2009/Mar/13


นิยาย Charms Of Love Illust By Oki Mamiya วางจำหน่ายแล้วคะ

ราคา 260 บาท(รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)

เรื่องย่อและตัวอย่างการแปลอ่านได้ที่นี่เลยคะ

http://lucifer69.exteen.com/20080115/novel-sale-in-13-03-09

ขอบคุณมากคะที่สนใจงานของทางเรา

2008/Jan/23

ประกาศย้ายบอร์ดจากบอร์ดเก่าไปเป็นบอร์ดปิดนะคะ นั้นคือ

http://www.nebulaclub.com/board/

บอร์ดนี้จะเป็นบอร์ดเพื่อประชาสัมพันธ์งานของ 3 กลุ่มนะคะ

คือ Nebula / Cross และ Lucifer

ทุกท่านสามารถสมัครสมาชิกและถามไถ่ถึงงานของเราได้ในบอร์ดใหม่นี้เลยนะคะ

ขอบคุณมากคะ

edit @ 23 Jan 2008 10:28:12 by Lucifer

2008/Jan/15

Charms Of Love
Story By  Renka Hinatsu
Illust By Oki Mamiya
Tralation : Mizukizz
Edit By Lucifer&Acacia
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
In Store Now!
ของแถมสำหรับเล่มนี้ : โปสการ์ด อ.Oki Mamiya  1 แผ่น
ราคา : 260 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
Contact Us : lucifer_lostangel@hotmail.com

จู่ๆ ซึซึคาวะ ริว นักศึกษาธรรมดาก็ถูกชายหนุ่มรูปงามอย่างอาคิสึ ชูเซยื่นข้อเสนอว่า

“มาเป็นแฟนฉันเถอะ”

ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่งานคนรักชั่วคราวที่มีทั้งเสื้อผ้า อาหาร และที่พักฟรีก็ฟังดูสุดคุ้มเกิดกว่าเด็กหนีออกจากบ้านอย่างเขาจะปฏิเสธ
 
ระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ถูก ก็โดนหลอกล่อด้วยจูบแสนหวาน พอยอมตกลง ก็ถูกอุ้มขึ้นเตียง ถูกสัมผัสด้วยปลายนิ้วและลิ้นอุ่น ราวกับเป็นคนรักจริงๆ...

ริวมารู้ทีหลังว่าแท้ที่จริงแล้วนายจ้างที่เขารับทำงานนั้นเป็นถึงนักแข่งรถที่มีชื่อเสียง แถมยังได้มาเห็นบาดแผลลึกในใจที่เจ้าตัวพยายามปกปิดไว้อีก

เรื่องราวต่างๆ ประดังเข้ามากะทันหันจนริวรู้สึกสับสัน แต่เขาก็สัญญากับตัวเองว่าจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยชูเซจากอดีตที่แสนเจ็บปวดนั้น...

...................................................................................................

 ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 1 (ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ)

“นี่สินะ... โรงแรมเซ็นทรัล”

ร่างบางกวาดสายตาไปทั่วท่ามกลางตึกหรูหราแถบฝั่งตะวันตกของชินจูกุ ก่อนจะหยุดตรงตึกทรงสามเหลี่ยม ที่ตั้งของโรงแรมเซ็นทรัล

โรงแรมชื่อดังแห่งนี้มีจุดเด่นอยู่ตรงเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ออกแบบอย่างสวยงาม เห็นในโทรทัศน์อยู่เป็นประจำ เพราะบรรดาคนดังมักจะมาจัดงานแต่งงานกันที่นี่ เคยได้ยินมาว่า สำหรับพวกสาวออฟฟิศ การได้แต่งงานในที่หรูๆ อย่างโรงแรมเซ็นทรัลถือเป็นการป่าวประกาศฐานะทางการเงินของคู่แต่งงานอย่างหนึ่ง ผมจำได้ดี เพราะแม้แต่แม่ของผม เวลานั่งดูรายการที่เกี่ยวกับงานแต่งงานในโทรทัศน์ทีไร ก็มักจะทำตาเป็นประกายด้วยความหลงใหลไปด้วยทุกครั้ง
และตอนนี้ผมก็มายืนอยู่ตรงหน้าโรงแรมที่ว่าแล้ว แต่ก่อนจะก้าวเข้าไป เท้าทั้งสองข้างก็หยุดชะงัก

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมคือพื้นหินอ่อนปูพรมแดงหรูหรามีระดับ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเดินบนพรมแพงๆ อย่างนี้มาก่อนเลย ความกดดันทับถมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มลังเลว่าถ้าเอารองเท้าผ้าใบราคาถูกของตัวเองย่ำลงไปจะดีแน่หรือ นอกจากนี้ ผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่แถวล็อบบี้ก็แต่งตัวสวยงามเข้ากันกับสถานที่เสียจนทำให้เสื้อยืด กางเกงขายาวกับเป้กะหลั่วๆ ของผมดูผิดที่ผิดทางสุดๆ 
 
“ไม่เป็นไรหรอกน่า”
ผมพึมพำในลำคอที่แห้งผาก แล้วจึงพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ขณะก้าวผ่านล็อบบี้ไปยังลิฟท์ ทำทีเหมือนเคยเข้ามาพักหลายครั้งแล้ว

โชคยังดีที่ไม่มีใครอยู่ในลิฟท์ ตอนที่เหยียบเข้าไปเลยค่อยรู้สึกเหมือนน้ำหนักที่ถ่วงอยู่หายไปจนหมด ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะขยับตัวไปพิงผนังมุมลิฟต์ รอให้ประตูปิดลงช้าๆ

แต่ทันใดนั้นเอง ช่วงเวลาผ่อนคลายสั้นๆ นั้นก็ถูกทำลายลง เมื่อประตูลิฟต์ที่กำลังจะปิดอยู่แล้ว ถูกร่างของชายคนหนึ่งแทรกตัวเข้ามา

“ขอโทษครับ”

น้ำเสียงทุ้มต่ำ รื่นหูเหมือนเสียงคลื่นกระทบฝั่งดึงความสนใจของผมได้อย่างง่ายดาย และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกอย่างก็เหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ ร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าในขณะนี้เป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา ไร้ที่ติ รูปลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบตรึงสายตาของผมให้นิ่งอยู่อย่างนั้น

จะใช้คำว่ามีเสน่ห์ก็คงไม่ผิดนัก เรือนผมสีดำสนิทที่ยาวลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อยทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ขณะที่ดวงตาคมที่มองเห็นรำไรผ่านเส้นผมเต็มไปด้วยแววสุขุม เฉลียวฉลาด ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดของเพศชายที่มีอยู่เต็มเปี่ยม รูปร่างที่สูงกำยำจนต้องเงยหน้ามองดูสง่า แต่ไม่ให้บรรยากาศกดดัน ตรงกันข้าม กลับทำให้รอบตัวเขาดูสดชื่นเหมือนมีสายลมเย็นๆ พัดผ่าน

“ชั้นไหนครับ?”

