมก้มลงมาจนแทบจะแนบชิด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ก็ฉันไม่ได้อยากจะข่มขืนนายสักหน่อยนี่นา...มามิยะ
เอ๋...?
ฉันต้องการทุกสิ่งทุกอย่างของนายต่างหาก
To Be Continued In Claw Of The Dragon
ถ้อยคำที่ไม่ทันยั้งคิดนั้นหลุดออกจากปากของโอคุยามะ มิซุกิ ตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่เขาได้เห็น ซากาอิ ทากาฮิโระ เจ้าของตำแหน่งโฮสต์อันดับหนึ่งแห่งย่านราตรีของชินจูกุ
ท่ามกลางกลิ่นอายหอมหวานและมนต์เสน่ห์แห่งรัตติกาล
ความรักสุดโรแมนติคก็ได้อุบัติขึ้น!
ท่ามกลางกลิ่นอายของความหลอกลวง ผมกลับคิดว่า คำพูดประโยคนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สื่อได้ถึงความจริงใจของซากาอิ
ไม่ได้นะ...ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็...
แต่อย่างน้อย ผมก็เชื่อว่า ทุกคำพูดของหล่อนล้วนมาจากใจจริง
ก็อย่างที่ฉันพูดไปเมื่อครู่นั่นแหละ เธอไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรจากฉันอีกแล้ว หลังจากนี้ไป เธอต้องใช้เวลาตอนที่อยู่กับแขกให้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเธอเอง ส่วนที่เหลือก็แค่ใช้สิ่งที่ตัวเองมีให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมได้ก้าวเดินไปในความฝันที่ใกล้จะเป็นความจริงเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง
มือแกร่งค่อยๆ ประคองร่างที่บอบบางจนแทบแตกสลายนั้นลงบนเตียงก่อนจะโน้มตัวลงทาบทับ
..............................................................................................
ดูท่าว่าคืนนี้เขาคงจะไม่สามารถหยุดพักได้อีกแน่ เพราะนอกจากจะต้องกลับไปที่สำนักงานทนายความเพื่อพูดคุยเรื่องคดีกับบรรดาผู้พักอาศัยและให้ความหวังเพิ่มกำลังใจแล้ว มามิยะยังต้องซ้อมการให้ปากคำกับพยานที่จะขึ้นศาลในครั้งอีกต่อไปด้วย แม้ในขณะนี้เขาจะยังไม่สามารถลืมภาพใบหน้าของยาเองาชิได้ แต่ความพยายามที่ทุ่มเทให้กับงานชิ้นนี้อาจทำให้เขาสามารถลบความทรงจำที่เป็นเสมือนฝันร้ายซึ่งคอยตามรบกวนจิตใจตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้
ระหว่างที่ชายแปลกหน้าทั้งหลายพยายามตีวงแคบเข้ามา ร่างบางก็ไม่สามารถทำอะไรได้ดีไปกว่าการเร่งสปีดและก้าวเท้ายาวๆ เพื่อหลบหลีกไปจากสถานการณ์ที่ทำให้ตนเสียเปรียบนี้โดยเร็ว คงไม่ดีแน่หากคิดจะต่อกรกับพวกยากูซ่า
แต่ก่อนที่จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างก็พลันหยุดชะงักด้วยประกายแสงอาทิตย์ซึ่งสะท้อนผ่านเข้ามาจากประตูด้านข้าง
ชายหนุ่มอีกคนยิ้มนิดๆ ที่มุมปากก่อนจะกล่าวออกมาว่า แปลว่านายไม่เคยลืมฉันเลยสินะ
แม้จะเป็นความจริงที่เขาไม่เคยลืมชื่อนี้ และคงไม่มีทางลบเลือนไปชั่วชีวิตแน่ แต่มามิยะก็ไม่สามารถพูดแบบนั้นออกไปได้อยู่ดี
ยิ่งคิดก็ยิ่งนึกรังเกียจตัวเอง...
...ในวันนั้น เขาถูกผู้ชายกลุ่มหนึ่งรุมทำร้าย ทั้งมือและขาถูกจับมัดพันธนาการ ดวงตาก็ถูกผ้าปิดเอาไว้จนไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นความทรงจำที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของมามิยะ เป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนให้เขาหวาดผวาอยู่จนจนกระทั่งบัดนี้
The Night Rose Of Immorality
Story By Babara Katagiri
Illust By Takakura Row
Translater byMasaki
EditBy Lucifer And Asmodeus
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
กระดาษ : ถนอมสายตา
ราคา : 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
Sold Out ! Thanxx You !
เนื้อเรื่องย่อ
มาโปรยกลีบกุหลาบของเธอกันเถอะ
คำเชื้อเชิญอันเย้ายวนที่มาโทบะมอบให้อัทสึชิยามพบกันเป็นครั้งแรก
ชักนำเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อที่เดินทางเข้ามาในโตเกียวเพื่อตามหาพี่ชาย
นำพาเขาเข้าไปสู่โลกของ K ที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน
และจำต้องพัวพันกับเกมส์ต้องห้ามของชายหนุ่มรูปงามผู้ชื่นชอบความรุนแรง
จนกระทั่ง...
"ช่วยข่มขืนผมที"
คำเว้าวอนที่น่าอับอายต้องหลุดรอดจากริมฝีปากบาง
ทั้งๆ ที่มาโทบะต้องการใช้ร่างกายของเขาเป็นสิ่งของในการแสดงเท่านั้น
แต่สัมผัสที่ได้รับกลับทำให้อัทสึชิลุ่มหลง ตกอยู่ในวังวนแห่งตัณหาจนไม่อาจถอนตัว...
ตัวอย่างการแปล
ตอนที่ 1 [ไม่ได้เริ่มตั้งแต่หน้า 1 นะคะ]
ทันทีที่ผมก้าวเข้าไป K เท้าของผมก็เริ่มสั่นขึ้นมา จนไม่สามารถก้าวเท้าต่อไปได้ ผมรู้สึกเหมือนสายตาของทุกคนภายในร้านกำลังจับจ้องมาที่ผมราวกับรู้ว่าผมปลอมตัวเข้ามา สายตาเหล่านั้นสร้างความกดดันมากขึ้นทุกที
ผมคงจะเลิกล้มความตั้งใจตอนนี้ไม่ได้เสียแล้ว ผมจึงก้าวต่อไปอย่างช้าๆ ภายในเครื่องแบบเด็กเสิร์ฟที่เป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวพร้อมหูกระต่าย กางเกงขายาว และเข็มขัดหนังสีดำ
ถึงแม้ว่าชุดนี้จะมีลักษณะเหมือนกับชุดของพนักงานร้าน K แต่ก็มีบางส่วนที่แตกต่างจากชุดของเด็กเสิร์ฟภายในร้านอยู่ดี
พนักงานในร้านส่วนใหญ่จะเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาดี พนักงานผู้หญิงก็พอมีอยู่บ้าง ทุกคนล้วนแต่สวยๆ กันทั้งนั้นเลย นั่นยิ่งทำให้ผมรู้สึกประทับใจกับ K มากขึ้นอีก
เดินหลังตรง เงยหน้าเข้าไว้...
ผมพยายามบอกกับตัวเอง ขณะที่ก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ ตอนที่ผมอยู่ที่บ้าน ผมไม่ค่อยได้พบปะกับผู้คนมากนัก ดังนั้นผมจึงไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำอะไรแบบนี้ ขณะที่ผมกำลังจะเดินไปรอบๆ เวทีตามที่ฮาทาดะบอกไว้นั้น ผมก็สวนทางกับชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูท
แสงไฟสลัวภายในคลับทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นหน้าของเขาได้ชัดเจน แต่เพียงเท่านี้ผมก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือว่าการแต่งกายของชายหนุ่ม ทั้งหมดนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ แต่ภายใต้เสน่ห์อันเย้ายวนนี้ผมก็สัมผัสได้ถึงอันตรายถ้าผมจะก้าวเข้าสู่โลกรัตติกาลนั้น ถึงแม้ว่าจะอันตราย แต่ก็ช่างเป็นอันตรายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหอมหวานชวนให้หลงใหลอะไรเช่นนี้...
โดยไม่ทันคาดคิด นัยน์ตาคมก็จ้องมา ก่อนที่จะขยับเข้ามาใกล้ แล้วคว้าแขนของผมไว้ ตอนนั้นเองที่...
เธอ!
ผมตกใจจนเกือบทำถาดในมือร่วง รีบเหลือบตามองไปที่ถาดด้วยเกรงว่ากล้องที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าเช็ดปากจะโผล่ออกมา
ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอเลยนี่นา
ใบหน้าคมยื่นเข้ามาใกล้ก่อนจะกวาดสายตามองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แล้วค่อยไล่ขึ้นมาทีละส่วนอย่างช้าๆ ทำให้ผมได้แต่ยืนนิ่ง ได้ยินเพียงเสียงหัวใจที่กำลังเต้นระรัวจนแทบจะหลุดออกมา
เอ๋...? ผู้ชายคนนี้หน้าตาคมเข้มกว่าที่ผมคิดไว้ อายุก็น่าจะประมาณ 20-30 ปีได้ ทำให้ผมยิ่งประทับใจราวกับมีโอกาสได้พบกับดาราที่ชื่นชอบ
หลังจากที่ชายหนุ่มจ้องมองผม เขาก็เริ่มใช้นิ้วสัมผัสกับถาดที่ผมถืออยู่ จนในที่สุดก็พบกับกล้องที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าเช็ดปาก
เข้าใจแล้วล่ะ
เขาพูดด้วยแววตานึกสนุก ก่อนจะมองผมอย่างพิจารณาอีกครั้ง จนผมเริ่มรู้สึกอึดอัดเหมือนจะหายใจไม่ออก อยากจะรีบหนีให้พ้นไปจากตรงนี้ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมทำตามคำสั่ง คงเป็นเพราะเบื้องหลังชายหนุ่มมีผู้ชายท่าทางน่ากลัวหลายคนปรากฏตัวขึ้น เขาส่งกล้องดิจิตอลในถาดให้กับคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ก่อนจะออกคำสั่งสั้นๆ
อาจจะมีพรรคพวกที่มาด้วยกันอีก ลองไปดูข้างนอกให้ทั่ว
ทราบแล้วครับ
หลังจากรับคำสั่ง ผู้ชายเหล่านั้นก็แยกย้ายไปทันที ชายหนุ่มก็ยิ่งขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนเรือนร่างแทบจะแนบชิดกัน ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ความรู้สึกเจ็บบริเวณไหล่แล่นเข้ามา เนื่องจากแรงบีบจากชายหนุ่ม
โอ๊ย...!