“อ๊ะ! ชะ... ชั้นหกครับ”

หลังจากที่ตอบไป ผมก็รู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนเองร้อนผ่าว เพิ่งรู้ตัวว่ามัวแต่ตกตะลึงจนลืมกดหมายเลขชั้น

“งั้นก็ชั้นเดียวกันสินะ”

เสียงหัวเราะเบาๆ ของอีกฝ่ายทำให้ผมต้องหัวเราะตามไปด้วยเพื่อกลบเกลื่อนความขายหน้าของตนเอง

“โอ๊ะ ของหล่นแน่ะ”

ร่างสูงสง่าในเครื่องแต่งกายที่เนี้ยบไปทุกส่วนก้มตัวลงเพื่อเก็บของบางอย่างบนพื้น

สิ่งที่ผมทำร่วงก็คือ... นามบัตรของทางร้านที่แนบมากับขวดไวน์ราคาแพงนั่น สงสัยจะเผลอทำหล่นตอนที่มัวแต่ตกตะลึงเมื่อครู่

“นี่”

“ขอบคุณครับ”

มือใหญ่ส่งนามบัตรสีทองให้ผม ดวงตาคมเหลือบมองแผ่นกระดาษเล็กๆ นั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะชะงัก

“ร้านนี้มัน...”

“เอ่อ...”

“นายเป็นคนของร้านนี้เหรอ?”
 
คนถามมองหน้าผมสลับกับโลโก้ของร้านที่อยู่บนนามบัตร
 
“ร้านอะไรเหรอครับ?”

“ก็ ‘ดอลเช่ วิต้า’ นี่ไง”

ท่าทางเขาจะรู้จักร้านนี้ดี หรือบางทีคนๆนี้อาจจะเป็นนักสะสมไวน์ตัวยง

“คุณชอบดื่มไวน์ด้วยเหรอครับ? สงสัยไวน์ของร้านนี้จะดังจริงๆ พอดีผมเพิ่งรู้จักกับคนของทางร้านน่ะครับ เลยถูกขอให้ช่วยมาส่งไวน์วินเทจขวดนี้แทน”

“ไวน์เหรอ?”

เขาก้มลงอ่านฉลากบนขวด

“วินเทจสินะ”

เสียงทุ้มต่ำทวนคำพูดของผมอยู่ในลำคอ

“ท่าทางรสชาติคงจะนุ่ม... แล้วก็หวานน่าดูสินะ ของดีแบบนี้ไม่น่าไปอยู่ในมือคนอื่นเลย น่าเสียดายจริงๆ”

แผ่นอกกว้างเลื่อนเข้ามาใกล้ มือใหญ่ยกขึ้นเสยผมหน้าที่ยาวระลงมาเหมือนต้องการจะพิจารณาใบหน้าของผม ปลายนิ้วเรียวยาวม้วนผมเส้นเล็กเล่น

“จะ...จะทำอะไรน่ะ!”

ผมปัดมือข้างนั้นออกทันที เสียงผิวเนื้อกระทบกันดังไปทั่วลิฟต์ที่เป็นเหมือนกล่องแคบๆ

ใบหน้าหล่อเหลานั้นตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาเห็นหน้าตาและรูปร่างที่ผอมบางเหมือนผู้หญิงแล้วคงคิดไปว่าผมจะไร้เดียงสาเหมือนรูปลักษณ์ภายนอก แต่ไม่ว่ายังไง ผมก็เป็นผู้ชาย ทำให้เผลอตอบโต้ไปอย่างรุนแรง และอาจจะบวกกับความหิวด้วยก็ได้ ผมถึงยิ่งรู้สึกโมโหมากกว่าปกติ  

"หืม? ...ท้าทายกว่าที่เห็นภายนอกจริงๆ”

ร่างสูงขยับริมฝีปาก ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลิฟต์ก็ขึ้นมาถึงชั้นหกเสียก่อน บทสนทนาของเราจึงจบลงแค่นั้น

“เชิญ”

มือใหญ่ยื่นไปจับขอบประตูที่เปิดค้างไว้ให้ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อยเหมือนจะเชิญให้ผมเดินออกไปก่อน

ผมที่ตอนนี้ไม่รู้สึกว่าควรต้องเกรงใจอีกแล้ว จึงแค่พูดขอบคุณ ก่อนจะก้าวออกจากลิฟต์

ห้อง 602 อยู่ตรงทางเดินข้างหน้า ผมเหลือบเห็นแผนผังหมายเลขห้องตรงกำแพงพอดี จึงเดินไปยังจุดหมายได้ทันที รู้สึกว่าผู้ชายคนเมื่อครู่ก็จะมีธุระทางนี้เหมือนกัน ผมถึงยังได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาทางด้านหลัง

จะด้วยแรงดึงดูดหรืออะไรไม่รู้ ผมถึงหันหลังกลับไปสบกับดวงตาคมกริบคู่เดิม ขณะที่เจ้าของกำลังไขกุญแจเพื่อเปิดประตูห้อง

“อ๊ะ...!”

ผมกลั้นหายใจ ก่อนจะหันหลังกลับ เร่งฝีเท้าก้าวไปทางจุดหมายซึ่งอยู่ถัดไปอีกประมาณสามห้อง

พอส่งไวน์เสร็จแล้ว ต้องรีบกลับไปรับค่าจ้างที่ตึก หลังจากนั้น ผมก็จะได้ทำหรู ผลาญเงินที่หามาด้วยการกินข้าวหน้าเนื้อจานใหญ่พิเศษ ทำแบบนั้นอาจจะมีผลต่อน้ำหนักกระเป๋าเงินในเดือนหน้าบ้าง แต่ก็น่าจะคุ้ม เพราะไม่ได้กินอาหารดีๆ มาหลายวัน แค่วันนี้วันเดียว ขอทำตัวเป็นเศรษฐีหน่อยเถอะ

แค่คิด ก็รู้สึกเหมือนลอยไปในอากาศ อิ่มอกอิ่มใจอย่างที่ไม่เป็นมานาน จนแม้แต่เสียงเคาะประตูก็ยังแจ่มชัดกว่าครั้งไหน

“ขอโทษครับ นำไวน์จาก ‘ดอลเช่ วิต้า’ มาส่งครับ”

ผมแนะนำตัวที่หน้าห้อง ก่อนจะมีเสียงชายวัยกลางคนตอบกลับมาจากอีกฟากหนึ่งของประตู 

“รอเดี๋ยว”

เมื่อได้เห็นผู้สั่งไวน์ ผมก็ต้องตกตะลึง เพราะคนที่มาเปิดประตูสวมแค่เสื้อคลุมอาบน้ำตัวเดียวเท่านั้น แต่บางที เขาอาจจะกำลังอาบน้ำอยู่ก็ได้

“อ๊ะ! นะ… นี่ครับ...”

พอตั้งสติได้ ผมก็รีบส่งไวน์ให้ แต่ฝ่ามือหนากลับยื่นมากุมไว้ทั้งของและมือของผมที่ประคองขวดไวน์อยู่ การถูกมืออวบที่มีแต่ไขมันสัมผัสไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีสักเท่าไหร่

“โอ้โห! ไม่คิดว่าจะได้เด็กน่ารักขนาดนี้ เอ้า! เข้ามาสิ! ฉันจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!”

ผมถูกเจ้าของห้องกระชากข้อมือผมอย่างรุนแรง ดึงให้ก้าวเข้าไปในห้อง

“เอ๊ะ!”

ฝ่ามือหนาอีกข้างก็ยกขึ้นโอบที่หัวไหล่

“เดี๋ยวครับ! คิดจะทำอะไรน่ะ!?”

มือของผมถูกกดลงจนเกือบจะถึงหว่างขาของอีกฝ่าย ผมรีบสะบัดมือหนี เท้าก้าวถอยไปด้านหลัง

ผมตั้งใจจะรีบหลบให้พ้นประตูห้อง ในเมื่อส่งของเสร็จแล้วก็รีบกลับเสียที แต่ฝ่ามือที่ยึดบ่าไว้นั้นแข็งแรงมาก ขาของผมจึงก้าวพ้นห้องไปได้แค่ข้างเดียวเท่านั้น

“มาถึงที่แล้วจะมาทำท่ากลัวอะไรอีก... หรือว่าเธอคิดจะยั่วทำให้เหมือนเป็นครั้งแรกกันแน่ หือ?”

พูดอะไรไม่รู้เรื่อง

ถึงจะไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายนัก แต่ในสถานการณ์แบบนี้ สัญชาติญาณบอกว่าผมควรจะรีบเผ่นดีกว่า

“ปะ... ปล่อยนะ!”

ระหว่างที่ผมพยายามดิ้นหนีฝ่ามือหนา ขวดไวน์ราคาแพงที่อุตส่าห์ประคับประคองมาตลอดทางก็ตกลงพื้น ขวดแก้วแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เสียงดังลั่น กลิ่นหอมของไวน์รสผลไม้ฟุ้งไปทั่ว ถึงจะรู้ว่าราคาของไวน์ขวดนี้ชวนกระเป๋าฉีกขนาดไหน แต่ตอนนี้ไม่ใช้เวลามาสนใจเรื่องพรรค์นั้น

“โธ่เว้ย! ก็บอกให้หยุดไงล่ะ!”

มือข้างที่ยังว่างอยู่ยกทุบตุบตับไปเท่าที่ทำได้ แต่ด้วยขนาดร่างกายที่แตกต่างกันมาก กำปั้นเล็กๆ ของผมคงไม่ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งสะเทือน

“ก้มหัวลง!”

เสียงทุ้มต่ำตะโกนมาไกลๆ กระตุ้นสมองสั่งการให้ร่างกายทำตามไปโดยอัตโนมัติ ผมรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างวืดผ่านศีรษะไป และนาทีต่อมา มือที่เกาะกุมผมไว้ก็คลายออก ส่วนเจ้าของมือทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น มือสองข้างกุมใบหน้า ถึงจะยังมีสติอยู่ แต่ก็คงยืนไม่ขึ้นไปอีกนาน

“จะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม!”

ผมมัวแต่ตกตะลึง เรียบเรียงสถานการณ์ไม่ถูก มารู้ตัวอีกที ก็เพราะเสียงตะโกนจากด้านหลัง

เมื่อหันกลับไป ก็พบชายหนุ่มที่เพิ่งเจอในลิฟต์ก่อนหน้านี้ เขากำลังสะบัดมือไปมา เหมือนพยายามให้สิ่งสกปรกหลุดออกไป

“นี่คุณชกเขาเหรอ!?”  

ตาเจ้าของห้องโรคจิตนี่คงโดนหมัดขวาเข้าไปเต็มแรง ถึงได้น็อคหมดรูปอย่างนี้

“ก็ใช่น่ะสิ อย่ามัวช้าอยู่เลย รีบหนีเถอะ”

ร่างสูงขยิบตาให้เหมือนเราสองคนร่วมกันทำผิด ท่าทางขี้เล่นของเขาดูตรงกันข้ามกับคำพูดจริงจังของเจ้าตัว

“หนีเหรอ?”

“ตามมา”

พูดจบ มือแกร่งก็กระชากให้ผมวิ่งออกจากห้อง 602 ตรงเข้าไปในประตูที่อยู่ถัดไปอีกสามห้อง

.........................................
 

“ฉันทำแบบนี้นี่ดีแล้วใช่ไหม?”

ทันทีที่ประตูปิดลงน้ำเสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยขึ้น

“เอ๊ะ?”

“ก็ที่ฉันอุตสาห์พานายหนีมา หวังว่าความจริงนายคงไม่ได้เล่นชู้กับตาลุง แล้วที่ทำท่ากลัวเมื่อกี้ก็เป็นแค่การแสดงให้สมบทบาทหรอกนะ?

“มะ...ไม่ ไม่ใช่แหงอยู่แล้ว! พูดอะไรบ้า ๆ!”