ดวงตาของชายหนุ่มราวกับมีประกายขึ้นแวบหนึ่ง เสียงประซิบแว่วหวานดังอยู่ข้างหูของผม
อยากจะมาทำงานที่นี่เหรอ ทางนี้ก็กำลังขาดคนอยู่พอดีเลย น่าจะมีอะไรที่จำเป็นต้องให้เธอช่วยก็ได้นะ
ผมถูกพาตัวไปที่ห้องด้านในสุดของร้าน ด้วยความตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผมไม่ค่อยได้สังเกตอะไรมากนัก รู้แต่เพียงว่าตัวเองถูกจับให้นั่งบนโซฟาสีขาวตัวใหญ่ ในห้องที่มีประตูแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นกระจกทรงกลมที่จะมองเห็นจากด้านในเท่านั้น แสงไฟสลัวในห้องมาจากโคมไฟแก้วเจียระไนสีฟ้ารูปร่างแปลกตา ทำให้แสงที่สะท้อนออกมาเป็นสีฟ้าน้ำทะเล ราวกับจมดิ่งอยู่ในห้วงทะเลลึก
ตอนนี้เขาคงจะกำลังเรียกตำรวจให้มาจับผม ทำให้ผมเริ่มคิดไปต่างๆ นานาเกี่ยวกับเรื่องที่จะโดนตำรวจจับ เรื่องที่ผมทำแบบนี้ ตามกฎหมายจะมีโทษร้ายแรงขนาดไหนกันนะ แล้วผมจะถูกตั้งข้อหาอย่างไรบ้าง แล้วฮาทาดะที่บอกว่าจะมาประกันตัวให้ เขาจะมาช่วยจริงๆ หรือเปล่านะ
ชายหนุ่มนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาด้านตรงข้าม ผมได้แต่ชำเลืองมองเขาอย่างหวาดกลัว เพียงแค่มองผ่านๆ ก็ยังสังเกตเห็นช่วงขาอันเรียวยาวภายใต้สูทที่หรูหรา ภายใต้แสงสว่างมากกว่าเมื่อครู่ก็ยิ่งเผยให้เห็นเสน่ห์อันเปี่ยมล้นของผู้ชายคนนี้ได้อย่างชัดเจน ทั้งดวงตาคมเป็นประกาย ช่วงไหล่กว้าง ผมยาวประบ่า เสริมให้ใบหน้านั้นดูน่าหลงใหลมากยิ่งขึ้น
ผู้ชายคนนี้เป็นดาราดังหรือเปล่านะ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้สึกว่าเคยเห็นหน้าเขามาก่อนเลย เมื่อมีโอกาสได้ใกล้ชิดก็ยิ่งได้กลิ่นหอมหวานจากตัวเขาราวกับเขากำลังโอบกอดตัวผมเอาไว้ เขาคงเป็นคนสำคัญของคลับชั้นสูงแห่งนี้ ทั้งหมดคือสิ่งที่ผมพอจะรู้ในตอนนี้
เธอชื่ออะไรล่ะ?
ผมไม่สามารถตอบคำถามนั้นได้ทันที ทำได้เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามนั้น น้ำเสียงที่ทรงอำนาจแทบจะสะกดให้ผมลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่าง
โตเกียวเป็นเมืองที่น่ากลัวนะ คดีอาชญากรรมก็เยอะ ค่าครองชีพก็สูง ผู้คนมากหน้าหลายตา มีแต่เรื่องอันตรายเต็มไปหมด
ผมนึกถึงเรื่องที่พี่เคยบอกตอนที่กลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนั้นขึ้นมาได้ เรื่องอันตรายที่พี่เคยบอก คงจะคล้ายกับเรื่องที่ผมกำลังเผชิญอยู่พร้อมกับผู้ชายทรงเสน่ห์คนนี้ พอผมหันไปทางเขาก็พบว่าตัวเองกำลังถูกจ้องมองอยู่เช่นกัน
ฟุคายะ อัทสึชิครับ...
เธอเคยรู้สึกบ้างหรือเปล่าว่า อัทสึชิ ช่างเป็นชื่อที่บ่งบอกถึงตัวเธอได้ดีจริงๆ ว่าแต่เธอมีหลักฐานอะไรมายืนยันว่านี่เป็นชื่อของเธอจริงๆ ไม่ใช่ชื่อที่คิดขึ้นมา
ผมไม่มีบัตรประจำตัวนักเรียนหรือหลักฐานอะไรที่จะมายืนยันได้ เมื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่ฮาทาดะเตรียมไว้ให้ ทั้งกระเป๋าสตางค์และสิ่งของที่ติดตัวมาก็อยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมที่เปลี่ยนออกไป
แย่จัง... นี่ผมจะโดนมองว่าสร้างเรื่องโกหกหรือเปล่านะ...
เอ่อ... คุณ .. ชื่ออะไรเหรอครับ? คงเพราะความตื่นเต้นที่ทำให้พลั้งปากถามออกไปแบบนั้น
เธออยากรู้ชื่อฉันเหรอ...?
ทำไม... เพียงแค่ถามชื่อแค่นี้ถึงทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวและตื่นเต้นมากเข้าไปกันใหญ่ ทำไมกันนะ...
ใจเย็นๆ สิ... ใจเย็นๆ ผมพยายามบอกกับตัวเองอย่างนั้น แต่ตอนนี้กลับรู้สึกว่าใบหน้าร้อนวูบวาบไปหมดเลย
มาโทบะ อิโอริ เป็นโอนเนอร์ของที่นี่ แล้วเธอล่ะ มาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบ?
โอนเนอร์... เขาเป็นโอนเนอร์ของร้านที่สุดยอดแบบนี้น่ะเหรอ...
เวลาผ่านไปชั่วครู่ ผู้ชายที่แยกย้ายกันไปทำตามคำสั่งก็กลับเข้ามาในห้อง
โอนเนอร์ครับ มาโทบะปรายตาไปมองคนรายงาน
เราเจอผู้ชายน่าสงสัยคนหนึ่ง พยายามหนีไปทางอาคาร H ครับ ตอนนี้เราส่งคนไปตามประกบอยู่ กำลังจะได้ตัวมาแล้วครับ
ผู้ชายคนที่ว่าจะเป็นฮาทาดะซังหรือเปล่านะ... ทางฮาทาดะเองก็คงกำลังลำบากไม่ต่างจากผมเท่าไหร่
รู้สึกว่าพรรคพวกของเธอจะหนีไปแล้วล่ะ ตอนนี้ก็เหลือแค่เธอคนเดียวแล้วสินะ มาโทบะหัวเราะ
แต่... แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาหาข้อมูลในนี้จริงๆ นะ
แล้วผมก็พลั้งปากตอบออกไปจนได้
ผมแค่ถูกบอกว่าให้มาทำงานพิเศษ โดยเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดที่เขาเตรียมเอาไว้ให้ แล้วก็เอากล้องเข้ามาในนี้เท่านั้นเอง
ฉันจะบอกให้นะ ว่าเสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่ ไม่เหมือนกับชุดของพนักงานในร้านฉันหรอก
เขาลุกขึ้นยืนมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกับผม แล้วขยับเข้ามาใกล้จนผมได้กลิ่นอันหอมหวานจากตัวเขา... กลิ่นเดียวกันกับที่ผมสัมผัสได้ตั้งแต่พบหน้าเขา
พนักงานของฉันจะใส่แต่เครื่องแบบที่เป็นผ้าไหมชนิดพิเศษเท่านั้น อีกอย่างนะ แบบของเสื้อเชิ้ตนี่ก็ต่างกันด้วย
นิ้วมือของมาโทบะไล้ลงมาที่กระดุมเสื้อเชิ้ตเม็ดบนสุด แล้วปลดมันออก ขยับปกเสื้อให้ห่างออกจากกัน มือของเขาก็เริ่มสัมผัสเข้ากับผิวกายของผม มาโทบะขยับเข้ามาใกล้จนผมรับรู้ถึงร่างกายของเขาได้ จนผมเริ่มจะหายใจติดขัดเมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เหนือกว่าของเขา ทำให้ผมแทบจะเคลื่อนไหวไม่ได้เลย
โคดะ
มาโทบะพูดทั้งที่ร่างกายยังแนบชิดกับตัวผม
ครับ
รู้สึกว่าคนที่ทำหน้าที่แสดงโชว์วันนี้จะลาป่วยกะทันหัน แต่เดี๋ยวฉันกับหมอนี่จะแสดงแทนเอง นายช่วยไปเตรียมการให้เรียบร้อยด้วยนะ
แสดงแทนเหรอ... หมายความว่าอย่างไรกัน ผมไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดอะไรกันอยู่
เมื่อสบตากับมาโทบะ ผมก็รู้สึกว่าดวงตาคมคู่นั้นกำลังส่งยิ้มให้ผมอยู่ มือแกร่งของเขาสัมผัสไล้ต้นคอแผ่วเบา พอจับจ้องเข้าไปภายในห้วงลึกก็ราวกับตัวตนของผมกำลังถูกดวงตาคู่นั้นดึงดูดเข้าสู่ห้วงแห่งรัตติกาลที่เปี่ยมไปด้วยมนต์ขลัง หัวใจของผมเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่อาจบังคับจิตใจให้สงบลงได้เลย...
ไม่เคยมีใครจ้องมองผมแบบนี้มาก่อนเลย...
ก่อนที่นิ้วมือของเขาจะสัมผัสตัวผมมากไปกว่านี้ มือนั้นก็ตรงเข้ามายังริมฝีปาก ไล้ริมฝีปากให้เผยออกแล้วจึงประทับจูบลงมา
อื้อ...!