‘เล่นชู้’ บ้างละ ‘การแสดงให้สมบทบาท’ บ้างล่ะ แต่ละคำที่หลุดออกมานี่ไม่ได้เข้ากับริมฝีปากได้รูปนั่นเลย แต่เมื่อถูกตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ ก็ทำให้ผมอดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ ถึงคำที่พูดจะฟังดูงี่เง่าสิ้นดีก็เถอะ ผมแอบถอนหายใจเบาๆ

ว่าแต่ ไอ้ฉากเผ่นเมื่อกี้นี่อย่างกับในหนังแน่ะ ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผมเป็นคนที่สมบูรณ์แบบทั้งรูปร่าง หน้าตา และการแต่งตัวที่มีสไตล์ จนทำให้เผลอคิดไปว่าเขาเป็นดารา ผิวที่เป็นสีแทนตามสมัยนิยม ผมสีดำสนิทได้รับการดูแลเป็นอย่างดี คิ้วเข้มเสริมให้ใบหน้าคมดูโดดเด่นยิ่งขึ้น แล้วยังดวงตาที่เป็นประกายสดใสแต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยแววเฉลียวฉลาด ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็แตกต่างจากคนทั่วไป

ถึงผู้ชายคนนี้จะดูดีแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกถึงบรรยากาศอันตรายที่แฝงไปด้วยเล่ห์กลอย่างที่ไม่มีใครเหมือน

“เหรอ ถ้างั้นก็ดีแล้ว”

“ดีตรงไหน! ผมทำไวน์แตกนะ ของปีวินเทจซะด้วย!”

ผมย้อนนึกไปถึงกลิ่นองุ่นจากพื้นที่มีเศษแก้วแตกกระจาย

“ไม่ต้องห่วง ไอ้ไวน์ขวดนั้นไม่ใช่ปีวินเทจอะไรหรอก ก็แค่ไวน์ราคาถูก หาได้ตามร้านทั่วไป”

“หา? โกหกน่า เดี๋ยวสิ! ถ้างั้น ที่ผมพยายามรักษามาตลอดก็ศูนย์เปล่าน่ะสิ นี่ผมบ้าประคับประคองไวน์ราคาถูกเหรอเนี่ย”

“มันไม่ใช่ไวน์ปีวินเทจ ราคาคงไม่ถึงพันเยนด้วยซ้ำ นายถูกหลอกแล้วล่ะ แล้วใครบอกนายมาล่ะ?”

“คน...ที่ร้าน”

ผมพึมพำตอบออกไปเหมือนไม่มีสติ ในใจรู้สึกสับสน เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่หน้าตาท่าทางดีอย่างนั้นต้องมาหลอกกันด้วย

“ร้านดอลเช่ วิต้า ใช่ไหม? เมื่อกี้ฉันก็นึกอยู่แล้ว นายรู้ไหมว่าที่นั่นความจริงแล้วเป็นร้านอะไร?”

“ร้านอะไร?...ก็ร้านไวน์ไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่ใช่”

คำปฏิเสธสวนกลับมาทันที หลังจากทีลังเลเล็กน้อย อีกฝ่ายก็พูดต่อว่า

“พูดง่าย ๆ ก็คือ ร้านนายหน้าจัดหาเด็กขายบริการน่ะ”

“หา? ขายบริการ!?”

ที่เขาพูด หมายถึงอาชีพที่เด็กสาวมัธยมปลายชอบทำเพื่อหาค่าขนม ไอ้อาชีพที่ทำให้เป็นปัญหาสังคมอยู่...ใช่ไหม?

“ใช่...เวลาฉันมาพักที่โรงแรมเซ็นทรัล บางทีก็เห็นเด็กผู้ชายหน้าตาดีถือขวดไวน์คล้ายๆ ของนายเข้าไปในห้องแขก”

“งั้นก็หมายความว่า...”

“ใช่ ขวดไวน์ก็เหมือนเป็นนามบัตรประจำตัวของแต่ละคน ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขากล่อมให้นายตกลงมาทำงานแบบนี้ได้ยังไง แต่ถ้าเดาไม่ผิด เขาคงจะหลอกพวกเด็กหนุ่มไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างนายให้มาเป็นเหยื่อพวกตาลุงแก่บ้ากามพวกนั้นแหละ”

เมื่อกี้เขาพูดว่า ‘เด็กหนุ่ม’ ...งั้นก็หมายความว่า...

“หลอกผู้ชายให้มานอนกับผู้ชายด้วยกันเหรอ?”  

“อืม ก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสมัยนี้ไม่ใช่เหรอ?”

อาจจะใช่  แต่...

“แล้วคุณรู้เรื่องนี่ได้ยังไง?”

“ฉันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตสะอาดบริสุทธิ์จนไปอวดใครๆ เขาได้หรอก”

พอได้ฟังคำตอบ ผมถึงคิดได้ว่าไม่น่าตั้งคำถามละลาบละล้วงอย่างนั้นกับคนๆ นี้เลย ก็... อย่างที่เจ้าตัวบอกนั่นแหละ ผมก็ไม่คิดว่าเขาน่าไว้ใจสักเท่าไหร่หรอก

“...ถ้างั้น... ถ้างั้นเรื่องจ้างทำงานพิเศษก็โกหกน่ะสิ ไหนบอกว่าแค่ส่งไวน์ก็ได้หมื่นเยน โธ่... ทั้งที่กะจะกินข้าวหน้าเนื้อใหญ่พิเศษฉลองซะหน่อย ที่ไหนได้...”

พอพ้นเรื่องร้ายๆ มาได้ ก็พาลนึกถึงปัญหาขึ้นมาต่อ

“อ๊ะ! แต่ยังไงก็เอาไวน์ไปส่งแล้วนี่นา ถ้าลองย้อนกลับไปที่ร้าน เขาจะให้หมื่นเยนไหมนะ...”

“นี่นายจะบ้าเหรอ! ผู้ชายคนนั้นก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ลองกลับไปร้านตอนนี้สิ ดีไม่ดีจะโดนเก็บค่ารักษาพยาบาลเพิ่มอีก นายคงยังไม่อยากโดนจับไปขายเมืองนอกใช่ไหม?”

ไอเดียใหม่เลยปลิวหายไปพร้อมกับคำขู่

“อย่างงั้นเหรอ...”

ความหวังหลุดลอยไปแล้ว ความหิวก็ตรงเข้าโจมตีทันที แขนขาพาลหมดแรงเอาดื้อๆ

“เฮ้ย! เป็นอะไรหรือเปล่า?”

มือใหญ่ยื่นออกมาประคองผมที่ทรงตัวไม่อยู่ ใบหน้าหล่อเหลาที่ก้มมองสีหน้าผมเต็มไปด้วยความเป็นห่วง

“มะ...ไม่เป็นไร แค่หิวเท่านั้นเอง”

“หิวเหรอ? ทั้งที่อยู่กลางเมือง ในญี่ปุ่นที่ออกจะอุดมสมบูรณ์นี่นะ?”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

“ผมไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมาสามวันแล้ว...”