นัยน์ตาผมเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ทั้งจูบ... ทั้งเรื่องแบบนี้... นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้สัมผัสริมฝีปากที่ส่งผ่านความรู้สึกอันอ่อนโยนมายังเรือนร่าง ทำให้ผมตกใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
ทันใดนั้น ความอ่อนโยนก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรง เมื่อรู้สึกถึงปลายลิ้นที่สอดแทรกเข้ามา
ผมตกใจจนต้องผลักบ่ากว้างของเขาออกห่าง แต่กระนั้นเรียวลิ้นที่สัมผัสเข้ามาก็ยังไม่ห่างหายไป ปลายลิ้นอันรุ่มร้อนทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความปรารถนาที่กำลังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
เพียงแค่สัมผัสจากปลายลิ้น... เพียงเท่านี้... ร่างกายกลับรู้สึกสั่นสะท้านจนแทบจะหยุดไม่ได้
อื้อ...!
ผมรู้สึกว่าสัมผัสจากมาโทบะเริ่มร้อนแรงขึ้น แม้จะพยายามหลีกหนีก็ไม่เป็นผล ปลายลิ้นของเขาเข้ามาเกี่ยวกระหวัดภายในปาก ความรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกคนอื่นควบคุมอยู่ทำให้ผมเริ่มสั่นสะท้านไปทั่วร่าง
ทำไมกัน...?
แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่านั้น... ทำไมผมถึงต้องมาถูกผู้ชายด้วยกันจูบแบบนี้...
ปลายลิ้นของมาโทบะสามารถปลุกเร้าร่างกายผมรู้สึกร้อนรุ่มจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ในขณะที่ริมฝีปากยังคงสัมผัสกับผมอยู่ ฝ่ามือของเขาก็ยังคงสำรวจไปทั่วเรือนร่าง โดยเฉพาะบริเวณส่วนสำคัญ ทุกครั้งที่ฝ่ามือและริมฝีปากนั้นสัมผัสลงมาสามารถส่งผ่านความรู้สึกที่ผมไม่เคยรับรู้มาก่อน ปลายลิ้นของเขาที่เล้าโลมได้ส่งผ่านความอ่อนโยนนั้นมาสู่ผม
ทว่า สัมผัสเหล่านั้นกำลังทวีความเร่าร้อนและพยายามปลุกเร้าความปรารถนาภายในตัวผม นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกถึงความอ่อนหวานจากสัมผัสเพียงแค่ปลายลิ้น เป็นเพราะอะไรกันนะ
ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการจูบสามารถเติมเต็มความรู้สึกของคนเราได้มากถึงขนาดนี้
ขณะที่ลิ้นของมาโทบะยังไล้วนอยู่ภายใน สอดลึกเข้าไปราวกับว่าจะหลอมละลายไปด้วยกัน ผมรู้สึกถึงความปรารถนาของชายหนุ่มในตอนนี้ด้วยแรงกอดของเขาที่เพิ่มขึ้นทุกที
อะ... อื้อ... อือ!
ปลายลิ้นของผมยังคงถูกตราตรึงเอาไว้ทำให้ลมหายใจถึงกับติดขัด จนในที่สุดมาโทบะจึงได้ถอนถอนริมฝีปากออกไป
ตอบสนองได้เป็นธรรมชาติดีนี่
สัมผัสจากชายหนุ่มยังคงหลงเหลืออยู่ภายในริมฝีปาก ความหอมหวานเช่นนี้ ทำให้เรี่ยวแรงที่เคยมีมาหายไปจนหมดสิ้น
ผมอยากสัมผัสความรู้สึกเช่นนี้อีก อยากแตะต้องสูทเนื้อดีของมาโทบะอีกสักครั้ง...
มือแกร่งของเขารั้งร่างผมให้เอนลงไป
เอ๋...?
ผมเริ่มรู้สึกแปลกๆ เมื่อถูกทำแบบนั้น กระดุมเสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ตอนนี้ถูกปลดออกไปหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มาโทบะหัวเราะแผ่วเบาเมื่อเห็นปฏิกิริยาของผม
การตอบสนองในเวลาแบบนี้ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่แตกต่างกันนักหรอกนะ
แล้วร่างกายอันไร้เดียงสาของผมก็เริ่มรู้สึกเร่าร้อนขึ้นมาอีกครั้ง
หมายความว่ายังไงเหรอครับ?
เธอก็รับรู้ได้ด้วยร่างกายแล้วไม่ใช่เหรอ แค่จูบก็เร่าร้อนขนาดนี้แล้ว ถ้าทำอะไรมากกว่านี้ เธอคงจะทำตัวน่ารักมากขึ้นอีกแน่ๆ ท่าทางออกจะกระตุ้นง่ายขนาดนี้ เธอไม่อยากทำให้กุหลาบในตัวเธอเบ่งบานออกมาบ้างเหรอ?
ดอกกุหลาบ...?
เขาพูดอะไรไม่เห็นจะเข้าใจเลย แต่ตัวมาโทบะเองก็มีกลิ่นอันหอมหวานของกุหลาบที่ชวนให้ลุ่มหลงเข้าสู่โลกที่มิเคยได้พบพานมาก่อน
To Be Continue In The Night Rose Of Immorality
Full Moon Night
Story By Kaoru Tachibana
Illust By Reiichi Hiiro
TranslaterBy Sumire
EditBy Lucifer,Nongrata and KanaEvil
Graphic Design By Lucifer
Pin up : มี
กระดาษ : ถนอมสายตา
Sold Out ! Thanxx You !
ราคา 260 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
เนื้อเรื่องย่อ
ทุกครั้งเมื่อถึงคืนพระจันทร์เต็มดวง ด้วยอิทธิพลจากแสงจันทร์ร่างกายของทากามิผู้ซึ่งเป็นเพียงพนักงานบริษัทธรรมดา จะเปลี่ยนไปเป็นชายหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยความต้องการ เขาจึงต้องออกตามหาผู้จะมาสนองความเร่าร้อนนั้น คืนหนึ่งทากามิก็ได้พบกับชุนชายผู้ซึ่งทำให้เขาเร่าร้อนได้อย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน แต่ความสัมพันธ์เพียงชั่วคราวนี้จะต้องสิ้นสุดลงเมื่อพระจันทร์ลาลับไป........
ตัวอย่างการแปล
ตอนที่ 1 [ไม่ได้เริ่มตั้งแต่หน้า 1 นะคะ]
"....อื...ม..."
ทากามิค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น พลังที่ได้รับจากแสงจันทร์เริ่มถูกดึงกลับไป สวิตช์ในร่างกายเริ่มสลับสับเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติ
ห้องที่มืดสลัวและเงียบสงัดมีเพียงไฟที่หัวเตียงเพียงดวงเดียวส่องสว่างอยู่ ข้างแก้มรู้สึกได้ถึงลมหายใจของชุนที่นอนโอบกอดร่างของเขาอยู่
ร่างเปลือยเปล่าของทั้งคู่ปกคลุมด้วยผ้าห่มจนมิด เหลือเพียงส่วนคอขึ้นไปเท่านั้นที่โผล่พ้นออกมา ทากามิค่อยๆเหลียวไปมองใบหน้าของคนที่นอนข้างๆ ภาพที่เห็นคือชายหนุ่มรูปงามในแบบให้ความรู้สึกแข็งแกร่งตามฉบับของผู้ชายแท้ๆ ใบหน้ายามหลับดูผ่อนคลายปราศจากการระวังตัว เจ้าชิ้นส่วนอันใหญ่โตของเขาที่เคยโจนจ้วงเข้ามาอย่างดุดัน บัดนี้นอนสงบนิ่งอย่างผ่อนคลาย ราวกับสิงโตตัวใหญ่ที่อิ่มหมีพีมันแล้วกำลังหลับพักผ่อน
ทากามิเหยียดมือออกไปด้วยนึกอยากจะลูบไล้คางสากๆของชายหนุ่ม แต่แล้วก็รีบชักมือกลับ หากทำให้เขาตื่นขึ้นมาตอนนี้ล่ะก็อันตรายแน่
ทากามิค่อยๆเลื่อนตัวออกจากอ้อมแขนของชุนอย่างระมัดระวัง ขยับตัวลุกยืนอยู่ข้างเตียงแล้วจึงหันกลับไปมองดูใบหน้าของชุนอีกครั้ง ชั่วครู่หนึ่งแขนทั้งสองข้างของชายหนุ่มขยับไหวราวกับจะควานหาของหาย แต่ในที่สุดก็ตัดใจ ดูเหมือนความง่วงงุนจะเป็นฝ่ายชนะ
เป็นเวลาพักหนึ่งทีเดียวที่ทากามิเฝ้ามองใบหน้าของชุนอย่างตัดใจไม่ขาด หากในที่สุดทากามิก็ทอดถอนใจออกมาเงียบๆแล้วค่อยถอยห่างออกไป หยิบคว้าเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่ขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว กระนั้นทากามิก็ยังอดกลับไปหยุดยืนอยู่ที่ข้างเตียงอีกครั้งไม่ได้
สงสัยว่าชาตินี้เราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว ตัวเขาเองกว่าจะไปหาคู่นอนแถวๆที่พบกับชุนนั่นอีกครั้งอย่างเร็วก็คงอีกเป็นปี ถึงแม้ว่าชุนจะออกตามหาตัวเขาที่แถบนั้นอย่างไร้จุดหมาย แต่สักวันก็คงเบื่อแล้วเลิกตามหาไปเอง ไม่แน่ตอนได้พบกันอีกครั้งชุนอาจเลิกสนใจเขาไปแล้วก็ได้
ชุน......
เขาช่างเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่งและดูดี.
ทากามิต้องฝืนสลัดความตั้งใจของตนทิ้งไป เขาเป็นชายคนแรกที่รู้สึกอยากจะให้โอบกอดต่อไป
แต่.........