ช่วยไม่ได้นี่ นี่เป็นเพราะกรรมพันธุ์ พอรู้สึกหิวแล้วน้ำตาลในเลือดจะลดลงต่ำทันที ครอบครัวผมเป็นกันทั้งบ้านแหละ

“งั้นจะสั่งอาหารจากรูมเซอร์วิสไหมล่ะ?”

“เอ๋? สั่งได้เหรอ?”

ตอนนี้ผมสะกดคำว่า ‘เกรงใจ’ ไม่ถูกไปชั่วขณะ ในสมองเห็นแต่คำว่า ‘โอกาสทอง’ ผมกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจแล้วยื่นมือไปเกาะท่อนแขนแกร่ง

“อ๊ะ!”

ผมเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรพิลึกๆ อยู่ เด็กวัยรุ่นทั่วไปเขาไม่ดีใจตัวลอบกับข้าวมื้อเดียวหรอก นี่ผมอดอยากมากไปหรือเปล่านะ

“ฉันก็ยังไม่ได้ทานข้าวกลางวันเหมือนกัน ถ้ายังไงทานด้วยกันเลยก็แล้วกัน”

ฝ่ายตรงข้ามบอกแค่นั้น ก่อนที่จะเปิดเมนูของทางโรงแรมให้ผมสั่งตามสบาย


ระหว่างที่เราสองคนรอรูมเซอร์วิสมาส่งอาหาร เขาก็บอกให้ผมไปนั่งที่โซฟาในห้องด้านใน รู้สึกเหมือนห้องของชายหนุ่มคนนี้จะเป็นห้องพักแบบทวิน แต่ถ้าวัดจากสายตาแล้ว ทั้งความกว้าง ทั้งเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประดับหรูหรา ห้องนี้คงไม่ใช่แค่ห้องทวินธรรมดาๆ แน่
โครงสร้างภายนอกยังเหมือนห้องพักทั่วไป แต่ในนี้มีทั้งเคาท์เตอร์บาร์เล็กๆ ที่ภายในมีเหล้าหลายชนิดเอาไว้บริการแขก กระจกหน้าต่างก็ออกแบบให้สูงจากพื้นจรดเพดาน เพราะกะให้เน้นวิวทิวทัศน์ยาวค่ำคืนของชินจูกุ 

“บอกชื่อของนายหน่อยได้ไหม?”

“ริว...ซึซึคาวะ ริว อายุสิบแปดครับ”

“ยังเป็นนักเรียนอยู่เหรอ?”

“ครับ อยู่มหา’ลัยปีหนึ่ง”

“ฉันชื่อ อาคิสึ ชูเซ อายุยี่สิบหก”

อาคิสึ ชูเซ... เป็นชื่อที่เหมาะกับเขาจริงๆ ถึงจะแปลก ไม่คุ้นหู แต่ก็ฟังดูดีอย่างประหลาด ผมหลบตาลงต่ำ มองแค่ปลายเท้าของเขา แต่ก็ได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น

“ริวหนีออกจากบ้านมาเหรอ ถึงมีปัญหาเรื่องการเงิน?”

เห? เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงชั่วโมง ผู้ชายคนนี้ก็เรียกชื่อต้นผมแล้ว แถมทำท่าอย่างกับสนิทกันมานาน นี่ถ้าเป็นตาลุงหื่นเมื่อกี้เรียกล่ะ ผมคงแขวะในใจไปแล้วว่า ‘อะไรของมัน’ แต่นี่คนเรียกเป็นคนที่ดูดีอย่างคุณอาคิสึ เลยไม่ยักกะรู้สึกแย่อย่างที่คิด

“เปล่านะ แค่... มีเหตุผลนิดหน่อย ปิดเทอมนี้เลยกลับบ้านไม่ได้... คงคล้ายๆ ในนิยายเรื่อง ‘หนูน้อยจอมทระนง’ มั้ง”

“อ้อ เพราะงั้นเลยต้องหางานพิเศษสินะ”

“ครับ ตอนนี้แค่มีเงินเดือนให้กับที่พักฟรีก็ดีใจแล้ว”

“เงิน... กับที่พักงั้นเหรอ?”

พอถึงประโยคนี้ คุณอาคิสึที่ยืนอยู่ข้างหลังก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ

“มาอยู่กับฉันไหมล่ะ?”

“เอ๋? หมายความว่า...”

อีกฝ่ายคงสังเกตเห็นผมกระพริบตาถี่ๆ ด้วยความสงสัย ดวงตาคมจึงหรี่ลง ขณะมองใบหน้าผม

“บ้าน่า! ฉันไม่ได้หมายความว่าจะซื้อตัวนายสักหน่อย”

เสียงทุ้มดักทางเหมือนกลัวผมจะเข้าใจผิดเพราะเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อครู่

“ฉันมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อยน่ะ จะมาพักที่แมนชั่นของฉันก็ได้ ส่วนค่าแรงจะจ่ายให้ต่างหาก”

นับเป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้ง่ายๆ ที่พักฟรีกับเงินเดือนมาวางแปะอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องไปเดินหาให้เมื่อย

“เรื่องที่จะขอให้ช่วยเป็นเรื่องที่ผมทำได้จริงๆ เหรอ?”

“อืม นายเหมาะสมที่สุด”

“แล้วเป็นงานยังไงล่ะ?”

“ฉันไม่บอกนายง่ายๆ หรอก รู้ไหม ในชีวิตจริง ทุกอย่างมันไม่ได้มาฟรีๆ หรอกนะ”

ถึงจะว่าไม่ฟรีก็เถอะ แต่ตอนนี้ผมถังแตกอยู่นา

“ลังเลอยู่ล่ะสิ”

เสียงทุ้มต่ำหัวเราะอยู่ในลำคอเมื่อมองหน้าผม

“ง่ายนิดเดียว แค่นายตอบตกลงก่อน แล้วฉันก็จะบอกว่าเป็นงานอะไร แต่ฉันจะสอนให้อย่างหนึ่งนะ ในการเจรจาต่อรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องทำให้ตัวเองอยู่เหนือกว่าเสมอ จำเอาไว้ให้ดี”

เหมือนจงใจแกล้งยังไงไม่รู้ ริมฝีปากได้รูปพูดไปยิ้มไป ท่าทางเหมือนจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ด้วยซ้ำ

“หมายความว่าคุณจะบอกรายละเอียดงานก็ต่อเมื่อผมตกลงทำงานกับคุณอย่างงั้นสิ?”

เป็นเงื่อนไขที่ผมเสียเปรียบชัดๆ แบบนี้ใครจะไปเดาได้ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรจากผมบ้าง แต่พอจินตนาการว่าหลังจากนี้อาจจะต้องนอนตามตรอกซอกซอยเหม็นๆ ในชินจูกุแล้วก็... ทำงานกับผู้ชายคนนี้คงดีกว่า

นอกจากนี้... ผมอยากจะลองเชื่อประกายในดวงตาคู่นั้นดูสักครั้ง

“ก็ได้ ผมรับงาน”

“งั้นก็ตกลงตามนั้น”

ผมจับมือใหญ่ที่ยื่นมาตรงหน้า 


ว่าแต่... ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่นะ... ถ้าลองคิดดูดีๆ ตอนนี้ยังเป็นชั่วโมงทำงานของออฟฟิศต่างๆ อยู่ แถมพักโรงแรมห้าดาว ใส่เสื้อผ้าแพงๆ อย่างงี้ ตัดอาชีพพนักงานบริษัททิ้งไปได้เลย แต่ถ้าอย่างงั้นแล้วคนหนุ่มขนาดนี้ทำอาชีพอะไรกันแน่ ถึงมีเงินเป็นกอบเป็นกำได้

“บอกเอาไว้ก่อนว่าฉันไม่ใช่พนักงานบริษัท”

เขาพูดออกมาถูกจังหวะอย่างกับอ่านใจผมได้งั้นแหละ เจ้าตัวคงพอจะรู้เหมือนกันว่ามาดไม่ให้เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนอื่นเขา

เจ้าของห้องที่ผมกำลังนินทาอยู่ในใจเดินกลับมาจากเคาน์เตอร์บาร์ มือก็ยื่นขวดน้ำแร่ให้ผมขวดหนึ่ง

“ถ้าไม่ใช่พนักงานบริษัท งั้น...”

งานที่จะให้ผมช่วยมันคืออะไรกันแน่ล่ะ? ผมไม่ได้มีพลังจิตอ่านใจคนอื่นได้อย่างเขาเสียด้วย

“จะให้ผมเป็นแม่บ้านแบบกินอยู่พร้อมเหรอครับ?”

ผมลองเดาคำตอบแรกที่เข้ามาในสมอง กะแค่ล้อเล่นเท่านั้น แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับจ้องผมด้วยดวงตาเป็นประกายบางอย่าง

“นายทำงานบ้านได้หรือเปล่าล่ะ?”

“ก็... ได้อยู่หรอก แต่ไม่โปรขนาดพวกพนักงานทำความสะอาดมืออาชีพนะ”

“เท่านั้นก็ดีแล้ว แล้วทำอาหารเป็นไหม? ถ้าทำได้ ฉันจะจ่ายเพิ่มให้ด้วย”

งานผิดจากที่ผมคิดไว้ตอนแรกมากเลยแฮะ มาตอนนี้ชักจะเสียใจที่หาเรื่องพูดเล่นออกไปเสียแล้วสิ ไม่รู้ไปกระตุ้นต่อมความคิดพิลึกๆ ของว่าที่นายจ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้

“บอกแล้วไง ว่าไม่ต้องกังวลขนาดนั้น งานที่จะให้ทำน่ะเป็นแค่งานง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเท่าไหร่เลย ง่ายกว่ายอมถูกลุงหื่นนั่นเขมือบตั้งเยอะ”

“อึก!”

ภาพฝันร้ายย้อนมาฉายซ้ำรอบสอง ทำเอาผมเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก เลยทิ้งตัวเอนหลังพิงพนักโซฟา

“พูดงี้แดกดันกันชัดๆ”

“อ้าว เหรอ? ก็เรื่องจริงนี่นา อาชีพพรรค์นั้น ถ้าไม่ใช่คนจนตรอกจริงๆ ไม่มีใครเขาทำกันหรอก”

ถึงจะเรื่องจริงก็เถอะ แต่การถูกคนเพิ่งรู้จักมาวิจารณ์เป็นช็อตๆ หน้าตาเฉยอย่างงี้ ก็ทำให้อดนึกนินทาความหนาของหน้าคนพูดไม่ได้ 

“มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ท่าทางนายเป็นคนตรงๆ คิดอะไรก็แสดงออกอย่างนั้น คงจะไว้ใจได้”

“เอ๊ะ”

รู้สึกเหมือนไม่ใช่คำชม แต่จะลุกมาเต้นแร้งเต้นกาก็ไม่ได้ เดี๋ยวโดนหาว่าเป็นพวกไม่เก็บอาการอีก

“เห็นไหมล่ะ ว่าปุ๊บนายก็ชักสีหน้าแล้ว”

ก็นิสัยคนเรามันเปลี่ยนกันง่ายๆ เสียที่ไหนล่ะ

“ขอโทษทีที่ดูออกง่าย!”

“ไม่เห็นต้องขอโทษ ฉันแค่รู้สึกว่ามันน่าสนใจที่รูปร่างหน้าตากับนิสัยคนเรามันจะต่างกันได้ขนาดนี้ ดูเผินๆ นายก็เหมือนหนุ่มหน้าสวย บอบบาง น่าปกป้อง แต่พอรู้นิสัยแล้ว กลายเป็นว่านายออกจะเลือดร้อน มุทะลุ ทำอะไรตามอารมณ์ ไม่คิดหน้าคิดหลัง”

คนแปลกหน้าพูดแทงใจดำจริงๆ เถียงไปก็มีแต่เข้าตัว ผมเลยนิ่งไว้

“เรื่องงาน...”

อีกฝ่ายเว้นช่วงให้ผมสงบสติอารมณ์ ก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน

“ริว ช่วยเป็นแฟนฉันทีสิ”

“หา?”

หูเพี้ยน?

วูบหนึ่งผมรู้สึกเหมือนคนตรงหน้าใช้ศัพท์ยากจนผมแปลไม่ออก

“ฉันบอกว่า อยากให้นายช่วยเป็นแฟนฉันหน่อย”

มีผู้ชายที่หล่ออย่างกับดารามาขอร้องอะไรแบบนี้ด้วยสีหน้าจริงจัง พนันได้ว่าเป็นใครก็ต้องหัวใจเต้นแรงแทบจะระเบิดทั้งนั้นแหละ

“ตะ...แต่ผมเป็นผู้ชายนะ”

“แค่ดูก็รู้แล้ว เพราะเป็นริวหรอกนะฉันถึงขอให้ช่วย งานนี้ฉันจะให้ค่าจ้างอย่างงามเลย”

นี่เป็นการเจรจาธุรกิจหรอกเหรอ

พอรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดอยู่คนเดียว ความรู้สึกพลุ่งพล่านที่อยู่ในใจก็ค่อยๆ ดับลง

“ไหนว่าจะไม่ใช้เงินซื้อตัวผมอย่างตาลุงนั่นไง?”