นี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้มองดูเขาแล้ว
สำหรับทากามิแล้วคู่ที่พบในช่วงเวลาพระจันทร์เต็มดวงไม่เคยมีความหมายสำหรับเขาเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มรสความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ที่ราวกลับมีใครยื่นมือมาฉุดรั้งจากข้างหลัง ก่อนหน้านี้ เวลาที่ร่างกายเปลี่ยนจากซากิกลับมาเป็นทากามินั้นเขาจะรู้สึกรังเกียจขยะแขยงตัวเองเสมอ ทนมองไม่ได้กระทั่งหน้าของคนพวกนี้ด้วยซ้ำ
ทากามิขยับตัวออกจากบริเวณข้างเตียงที่ยืนอยู่ มือหยิบเอาธนบัตรออกมาหลายใบสำหรับแชร์ค่าโรงแรม พอวางบนโต๊ะหัวเตียงเสร็จก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็วราวกับจะตัดความอาลัยให้หมดสิ้น
.........ลาก่อนนะชุน
ทากามิจากไปพร้อมกับเสียงปิดประตูแผ่วเบา
ตอนที่ก้าวออกจากโรงแรมนั้น เบื้องบนฟากฟ้าพระจันทร์ดวงใหญ่ส่องแสงสว่างจ้าราวกับมีดวงตากลมโตจ้องมองมายังทากามิ แต่สักพักระหว่างที่นั่งแท็กซี่กลับบ้าน กลุ่มเมฆหนาก็ขยับเข้าบดบังดวงจันทร์จนหายลับไป ทากามิค่อยๆยกแขนโอบกอดร่างกายที่สูญเสียพลังของตน พลางทอดถอนใจอย่างห่อเหี่ยว
ภายในรถทากามิจับสาบเสื้อแจ็คเก็ตเข้าหากันอย่างหนาวสั่น เสื้อตาข่ายไม่ได้ช่วยให้ความอบอุ่นกับผิวกายแม้แต่น้อย อากาศหนาวเย็นตอนกลางคืนบวกกับร่างกายที่ใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นทำให้แม้จะนั่งในรถแต่ก็ไม่รู้สึกอุ่นขึ้นมาเลย ทากามิผู้ไม่กล้ากล่าวคำพูดสั้นๆแค่ 'กรุณาปรับฮีทเตอร์ขึ้นอีกหน่อยได้มั้ยครับ' ได้แต่นั่งหนาวสั่นต่อไป
ในที่สุดก็ทากามิกลับมาถึงที่พัก บ้านของเขาเป็นแมนชันเล็กๆสะอาดสะอ้านที่สร้างมากว่า10ปี ขณะเดินขึ้นลิฟต์ไปยังห้องของตนที่อยู่ชั้น 5 ร่างกายของทากามิถึงกับสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ ทันทีที่เข้าไปในห้องเจ้าตัวจึงรีบเดินไปเปิดเครื่องทำความร้อนก่อนเป็นอันดับแรก ขณะที่รอให้ห้องอุ่นขึ้นนั้นก็จัดแจงไปหยิบผ้าห่มจากเตียงมาห่อตัวไว้ ก่อนเดินเข้าห้องน้ำไปเปิดเครื่องทำน้ำร้อน ถ้าไม่ได้ล้างกลิ่นของซากิออกก่อนคงนอนไม่หลับแน่ๆ จนเมื่อแน่ใจแล้วว่าระบบในร่างกายกลับมาเป็นทากามิโดยสมบูรณ์ เขาจึงออกไปหยิบเสื้อนอนเตรียมไว้ก่อนจะเข้าไปอาบน้ำ
หลังจากนั้นทากามิเดินออกมาด้วยความรู้สึกสดชื่น พอเหลือบมองเวลาอีกทีก็พบว่าเป็นเวลาตี2ของวันใหม่แล้ว ถ้าไม่รีบ
นอนล่ะก็.... พรุ่งนี้ยังมีวันที่แสนยุ่งวายรออยู่ หยุดไปตั้ง3วันงานต้องกองเพียบแน่ๆเลย
ทั้งๆที่รู้อย่างนั้น แต่พอล้มตัวลงนอนกลับไม่สามารถหลับตาลงได้
"ชุน........"
ทากามิได้แต่จ้องมองความมืดคิดถึงแต่เรื่องของชุนที่เพิ่งจากมาเท่านั้น
นั่นมันก็แค่ชั่วข้ามคืนเองนะ แถมนั่นมันซากิต่างหากที่เขาอยู่ด้วย เป็นคนที่ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรกับตัวเองที่กลับเป็นทากามิแล้วซะหน่อย ทั้งที่คิดอย่างนั้นแต่ก็ไม่
สามารถลบภาพใบหน้าแข็งแกร่งที่ได้เห็นเป็นครั้งสุดครั้งนั่นได้ลง
ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นกันจะออกตามหาบ้างไหมนะ หรือว่าจะคิดว่าก็แค่คู่รักชั่วคราวที่มาสนุกด้วยแล้วจากไป
วันพระจันทร์เต็มดวงคราวหน้าเราลองไปแถวนั้นอีกครั้งดีไหมนะ ถึงจะนึกอาลัยแต่ทากามิก็รู้ดีว่าไม่มีอนาคตสำหรับเรื่องนี้ คนที่ชุนยุ่งเกี่ยวมีความสัมพันธ์ด้วยนั้นคือซากิผู้จะมีตัวตนแค่ 3 วันในช่วงพระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ชื่อจริงหรือที่อยู่ก็ไม่สามารถบ่งบอกได้ อีกทั้งตัวเขากับซากิก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ต่อให้บังเอิญเดินสวนกันที่ถนน ชุนคงไม่แม้แต่จะหยุดมองเขาเป็นแน่....
To Be Continue In Full Moon Night
Lust Of Love
Story By Tsuyako Onizuka
Illust By Ayano Yamane
Translater by Sheela Cat
EditBy Lucifer And KanaEvil
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
กระดาษ : ถนอมสายตา
Sold Out ! Thanxx You !
ราคา : 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้วทุกเล่ม)
เนื้อเรื่องย่อ
ยามที่บริษัทของพ่อ อิทสึกิ ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการล้มละลาย
เขาจำต้องทำการแลกเปลี่ยนบางอย่างเพื่อความอยู่รอดกับ โคโนเอะ ทายาทผู้สืบทอดกิจการธนาคารไทโย
ชายหนุ่มรูปงาม ผู้จองหอง... ผู้เป็นพี่ชายของคนรักตัวเอง และผู้ขโมยจูบอิทสึกิไปเมื่อเจอหน้ากันครั้งแรก
คงหวังเรื่องเงินล่ะสิ
การพบกันของทั้งคู่เป็นไปอย่างเลวร้ายที่สุด!
รสจูบ... อันดุดัน แต่กลับวาบหวาม เร่าร้อน!
อิทสึกิ โกรธจนตัวสั่นด้วยความอับอาย ...
เขาถูกบีบคั้นอย่างทรมานด้วยเปลวไฟ แห่งความปรารถนาอันลึกล้ำ
ดวงตาคมกริบ จับจ้อง... แฝงความนัยที่เผาผลาญความรู้สึกผิดชอบจนมอดไหม้
ช่างเป็นใบหน้าที่เหมาะกับการโดนข่มขืนเสียจริง
คำพูดที่เชือดเฉือนอย่างร้ายกาจ ... อิทสึกิ กัดริมฝีปากแน่น
ศักดิ์ศรีที่สูญเสีย แต่เขากลับต้องยอมจำนนทั้งร่างกายและจิตใจ
ทั้งที่เป็นความสัมพันธ์ที่ซื้อด้วยเงิน... แต่ทำไมเขากลับหลงใหลชายผู้นั้นถึงเพียงนี้ ?
............................................................................
ตัวอย่างการแปล
ตอน 1
พบเขาครั้งแรกก็แทบลืมหายใจ
คางาวะ อิทสึกิยืนนิ่งงันอยู่หน้าทางเข้าห้องโถงขนาดใหญ่ ชีพจรปั่นป่วน ลำคอแห้งผากขนาดได้ยินกระทั่งเสียงกลืนน้ำลายของตนเอง ขณะเดียวกันเสียงที่ดังเซ็งแซ่จากภายในห้องอาหารฝรั่งเศสชั้นเลิศกลับเงียบกริบไปในชั่วพริบตา ร่างบางยืนจ้องบุรุษตรงหน้าตาไม่กระพริบ
ทั้งๆ ที่นี่เป็นการเจอกันครั้งแรกแต่ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นนั้น ราวกับเขาคือคนแห่งโชคชะตาที่รอคอยมานานแสนนาน มันรุนแรงเสียจนพาลพาให้ขาสั่น ประสาทสัมผัสไม่รับรู้สิ่งใดเห็นเพียงภาพของตนและคนๆ นี้บนโลกเท่านั้น แม้เวลายังหยุดหมุน
หลังจากที่สมองว่างเปล่ามึนงงไปชั่วขณะ เสียงทุ้มต่ำดังกังวาลของเขาช่วยปลุกโสตประสาทของอิทสึกิให้กลับมาเป็นปกติ
เธอคือคางาวะคุงใช่ไหม?