“อ้อ...สงสัยฉันจะรวบรัดไปหน่อย ความจริงคือจะให้ ’แสดง’ เป็นแฟนต่างหาก ฉันอยากให้ทุกคนคิดว่าเราสองคนคบหากันอยู่ ทุกคนที่พูดนี่รวมทั้งพ่อแม่ของฉันกับคนในที่ทำงานด้วยนะ”

“หา? พ่อแม่ด้วยเหรอ?”

ปกติให้ครอบครัวรู้ว่าลูกตัวเองชอบผู้ชายด้วยกันก็แย่อยู่แล้ว นี่ยังจะให้รู้ว่ามีคนที่คบด้วยเป็นตัวเป็นตนอีก ...เขาจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?

“ถ้าพวกเขาคิดว่าฉันเป็นเกย์ มีแฟนเป็นผู้ชาย ก็คงไม่มายุ่งวุ่นวายกับฉันเรื่องแต่งงานอีก”

“ตะ...แต่ว่า...”

วิธีนี้ไม่รุนแรงไปหน่อยเหรอ?

“พอดีบ้านฉันไม่ค่อยเหมือนบ้านอื่นเขาน่ะ”

ผมคิดว่าปัญหาในครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่อยู่ในขอบเขตที่ผมควรจะเข้าไปยุ่งเลย

“หมายความว่า ผมต้องแกล้งเป็นแฟนคุณ ทำอาหารให้คุณกินทุกวัน ถึงจะได้ค่าจ้างใช่ไหม?”

ผมลองพูดเล่นกลับไปเพื่อสร้างความสนิทสนม ไหนๆ ก็จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดปิดเทอม

“ค่าแรงวันละหมื่นเยน ไม่รวมค่าอาหารที่ฉันจะให้ต่างหาก”

“หา? หมื่นเยน!?”

การให้คนแปลกหน้า ไม่รู้นิสัยใจคอมาอยู่ร่วมห้องก็ต้องขอบคุณมากแล้ว นี่ยังแถมค่าจ้างสูงลิ่วอีก รู้สึกเหมือนเอาเปรียบเขาอย่างไรไม่รู้

“ราคานี้ไม่มากหรอก แล้วทีนี้... นายเรียกฉันด้วยชื่อตัวดีไหม?”

“ชื่อเหรอ? คะ...คุณ...ชูเซ”

อะ...อายชะมัด แทบอยากเอาหัวมุดลงรู ไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว

“ที่จ่ายให้ขนาดนั้นเพราะฉันถือว่าก็เป็นงานหนัก แล้วยังต้องลำบากใจอีก เพราะงั้น ราคานี้ไม่เกินไปหรอก ไม่ต้องเกรงใจ”

“คะ...ครับ”

“อืม ดีมาก”

ผมนึกว่าเขาจะอธิบายอะไรต่อ แต่มือใหญ่กลับเอื้อมมาเชยคางผมขึ้นมา...เพื่อ...จูบ!

“ทำ...อะไร...”

ไม่นานนักริมฝีปากได้รูปก็ถอยออกไป แต่สติของผมก็ยังล่องลอยไปไหนต่อไหน

“ไหนลองเรียกชื่อฉันดูซิ”

ริมฝีปากบางเลื่อนมากระซิบข้างๆ หูตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“ชู...เซ”

“อีกครั้ง”

ผมรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวรดที่ข้างหู ทั้งที่หลับตาแน่น แต่หัวใจกลับเต้นดังราวกับเสียงกลอง

“...ชูเซ”

“เรียกอีก”

ลิ้นร้อนค่อยๆ แทรกเข้ามาในใบหู ทำให้ร่างของผมสั่นจนเกือบจะยืนไม่อยู่

“ชูเซ”

“อย่างนั้นแหละ”

เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบเบาๆ จุดความรู้สึกที่มอดลงไปแล้วให้ปะทุขึ้นอีก ในหัวว่างเปล่า ภาพตรงหน้ากลายเป็นสีขาวไปหมด

“ชูเซ...ชูเซ...ชู...เซ...”

ไม่รู้ผมพร่ำเพ้อเรียกชื่อเขาไปกี่หน แต่ทุกครั้งที่คำนั้นหลุดจากริมฝีปากก็เหมือนเจ้าของชื่อจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ 

“...ชูเซ”

ริมฝีปากผมย้ำชื่อของเขาออกไปพร้อมกับลมหายใจหอบ

“ดีมาก เท่านี้ก็ผ่านแล้ว”

เสียงทุ้มเอ่ยชมพร้อมกับเลื่อนริมฝีปากขึ้นจูบที่หน้าผาก ก่อนจะผละออกไป

“แค่นี้ก็จะไม่เขินเวลาเรียกชื่อแล้วใช่ไหมล่ะ?”

“อะ... อะไรนะ!?”

แค่ไม่กี่วินาที สติของผมก็ถูกกระชากกลับมา พร้อมกับที่เลือดในตัวพุ่งจี๊ดขึ้นสู่สมอง

“ทำบ้าอะไรคุณ! นั่นเป็นจูบแรกของผมนะ!”

ผมรัวกำปั้นใส่แผ่นอกกว้างไม่ยั้ง ชูเซกลั้นหายใจ ทำหน้าเหมือนเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกทำให้ตกใจ

“จูบแรกเหรอ?”

“เออสิ! ผิดหรือไง?”

“ไม่ผิดหรอก... โอ้โห! นี่เป็นเรื่องโรแมนติกที่สุดของฉันเลยนะเนี่ย ดีแล้วที่เลือกนาย”

ชูเซเข้ามากอดผมแรงๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจด้วยใบหน้ามีเสน่ห์ ความใกล้ชิดทำให้ผมได้กลิ่นน้ำหอมอวนอยู่ทั่วร่างของชายหนุ่ม ตรึงให้ผมนิ่งอยู่กับที่ ก่อนจะค่อยๆ ซบลงบนไหล่กว้าง

แปลก... ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่นาน แต่ผมกลับเชื่อว่าได้เจอคนที่เป็นห่วงผมอย่างจริงใจ แถมคนที่ว่ายังเป็นผู้ชายหน้าตาดีอย่างกับดาราแบบนี้อีก ผมนึกอยากมองใบหน้าคมใกล้ๆ จึงเงยหน้าขึ้น สบกับดวงตาเรียว และความลึกล้ำที่ฉายออกมากับสายตาคู่นั้นที่สะกดให้ผมไม่สามารถขยับตัวได้อีกครั้ง

“อือ...”