น่าแปลกที่คนถามเองก็มีท่าทางคล้ายตกตะลึงอะไรสักอย่าง ดวงตาเรียวรีจับจ้องร่างผอมเพรียวด้วยความเคลือบแคลงใจ สายตาเฉียบคมทิ่มแทงที่แฝงไว้ด้วยความเร่าร้อนแทบแผดเผาร่างเขาให้ลุกไหม้ทำให้คนถูกมองเสียววาบไปถึงสันหลัง ทั้งสองประสานสายตากันนิ่ง อิทสึกิหายใจเข้าลึกราวกับต้องการคลายมนต์สะกดจากเสน่ห์ของอีกฝ่ายแล้วพยักหน้าเอ่ยเสียงแผ่ว
ครับ ผม คางาวะ อิทสึกิ ยินดีที่ได้รู้จัก
อิทสึกิกล่าวทักทายตะกุกตะกักจนวาคาโกะซึ่งยืนอยู่ด้านหลังต้องคล้องแขนพาเขาเดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหารพลางต่อว่าเล็กน้อย
อะไรกัน ทำไมพี่โคโนเอะถึงจ้องเอาๆ แบบนั้นล่ะ
คำพูดของหล่อนทำให้เขารู้ว่าชายหนุ่มผู้นั้นคือโกโจ โคโนเอะ ทายาทหนุ่มวัย 32 ปี บุตรชายเพียงคนเดียวของเจ้าของธนาคารไทโย จบปริญญาโทด้านการบริหารจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสอบได้วุฒินักบัญชีภายในประเทศ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกตรวจสอบของสำนักงานใหญ่
อิทสึกิได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้จากวาคาโกะแต่นึกไม่ถึงว่าตัวจริงจะเป็นคนมีเสน่ห์ดึงดูดใจเช่นนี้ โคโนเอะเป็นคนผิวขาว ใบหน้ารูปไข่แสดงออกถึงความเป็นคนเฉลียวฉลาด ทั้งนัยน์ตารีและเรือนผมยังเป็นสีอ่อน จมูกโด่งเป็นสันรับกับคางเรียวนั้นทำให้ดูเป็นคนเอาจริงเอาจัง ความสุขุมเยือกเย็นและดวงตาที่น่าหลงใหลคู่นั้นช่างจับใจอิทสึกิเหลือเกิน
ขอโทษครับ
ยิ่งเข้าใกล้ชายหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกถึงความสูงใหญ่ของร่างกายอีกฝ่าย ดูเหมือนจะสูงกว่าอิทสึกิซึ่งเป็นคนสูงอยู่แล้วประมาณครึ่งช่วงศีรษะ สงสัยจะมีดีเอ็นเอเสาไฟฟ้ากันทั้งตระกูล เพราะวาคาโกะที่เป็นน้องสาวก็มีความสูงปาเข้าไปตั้ง 170 เซนติเมตรแล้ว ส่วนโคโนเอะนั้นยิ่งสูงเกินมาตรฐานของคนญี่ปุ่นทั่วๆ ไปใหญ่ น่าจะราวๆ 190 เซนติเมตร
ไม่เพียงแต่ตัวสูงเท่านั้น เขายังมีรูปร่างได้สัดส่วน ไหล่กว้าง และเอวสอบ ท่วงท่าการยืนเองก็ดูสง่างาม ขนาดเงาที่สะท้อนบนพื้นยังสมบูรณ์แบบราวกับภาพวาด แล้วชุดสูทมันระยับนั่นอีก คงจะสั่งตัดเอากระมัง ไหนจะเชิ้ตขาวตัวในกับเนคไทสีเส้นนั้น ช่างให้ความรู้สึกสูงส่งดูดีมีรสนิยมเหมาะกับแบบของชุด นี่ถ้าได้มาเจอตอนยังเป็นหนุ่ม 17 ขบเผาะล่ะก็ เห็นจะต้องจับมาเป็นนายแบบให้ได้
อิทสึกิถอนสายตาจากเทพบุตรในร่างมนุษย์เดินเข้าห้องอาหาร โดยมีวาคาโกะเคียงข้าง ตรงไปโค้งให้กับบิดามารดาของหล่อนซึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ขออภัยที่ทำให้คอยครับ ผมคางาวะ อิทสึกิ
วันนี้ อิทสึกิมาทำความรู้จักในฐานะคนรักของวาคาโกะนั่นเอง
สองสามีภรรยาเจ้าของธนาคารไทโยในวัยห้าสิบกว่าลุกขึ้นยืนยิ้มให้อย่างอ่อนโยน แล้วผายมือไปทางเก้าอี้ที่ยังว่างอยู่ ข้างโต๊ะสุดหรูสไตล์โคโลเนียล
ไม่หรอกครับ คุณมาตรงเวลาพอดี พวกเราเสียอีกที่รีบมาก่อน
เราตื่นเต้นกันมากเลยค่ะตอนวาคาโกะบอกว่าจะพาคนที่คบด้วยตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยมาแนะนำให้รู้จัก
ทั้งคู่กล่าวอย่างสุภาพจนน่าแปลกใจแต่กลับฟังดูเป็นธรรมชาติ
เป็นคนสวยถึงขนาดนี้เลยนะคะคุณ อ๊ะ ขอโทษค่ะ คงจะเสียมารยาทไปหน่อยถ้าใช้คำว่าสวยกับผู้ชาย
ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีรับคำชมทุกประเภท
อิทสึกิตอบตรงๆ ไม่มีการเขินอาย ด้วยดวงตารูปอัลมอนด์สวย นัยน์ตาดำหวานฉ่ำ ขนตายาวเป็นแพหนา ใบหน้าเล็ก จมูกได้รูป คางเรียว ริมฝีปากบางสีแดงสด ถึงกับมีคนเคยบอกว่าเพียงแค่ถอนหายใจเฉยๆ ก็ดูยั่วยวนแล้ว เขาจึงชินกับการได้รับคำชมประเภทนี้มานานแล้ว
ฝ่ายมารดาดูจะถูกอกถูกใจกับรูปโฉมของเขาเอาการอยู่ แต่ทางบิดากลับรำพึงรำพันขึ้นมาด้วยท่าทียุ่งยากใจอย่างไรชอบกล
วาคาโกะชอบคนหน้าตาดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่
แม้จะเอ่ยอย่างนั้นแต่ก็ไม่ได้แสดงอาการต่อต้านคนรักของบุตรสาวแต่อย่างใด ทางอิทสึกิเสียอีกที่รู้สึกสะกิดใจกับหญิงสาวแปลกหน้าผู้หนึ่งที่นั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยกับเก้าอี้ว่างข้างๆ หล่อน
ถ้ามาพร้อมหน้าแล้วก็เริ่มเลย
โคโนเอะนั่นเองที่เดินตามเข้ามาสั่งพนักงานในร้านและนั่งลงตรงเก้าอี้ปริศนาตัวนั้น
เมื่อพนักงานเข้ามารินไวน์เสิร์ฟให้แต่ละคนบนโต๊ะและชนแก้วกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โคโนเอะจึงได้โอกาสแนะนำหญิงสาวที่อยู่เคียงข้างให้ทุกคนได้รู้จัก
คุณมัทสึชิตะ ชิโฮ คบกันมาตั้งแต่ปีที่แล้วครับ เพิ่งหมั้นกันเมื่อวันก่อน
สวัสดีค่ะ รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้พบกับทุกคนค่ะ
ชิโฮตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม มุมปากที่เหยียดขึ้นนิดๆ วาดเป็นแนวโค้งสมกับเป็นกุลสตรี ตรงกันข้ามกับวาคาโกะดูเจิดจ้าด้วยความที่เป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง นิ้วเรียวของหล่อนที่กำลังประคองแก้วมีแหวนเพชรเม็ดงามเปล่งประกายระยิบระยับ
การร่วมรับประทานอาหารครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเป็นการแนะนำตัวคนรักของลูกๆ แต่ละคนให้พ่อและแม่ได้รู้จัก ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยหากอิทสึกิจะตอบรับคำชวนของวาคาโกะ ทว่า...
ถึงกระนั้น อิทสึกิก็รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกแทงด้วยมีด มือเย็นเฉียบราวน้ำแข็ง ใจเต้นรัว กลัดกลุ้มจนแทบคลั่ง เขาเคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน เมื่อเจ้าของร้านบอกว่าได้ขายโคมไฟโบราณที่อยากได้มาไว้ในครอบครองไปแล้ว จนเขาอยากจะแย่งชิงโคมไฟมาเป็นของตน
คุณคางาวะทำงานอะไรหรือคะ?
อ๊ะ...ครับ
เสียงเอ่ยถามของมารดาสองพี่น้องเรียกสติของอิทสึกิกลับมาทันที เขาจึงรีบแสร้งยิ้มให้ ไม่นานนักออเดิร์ฟก็ถูกนำมาเสิร์ฟ มีฟัวกราส์ กับหญ้าแซฟฟรอน และฟรุ้ทซอสซึ่งถูกจัดเรียงอย่างมีศิลปะ
พอจบมหาวิทยาลัย ผมก็มาเปิดร้านขายเสื้อผ้ามือสองกับเพื่อน เอาเสื้อผ้ามาดัดแปลงแล้วออกขายเป็นแบรนด์ของพวกเราเองน่ะครับ
อิทสึกิหันไปตอบสองสามีภรรยา พยายามที่จะไม่สบตากับคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม ไม่อย่างนั้นการรับประทานอาหารครั้งนี้คงจะต้องล่ม เพราะเกิดมีคนเป็นโรคหัวใจเป็นแน่
เขาจะทำอย่างไรดี เพราะโคโนเอะนั้นไม่ใช่สิ่งของ เพียงคิดว่าอยากได้ก็เข้าข่ายก่ออาชญากรรมแล้ว แถมอีกฝ่ายก็ไม่ใช่ผู้หญิง แต่เป็นผู้ชาย...ผู้ชายที่ทั้งสง่างามและสูงส่งราวกับเจ้าชาย
ได้ยินว่าอายุเท่ากับวาคาโกะหรือคะ?
ครับ ปีนี้ก็ 24 แล้ว ผมกับวาคาโกะเรียนคนละสาขากันก็จริง แต่บังเอิญต้องลงวิชาบังคับในภาควิชาการออกแบบตัวเดียวกัน
สลัดเป๋าฮื้อดำกับสแกลลอป กุ้งลอบสเตอร์ในเจลลี่คอนซอมเม่ และวิชชี่สวาซตบแต่งด้วยไชฟว์ ถูกนำมาเสิร์ฟตามคอร์สของแต่ละคน หากอิทสึกิกลับไม่รับรู้รสชาติเลย เขารู้สึกว่าถูกโคโนเอะจ้องอยู่ตลอดเวลา ดวงตาเรียวมองไล่จากเสี้ยวหน้าด้านข้างไปจนถึงลำคอขาวนวล และจากปลายแขนเสื้อจรดข้อมือ โลมไล้ผิวของตนตั้งแต่ใบหู แก้ม คาง จนถึงคอเสื้อ
...!
ไม่สิ ถ้าพูดกันตามตรง คงต้องบอกว่าเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ ขณะที่โคโนเอะรับประทานอาหารด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ กลับจับจ้องร่างของอิทสึกิ สังเกตทุกอิริยาบถ ไม่ปล่อยให้คลาดสายตาแม้แต่น้อย ทีแรกเขาลองถามตัวเองว่าคิดมากไปหรือเปล่า แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งความรู้สึกพลุ่งพล่านภายในกายได้ แผ่นหลังสั่นสะท้าน ตื่นเต้นจนแทบหายใจไม่ออก
เมื่ออาหารจานหลักซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ถูกยกนำมาเสิร์ฟ หัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนเป็นเรื่องของครอบครัวอิทสึกิ บิดาของวาคาโกะถามถึงรายละเอียดต่างๆ หากเป็นไปด้วยวาจาสุภาพ
คุณพ่อของคุณคางาวะประกอบอาชีพอะไรหรือ?
หยุดเถอะค่ะคุณพ่อ เรื่องนั้นจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะค่ะ คนที่คบกับอิทสึกิคือหนูนะคะ
วาคาโกะปรามเพื่อไม่ให้บิดาซักไซ้จนเกินควร ส่วนอิทสึกิไม่ได้ใส่ใจอะไรอยู่แล้ว จึงยิ้มให้ แล้วตอบตามตรง
บริษัทจัดทำเครื่องนุ่งห่มครั...
คนพูดจำต้องชะงักเมื่อชิโฮ คู่หมั้นของโคโนเอะแสดงพฤติกรรมที่ทุกคนคาดไม่ถึงออกมา ทันทีที่ร่างสูงเขี่ยผักวอเตอร์เครส ซึ่งประดับอยู่บนสเต็กเนื้อลูกแกะไปไว้ข้างจาน หล่อนก็ใช้นิ้วเรียวที่เคลือบสีเล็บไว้อย่างงดงามหยิบขึ้นมารับประทาน สองสามีภรรยาดูท่าจะตกใจยิ่งกว่าอิทสึกิเสียอีก ขนาดคนโผงผางอย่างวาคาโกะยังจ้องชิโฮด้วยความประหลาดใจ
อ๊ะ ขอโทษที่เสียมารยาทค่ะ หญิงสาวกล่าวด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสา ราวกับไม่รู้สึกผิดในกริยาอันไร้มารยาทของตน
ที่บ้านฐานะไม่ค่อยดีน่ะค่ะ เลยกินทิ้งกินขว้างไม่ได้ หล่อนเอ่ยประโยคที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ผู้ดีของตนออกมาหน้าตาเฉย ส่วนโคโนเอะนั้นยังรับประทานอาหารต่อไปเรื่อยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่าทางสองคนนี้จะสนิทสนมกันมาก เพราะชิโฮรู้ดีว่าโคโนเอะชอบหรือเกลียดอะไร ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่เขาเกลียดด้วยแล้ว หล่อนคงจะเป็นคนรับเอาไว้โดยไม่ปริปากบ่นแน่ๆ อย่างนี้นี่เองถึงได้รู้ใจกัน
แม้จะรับรู้ว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องธรรมดาของคนเป็นคนรักกัน แต่หัวใจกลับรวดร้าวราวถูกเล็บแหลมจิกซ้ำลงไปยังแผลเก่า ทำไมเขาถึงติดใจโคโนเอะขนาดนี้นะ วาคาโกะที่เป็นน้องแท้ๆ ยังบ่นแล้วบ่นอีกเลยว่าอีกฝ่ายเป็นคนน่ารำคาญ แต่พอมาเจอตัวจริง เขากลับถูกฝ่ายนั้นดึงดูดเข้าอย่างจัง ทั้งๆ ที่ยังไม่ค่อยได้พูดคุยกัน
เอ่อ...ยอดมากเลยจ้ะ คนที่ไม่ให้ความสำคัญกับอาหารต่างหากที่ใช้ไม่ได้ จริงไหมคะคุณ
อ๊ะ...อืม จริงด้วย
อิทสึกิสับสนกับความรู้สึกยิดติดในตัวชายหนุ่มผู้นี้เป็นอย่างมาก กระทั่งลืมความกระอักกระอ่วนที่ถูกมองว่าเป็นคนรักของวาคาโกะไปเสียสิ้น ทำให้ไม่ได้มีส่วนร่วมในวงสนทนาบนโต๊ะอาหารเลย รสชาติของสเต็กเนื้อลูกแกะกับซอสไวน์ขาวที่พ่อครัวภูมิใจนำเสนอเอง เขาก็จำไม่ได้ และไม่ได้สนใจด้วย ส่วนของหวานนานาชนิดในรถเข็นที่พนักงานนำมาเสิร์ฟก็ส่ายหน้าปฏิเสธ จะมารู้สึกโล่งใจขึ้น ก็ตอนดื่มกาแฟหลังอาหาร
ถ้ามีเวลาก็มาเที่ยวบ้านเราบ้างนะจ๊ะ
ขอบคุณครับ ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ผมจะต้องไปแน่ๆ
อิทสึกิลุกขึ้นพร้อมตอบรับคำชวนจากมารดาของวาคาโกะหลังเสร็จสิ้นการรับประทานอาหาร ส่วนทางหัวหน้าครอบครัวเองก็ไม่ลืมทิ้งท้าย
ยินดีที่ได้พบนะ
ร่างบางส่งสายตาเป็นสัญญาณบอกวาคาโกะว่าหน้าที่ของตนควรจบลงได้แล้ว
ขอตัวสักครู่นะครับ
ขณะที่อิทสึกิตั้งท่าจะออกจากห้องโถงเพื่อไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำ บริกรคนหนึ่งก็ตรงเข้ามา แล้วผายมือไปทางประตูที่อยู่ด้านใน ดูเหมือนว่าในห้องโถงใหญ่จะมีห้องน้ำแยกเป็นพิเศษ สมกับที่ตระกูลโกโจเป็นแขกคนสำคัญของที่นี่
เมื่อประตูปิดลง อิทสึกิก็พลันรู้สึกโล่งใจที่ได้กลับไปเป็นตัวเองเสียที อันที่จริงเขาไม่ได้เป็นคนรักของวาคาโกะ แต่เพราะเพื่อนสาวถูกครอบครัวเร่งให้เพื่อนสาวแต่งงานเสียตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย เจ้าหล่อนจึงต้องหาทางบ่ายเบี่ยง
ทีพี่อายุมากกว่าตั้ง 8 ปีก็ยังเป็นโสดอยู่เลยนี่นา พนักงานธนาคารที่ยังไม่เป็นฝั่งเป็นฝาน่ะ ไม่มีทางประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหรอก
วาคาโกะอ้างเช่นนั้นอยู่หลายปี แต่แล้วพี่ชายตัวดีกลับชิงเปิดตัวคู่หมั้นตัดหน้าเสียนี่ ทั้งบิดามารดาที่ต่างปลื้มอกปลื้มใจกันนักหนาจึงคิดจะนำเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างเพื่อบังคับให้วาคาโกะได้ออกเรือนอีกคน
ถ้ายังไม่มีแฟนพ่อกับแม่จะช่วยหาคนที่เหมาะสมมาให้ เป็นข้ออ้างที่ทำให้หญิงสาวถึงกับบ่นอุบ เพราะสรุปแล้วก็หมายถึงการดูตัวนั่นแหละ ซึ่งใครจะไปยอมกัน
ดังนั้นเมื่อวันก่อน หล่อนจึงประกาศออกมาว่า ถ้าจะต้องถูกลากไปดูตัวกับชายที่ไม่เคยพบกันมาก่อน สู้ให้มากินข้าวกับอิทสึกิในฐานะคนรักกำมะลอยังจะดีเสียกว่า แล้วจึงรีบตรงมาขอความช่วยเหลือจากเพื่อนหน้าสวยของตน
ขอยืมตัวหน่อยน่า เผื่อเวลาที่ร้านพวกนายขาดเงินจะได้ช่วยพูดให้ธนาคารของครอบครัวฉันปล่อยกู้ให้ยังไงล่ะ ดีไหม?
สงสัยจะเจ๊งก่อนจะได้ไปกู้ธนาคารไทโยล่ะไม่ว่า
ร้านเสื้อผ้ามือสองที่อิทสึกิทำร่วมกับเพื่อนที่ชื่อทาคาเนะนั้นเป็นร้านเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ชั้นล่างของแมนชั่นแถวชิโมคิตะซาวะ ทั้งค่าเช่าและเงินสำหรับซื้อของเข้าร้านล้วนได้มาจากกำไรอันน้อยนิดแค่พออยู่ได้
อิทสึกิตอบรับคำขอของหญิงสาวอย่างไม่ถือเป็นเรื่องสลักสำคัญนัก จนเมื่อเขาได้รับเชิญให้มาร่วมโต๊ะในภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสหรูเลิศในย่านกินซ่านี่แหละ จึงทำให้ได้มาพบเจอกับโคโนเอะ พี่ชายของวาคาโกะ
เฮ้อ... อิทสึกิปิดประตูห้องน้ำแล้วเอามือเท้าอ่างล้างหน้าหินอ่อน เมื่อนึกถึงสายตาเร่าร้อนคู่นั้นทีไร ก็พาลจะหมดแรงเอาเสียดื้อๆ เสียทุกที
บรรยากาศในห้องน้ำเป็นศิลปะแบบบาร็อค ทั้งก๊อกน้ำและกระจกเงาก็ล้วนแต่มีรูปแบบเดียวกันกับการตบแต่งภายในร้าน โคมไฟที่ประดับอยู่บนผนังสูงจนเกือบถึงเพดานเอง ก็เป็นโคมไฟแบบโบราณ เมื่อเห็นโคมไฟนั่นแล้วชายหนุ่มก็พลันนึกถึงโคมไฟโบราณแบบฝรั่งเศสที่ไปพบเข้าที่ร้านขายของเก่าแถวโยโกฮาม่าซึ่งหลงใหลมานานนับสิบปี ตั้งแต่ฐานอันงดงามมีเถาวัลย์เหล็กพันประดับ โคมสองชั้นอันประกอบด้วยสีส้มและสีน้ำเงิน ตลอดจนดีไซน์ที่ชวนให้นึกถึงพระอาทิตย์ยามอัสดง ทั้งหมดล้วนขโมยหัวใจเขาไปตั้งแต่แรกเห็น ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ต้องได้มันมา!
แพงหน่อยนะเพราะเป็นผลงานของพี่น้องตระกูลมิลเลอร์ตั้งแต่ปี 1920
เจ้าของร้านเอ่ยกับเขาซึ่งขณะนั้นยังเป็นแค่เด็กมัธยมต้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาและท่าทางเย่อหยิ่ง ด้วยช่วงหลังจากเศรษฐกิจฟองสบู่ ไม่ว่าสินค้าประเภทใดก็ขยับราคาสูงขึ้นทั้งนั้น
แถมยังมีลูกค้าจองเอาไว้แล้วด้วย
กระนั้นอิทสึกิก็ยังอยากชื่นชมให้นานกว่านี้ มากขึ้นแม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ยังดี ฉะนั้นหลังเลิกเรียนทุกวัน เขาจะลงทุนนั่งรถไฟไปโยโกฮาม่า เพื่อดูโคมไฟอันนั้น จนวันหนึ่งเจ้าของร้านซึ่งคงจะยอมแพ้ให้กับความมุ่งมั่นของเด็กหนุ่มก็เอ่ยขึ้นว่า
โคมไฟนั่นน่ะลูกค้าบอกยกเลิกแล้ว ยังอยากได้อยู่ไหม?
แม้จะเป็นของราคาแพงจนเด็กมัธยมต้นอย่างอิทสึกิคงไม่มีปัญญาซื้อ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป
ผมซื้อครับ ถึงจะต้องยืมเงินพ่อแม่มาก็เถอะ
งั้นจะเก็บไว้ให้ก่อนแล้วกัน
ด้วยเหตุนี้เอง อิทสึกิจึงทำงานพิเศษ คอยเช็คสต็อก จัดเตรียมเครื่องแต่งกาย รวมไปถึงส่งของ ที่บริษัทของบิดา ตลอดช่วงเปิดเทอมฤดูร้อนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ จนในที่สุดเขาก็เก็บเงินได้ถึงห้าแสนสองหมื่นเยนรวมกับเงินออมเดิม จึงรีบตรงดิ่งไปที่ร้านขายวัตถุโบราณเพื่อซื้อโคมโฟในดวงใจมาเป็นสมบัติของตัวเอง
เหมือนกับรักแรกพบเลย
ไม่ใช่สิ! เป็นพรหมลิขิตต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกยามที่ได้เห็นโคมไฟโบราณในครั้งนั้นเทียบไม่ได้กับความรู้สึกเมื่อแรกเห็นชายหนุ่มผู้นี้ อิทสึกิทรมานกับความรู้สึกผิด กระนั้นก็ยังปรารถนาเรือนร่างของอีกฝ่าย ซ้ำร้ายเขายังมีคู่รักเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว พอนึกได้เท่านี้ ความรู้สึกเจ็บปวดก็พลันแล่นขึ้นในอก
ทำไม...
ทั้งที่เขาไม่เคยต้องการใครมากขนาดนี้มาก่อนแท้ๆ แล้วทำไมคนที่เขาลุ่มหลงถึงต้องเป็นผู้ชาย ทำให้เขาลำบากใจด้วย ก่อนหน้านี้ตัวเขาเองก็ไม่เคยสนใจผู้ชายเสียหน่อย แม้ใบหน้าของเขาจะสวยจนทำให้มีหนุ่มๆ เข้าใจผิดเข้ามาจีบอยู่บ่อยๆ แต่เขาก็ไม่เคยชอบเลย
อิทสึกิคิดในใจอย่างหงุดหงิด ส่ายหน้า มือเอื้อมเปิดก๊อกน้ำสีทอง แล้ววักน้ำขึ้นล้างหน้า ไม่ใส่ใจหยดน้ำที่กระเซ็นมาโดน หวังเพียงให้ความร้อนรุ่มบรรเทาลง แต่ไม่ว่าจะพยายามล้างด้วยน้ำเย็นสักเท่าไร ความรู้สึกก็ไม่จางหายลง เขาจึงหยิบกระดาษเช็ดหน้ามาซับน้ำออก
ทันใดนั้นประตูห้องน้ำก็เปิดออก ร่างสูงของโคโนเอะก็ก้มเดินผ่านประตูก้าวเข้ามา
เอ่อ...
อิทสึกิเสหันหน้าหนีด้วยความอายเนื่องจากตนใช้เวลาในห้องน้ำนานเกินไป แล้วโค้งให้โคโนเอะ เตรียมจะเดินผ่านออกไป แต่แล้วก็กลับถูกมือใหญ่ยึดแขนทั้งสองข้างเอาไว้ กลิ่นโคโลญจน์โชยมาแตะจมูก หัวใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมาจากอก มืออันอบอุ่นของโคโนเอะที่คล้ายกับสัมผัสผ่านเนื้อผ้าทำให้ร่างเพรียวหวั่นไหว
มะ...มีอะไรหรือครับ...
ด้วยความตื่นเต้นและความปลาบปลื้มจนเกินเหตุ ทำให้อิทสึกิคิดเอาเองว่าความรู้สึกของเขาคงสื่อไปถึงคนๆ นี้แล้ว
เมื่อกี้เธอบอกว่าเปิดร้านอยู่
โคโนเอะใช้มือข้างที่เหลือปิดประตูแล้วเดินเข้าหาอิทสึกิถอยไปที่มุมข้างอ่างล้างหน้า ร่างบางหัวใจเต้นระรัวด้วยกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง หากคำพูดที่ได้ยินกลับเยียบเย็นดั่งน้ำแข็ง
คงทำแค่เล่นๆ สินะ ถ้าร้านไปไม่รอดก็คิดจะเอาเงินจากวาคาโกะใช่ไหมล่ะ?
ถ้อยคำดูแคลนทำให้อิทสึกิถึงกับพูดไม่ออก เขาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่ายด้วยดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากขบแน่น เมื่อนึกย้อนกลับไปตอนที่วาคาโกะมาขอให้เขาช่วย หล่อนก็พูดถึงในลักษณะคล้ายๆ กัน แต่ด้วยความสนิทสนมจึงไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการล้อเล่น
ไม่ต้องห่วงครับ เรามีกำไรอยู่เรื่อยๆ ถึงจะไม่มากนักก็เถอะ ส่วนค่าแรงก็ไม่ต้องจ่าย เพราะมีแค่ผมกับเพื่อน เราก็เลยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาด้านการเงินจากใคร
อิทสึกิตอบพลางพยายามปัดมือแกร่งออก แต่โคโนเอะซึ่งแสดงอาการไม่พอใจที่อีกฝ่ายต่อต้านกลับรีบเคลื่อนกายเข้าหา กดดันจนร่างบางจำต้องถอยหนีกระทั่งชิดกำแพง
รังสีแห่งการคุกคามกำลังแผ่ซ่านออกมาจากคนที่อยู่เบื้องหน้า!
ปล่อยนะ...
เงียบ!
โคโนเอะบีบกรามของอิทสึกิที่เริ่มโวยวาย ด้วยความสูงที่ต่างกันทำให้ร่างบางต้องเงยหน้าขึ้นสบตา ลำคอขาวนวลขยับตามจังหวะการหายใจ พออยากจะอ้าปากร้องตะโกน ก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นระเรี่ยเข้ามาใกล้
นัยน์ตาคมเป็นประกายวาว ทอดลงมองใบหน้างาม มันหาใช่แววตาแห่งการข่มขู่ไม่ ด้วยเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ดึงดูดใจจนยากจะถอนตัว ทั้งสองถูกความปรารถนาตรึงไว้ จนในที่สุดริมฝีปากก็ค่อยๆ ขยับเข้าใกล้...แนบประทับ
...!
ทันทีที่เรียวปากของทั้งคู่สัมผัสกัน ความรู้สึกร้อนรุ่มก็พลันปะทุเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ลิ้นนุ่มแลกเปลี่ยนหยอกเย้าไปมาจนอิทสึกิแทบทนไม่ไหว แผงขนตายาวหลุบลง ริมฝีปากล่างถูกขบกัดจนร่างบางจำต้องให้ชายหนุ่มรุกล้ำ
...อ๊ะ...
ความรู้สึกมึนเมาราวกับได้ลิ้มลองรสชาติหอมหวานของไวน์ชั้นเลิศนี้คืออะไรกัน...
กลีบปากสีแดงสดเผยอออกราวกับวอนขอสัมผัสจากฝ่ายตรงข้ามอีก เรียวลิ้นลากผ่านแนวฟันขาวก่อนจะสอดแทรกเข้าสู่ภายใน เสียงหอบหายใจหลุดรอดออกจากลำคอ ความเสียวซ่านแล่นไปทั่วร่าง
อืม...
ลิ้นเปียกชื้นของโคโนเอะสอดสัมผัสภายในอย่างเพลิดเพลิน โลมไล้ไปทั่วปาก กว่าอิทสึกิจะรู้ตัว เขาก็เป็นฝ่ายแทรกลิ้นเข้าร้องขอจุมพิตที่หนักหน่วงกว่านี้จากชายหนุ่มเสียเอง
ความชุ่มชื้นหยดลงจากมุมปาก ใบหน้างามแสดงถึงความเคลิบเคลิ้ม หลงใหลไปกับรสจูบที่ร่างสูงมอบให้
สะโพกมนขยับเข้าใกล้ จนเมื่อชายหนุ่มรับรู้ถึงการตื่นตัวของร่างบาง จึงสอดขาแกร่งเข้าเสียดสี
อา...
หากริมฝีปากบางไม่ได้ถูกประกบปิดเอาไว้ คงจะมีเสียงครวญครางเล็ดลอดออกไปเป็นแน่ ทั้งลิ้นและริมฝีปากเปียกชุ่ม แม้แต่ลมหายใจยังถูกกลืนกิน ความเสียวซ่านแผ่ไปจนถึงสะโพก ทำเอาขาทั้งสองอ่อนระทวยทรุดลงบนตักของร่างสูง
แม้โคโนเอะจะผละจากริมฝีปากบางและปล่อยมือจากคางที่จับยึดไปแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถขยับตัวได้ในทันที หากไม่มีกำแพงและอ่างล้างหน้ากั้นอยู่เบื้องหลังคงได้ทรุดนั่งลงไปตรงนั้นแน่
เธอ...
โคโนเอะชะงักไป คิ้วขมวดมุ่นด้วยความฉงน พลางใช้นิ้วปาดริมฝีปาก แล้วพูดต่อในทำนองว่าอิทสึกิเป็นต้นเหตุให้เขาทำอะไรแบบนั้น
ทั้งที่มีวาคาโกะอยู่แล้วก็ยังเป็นแบบนี้อีก ก็น่าคิดอยู่หรอกว่าทำเพื่อเงิน
แล้วทีคุณล่ะ...
มีคู่หมั้นที่ทั้งแสนดีและอ่อนโยนขนาดนั้นอยู่แล้วแท้ๆ
อิทสึกิสับสนในตัวเองเกินกว่าจะสนใจท่าทีคุกคามของร่างสูง ในขณะที่ตนถูกอีกฝ่ายกระทำราวกับเป็นผู้หญิง หากแทนที่จะผลักไส เขากลับตอบสนองอย่างเร่าร้อน แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นเรื่องต้องห้ามและเขาก็ไม่มีทางได้เป็นเจ้าของชายผู้นี้ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่บนริมฝีปากทำให้ถวิลหาโคโนเอะขึ้นมาอีกครั้ง
น่าสมเพชตัวเองชะมัด!
ร่างเพรียวกัดฟันแน่น ไม่รู้จะปลดปล่อยความปรารถนาอย่างไรดี นัยน์ตาฉ่ำชื้นมองโคโนเอะแล้วก็ต้องเบือนหน้าหนีราวกับไม่อยากเห็น ภายในลำคอตีบตันจนหายใจแทบไม่ออก เป็นครั้งแรกที่ต้องจมอยู่ในห้วงความคิดอันไร้ซึ่งทางออก ความทรมานค่อยๆ กลืนกินความเข้มแข็งไปทีละน้อย จนอยากร้องไห้ออกมาเสียเฉยๆ
............................................................................
ตัวอย่าง ตอน 2
จะให้ยืม 500 ล้านแล้วกัน
น้ำเสียงราบเรียบซึ่งไม่เข้ากับจำนวนเงินมหาศาลที่ว่าเลยดังขึ้นจากเบื้องหลัง
เอ๋?...
อิทสึกิที่กำลังสาวเท้าไปทางประตูอย่างรวดเร็ว ถึงกับชะงักทันที ก่อนจะหันกลับมาพลางสงสัยว่าเหตุใดจึงให้กู้เงินด้วยจำนวนมากเช่นนั้น แทนที่จะรู้สึกว่าตนเองสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการสนทนาครั้งนี้แล้ว ร่างบางจึงมองร่างสูงด้วยสายตาเคลือบแคลง
เจ้าหนี้หลักคือธนาคารอาคาทสึกิใช่ไหม? ฉันจะได้ไปคุยกับผู้รับผิดชอบของที่นั่นไว้ก่อน หมายความว่าจะช่วยระงับการเพิ่มดอกเบี้ยจากธนาคารอาคาทสึกิให้อย่างนั้นหรือ?
อา...ขอบคุณครับ... ใบหน้างามแสดงออกถึงความโล่งอกและยินดี เขาโค้งคำนับต่ำพร้อมกล่าวคำขอบคุณ แต่เมื่อเงยขึ้น...
แต่เธอต้องจ่ายค่าตอบแทน! โคโนเอะพูดต่อด้วยน้ำเสียงอันแข็งกระด้าง
ด้วยอาคารสำนักงานใหญ่หรือครับ? เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทติดลบมาตลอด จึงไม่มีสินทรัพย์อื่นใดที่สามารถจะนำมาค้ำประกันได้ ร่างบางเลยเผลอหลุดปากออกไป แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นมันก็กลายเป็นการค้ำประกันซ้ำซ้อนสิ!
ตึกนั้นใช้ค้ำประกันกับทางอาคาทสึกิไปแล้วนี่
ถ้าอย่างนั้นจะให้ใช้อะไร...?
เจ้าตัวยังไม่ทันพูดจบ แขนแกร่งของโคโนเอะก็ยื่นมาจับคางเขาไว้แล้วดึงเข้าหาจนอิทสึกิเซไปข้างหน้าเกือบซบเข้ากับอกของร่างสูง
เธอมีหน้าแบบนี้ ไม่คิดจะใช้มันให้เป็นประโยชน์บ้างหรือ?
โคโนเอะจ้องมองดวงตาอันหวานเชื่อมคู่นั้น พลางลูบคางขาวเนียนไปมา ปลายนิ้วเลื่อนขึ้นไปไล้โลมริมฝีปากนุ่มซึ่งเปลี่ยนเป็นสีแดงจัดเพราะความตื่นตระหนก
หมายความ...ว่ายังไง?
เมื่อถูกชายหนุ่มสัมผัสในระยะใกล้ อิทสึกิก็ไม่สามารถสะกดกลั้นจิตใจได้อีกต่อไป น้ำเสียงแหบพร่า ลำคอขาวนวลขยับไหวขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ
ไม่เข้าใจจริงๆ หรือ?
ดวงตาคมที่ลุกโชนด้วยแรงปรารถนาประสานกับนัยน์ตาคู่งามของอีกฝ่าย เสียงกระซิบอันเร่าร้อนและลมหายใจที่รินรดริมฝีปากบางราวกับจะกลืนกินร่างทั้งร่างของเขาเข้าไป สายตาเล้าโลมของโคโนเอะและความรู้สึกอันรุนแรงที่ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึกล้วนสื่อความหมายออกมาอย่างชัดเจน
นี่นายคิดจะให้ฉันจ่ายด้วยร่างกายใช่ไหม!
อิทสึกิรู้สึกไม่พอใจที่คนๆ นี้ทำราวกับเงินสามารถซื้อได้ทุกอย่าง จนเขาไม่คิดจะใช้คำสุภาพอีกต่อไป เรียวปากหยักขึ้นอย่างชิงชัง ก่อนส่งยิ้มเหยียดให้ แต่อีกนัยหนึ่ง การที่เขาตอบโต้ออกไปรุนแรงถึงเพียงนี้ อาจเป็นเพราะต้องการปกปิดว่าตนก็เกิดความปรารถนาในตัวชายตรงหน้าเช่นเดียวกัน
ก็รู้อยู่แล้วนี่นา เป็นฝ่ายโคโนเอะเสียอีกที่ยิ้มอย่างเบิกบานใจ เขาตวัดแขนโอบรอบแผ่นหลังบางแล้วโน้มเข้ามากอด มือหนาสัมผัสเอวบางผ่านชุดสูทก่อนที่จะลูบไล้ฝ่ามือไปทั่วด้วยความเพลิดเพลินในรสสัมผัสที่ได้รับ
ไอ้บ้า ฉันเป็นผู้ชายนะโว้ย!
คำบริภาษหลุดจากริมฝีปากบาง ชายคนเดียวกันนี้เองที่สัมผัสเขายามพบหน้ากันครั้งแรก มาบัดนี้ ยังคงดึงดูดให้จมดิ่งสู่วังวนแห่งความปรารถนา ภายในจิตใจเขาร้อนรุ่มปั่นป่วนไปหมด
ดูก็รู้แล้ว
ขาแกร่งสอดเข้ามาคล้ายจะบอกให้รับรู้ด้วยร่างกาย เบื้องล่างแนบสนิทกับหว่างขาของอิทสึกิ
...คะ...คุณ...คนวิปริต
ร่างบางหลบสายตาลงต่ำ น้ำเสียงสั่นระริกเล็ดลอดผ่านออกมาแผ่วเบา
ถ้าอยากจะคิดอย่างนั้นก็ตามใจ ฉันไม่ฝืนใจเธอหรอก เอ่ยเช่นนั้นแล้วก็ปล่อยมือจากคางอย่างไร้เยื่อใย แล้วผละจากไปเสียเฉยๆ
อิทสึกิยืนนิ่งด้วยความรู้สึกที่ยังค้างคา ความอบอุ่นจากผิวสัมผัสค่อยๆ จางหายไป ชวนให้ขนลุกราวกับกำลังหนาวสั่น หากโคโนเอะออกปากเชื้อเชิญโดยไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาคงตอบรับข้อเสนอนั้นด้วยความยินดีเป็นแน่ แม้จะลังเลว่าความรู้สึกนี้คืออะไร...มันคงเป็นความลุ่มหลงจนเกินขอบเขตกระมัง
เมื่อกี้...คู่หมั้นของคุณเพิ่งจะออกไปไม่ใช่เหรอ จะนอกใจกันแบบนี้เลยหรือไง?
อย่าเข้าใจผิดสิ ชายหนุ่มตอบกลับอย่างฉุนเฉียว
เราคุยกันเรื่องธุรกิจ อย่าเอาไปปนกับเรื่องอื่นสิ เธอน่ะคิดแค่เรื่องใช้หนี้อย่างเดียวก็พอแล้ว คงยังไม่ลืมฐานะตัวเองในตอนนี้หรอกนะ สายตาที่มองมาช่างทิ่มแทงใจเสียเหลือเกิน
...!
โคโนเอะไม่ได้หวังที่จะสร้างความสัมพันธ์ทางใจกับอิทสึกิแม้แต่น้อย เขาต้องการเพียงร่างกายเท่านั้น!
อิทสึกิตกตะลึง นัยน์ตาเบิกตากว้างเมื่อโดนอีกฝ่ายใช้วาจาเชือดเฉือนราวกับตนมิใช่คนระดับเดียวกัน ร่างบางจ้องมองผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่าด้วยความเจ็บแค้น
เอ้า! ตกลงจะเอายังไง? โคโนเอะเร่งรัดให้อีกฝ่ายตัดสินใจ
เมื่อนึกถึงคนอื่นๆ ทั้งบิดาที่มีใบหน้าซีดเซียว ชิมาโมโตะผู้คอยช่วยเหลือครอบครัวทุกวิถีทาง มารดาซึ่งดูแก่ลงภายในเวลาไม่กี่วัน ทุกคนกำลังลำบาก แล้วไหนจะเหล่าพนักงานที่เป็นกำลังให้บริษัทอีก
กรุณา...ช่วยผมด้วยครับ
ร่างบางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันสั่นเครือพลางก้าวเท้าเข้าไปใกล้ ในที่สุดเขาก็จำต้องเสนอตัวให้อีกฝ่ายด้วยความตั้งใจของตนเอง
To Be Continue In Lust Of Love