ชูเซก้มลงครอบครองริมฝีปากของผมอย่างรุนแรง ก่อนจะขบกัด หยอกเย้าด้วยความสนุกสนาน ลิ้นนุ่มสอดเข้ามาไล้สำรวจไปทั่ว จูบครั้งสุดท้ายเต็มไปด้วยความหวานและเร่าร้อนในเวลาเดียวกัน

รสจูบที่แท้จริงเป็นอย่างนี้นี่เอง

ริมฝีปากนุ่มที่เมื่อครู่เอ่ยคำพูดตรงๆ ออกมาโดยไม่สะทกสะท้าน ตอนนี้กลับหวานจนแทบจะหลอมละลายสัมผัสที่ได้รับพาให้สติหลุดลอย ไม่รับรู้สภาพรอบด้าน กว่าจะรู้ตัวอีกที ผมก็ถูกดันลงไปบนโซฟา

“ริว”

เสียงกระซิบเรียกชื่อดังขึ้นแผ่วๆ แต่ทำให้พายุอารมณ์โหมกระหน่ำจนไม่สามารถหยุดได้

ริมฝีปากอุ่นไล่ต่ำลงเรื่อยๆ จากลำคอลงมาแผ่นอก ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แถวสีข้าง ความไม่คุ้นเคยทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ แต่ไม่นานนัก ก็เหมือนเลือดกำลังไหลย้อนกลับ ทำให้รู้สึกปั่นป่วนไปหมด

“อ๊ะ”

ความรู้สึกที่ยากจะปฏิเสธแล่นขึ้นมา เมื่อลิ้นร้อนของอีกฝ่ายโลมโล้บริเวณยอดอก เส้นผมนุ่มสัมผัสถูกผิวของผมเบาๆ

“อา...”

ลมหายใจของผมเลยขาดเป็นช่วงๆ รู้สึกได้ถึงความเป็นชายที่เกร็งเขม็งอยู่ใต้กางเกงยีนส์ รอให้อะไรบางอย่างมาช่วยปลดปล่อยจากความรู้สึกพลุ่งพล่านนี้ 

“นี่...พูดว่าชูเซสิ”

ทั้งที่สมองผมเบลอไปหมด แต่เสียงของอีกฝ่ายยังนิ่งเหมือนปกติ

“ชูเซ...อา”

แค่เรียกชื่ออีกฝ่าย ผมก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาอีก

“อึ๊ก”

ปลายนิ้วเรียวยาวตรงเข้ากอบกุมแก่นกายที่แข็งขืน ก่อนจะค่อยๆรูดขึ้นลง โดยไม่พยายามเร่งจังหวะ แต่การเคลื่อนไหวนั้นก็ยิ่งกระตุ้นความสุขสมที่ก่อตัวขึ้นให้กระจายไปทั่ว

“เดี๋ยว... อะ... อื๊อ...”

สัมผัสนั้นไม่ได้เร่งร้อน แต่ในสมองก็นึกถึงแต่ผู้ชายที่กำลังปรนเปรอให้ผมอยู่ ทุกครั้งที่ใบหน้าหล่อเหลาลอยขึ้นมาในความคิด ความปรารถนาก็ยิ่งท่วมท้นขึ้นมาจนอยากจะครอบครองทุกอย่างที่เป็นคนๆนี้

“ชูเซ...”

ทั้งกางเกงยีนส์และชั้นในถูกปลดออกไปอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกอับอายจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดออกมาได้ เลยเลือกที่จะหลับตาแน่น แต่ถึงจะไม่มอง บริเวณส่วนสำคัญก็ยังต้องการสัมผัสจากปลายนิ้วเรียวนั้น แผ่นหลังจึงขยับไปตามธรรมชาติ

“ผม... รู้สึก... แปลกๆ...”

ผมน้ำตาซึมขณะฝืนพึมพำอยู่ในคอด้วยเสียงติดๆ ขัดๆ ชูเซดึงมือของผมที่ปิดหน้าอยู่ออกไป ก่อนจะก้มลงซับน้ำตาให้ด้วยปลายลิ้น

“ไม่แปลกหรอก นายแค่รู้สึกดีจากสัมผัสของฉันเท่านั้น”

“อะ... อา”

แผ่นหลังโค้งงอขึ้นตามแรงอารมณ์ เมื่อฝ่ามือแกร่งบีบเค้นส่วนกลางลำตัวของผมอย่างรุนแรง ความร้อนวูบที่ประดังเข้ามา ทำให้ร่างกายสั่นไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ปลายเท้า ความรู้สึกโลดแล่นไปตามจังหวะของปลายนิ้วเรียว ผมรู้สึกเหมือนมีไฟกองเล็กสุมอยู่ข้างใน พร้อมที่จะแผดเผาทุกอย่าง สัมผัสร้อนรุ่มกำลังจะพาผมไปถึงจุดสูงสุดอยู่แล้ว ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูก็ดังเข้ามา กระชากสติของผมให้กลับสู่ความเป็นจริง

“อ๊ะ”

ผมลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเดาะลิ้นของคนตรงหน้า

“ผะ... ผม...”

เห็นสารรูปที่ดูไม่ได้ของตัวเองแล้วปวดหัวจี๊ดขึ้นมาเลย

แต่เสียงเคาะประตูก็ยังดังต่อไป

“ครับ ครับ จะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”

เจ้าของห้องตะโกนบอกอย่างเบื่อหน้า ก่อนจะยันตัวขึ้นจากโซฟา

ผมยังตกตะลึง ไม่สามารถขยับตัวได้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ว่าตัวเองทำเรื่องน่าอับอายอย่างเมื่อครู่ไปได้อย่างไร

“รูมเซอร์วิสมาแล้ว งั้นไว้ต่อวันหลังก็แล้วกันนะ”

พูดจบ มือใหญ่ก็ยกขึ้นขยี้ผมตัวเอง ส่วนผมได้แต่นั่งอึ้งอยู่ที่เดิม ริมฝีปากได้รูปโน้มลงมาจูบเบาๆ บนหน้าผาก ชูเซคว้าผ้าคลุมเตียงมาปกปิดร่างที่เกือบจะเปลือยเปล่าให้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรับเบลบอยด้วยท่าทางปกติ

“เดี๋ยวก่อน! นี่หลังจากนี้ยังมีต่ออีกเหรอ!?”

ผมตะโกนผ่านผ้าคลุม แต่ดูเหมือนเสียงโวยวายจะไม่มีผลอะไรกับเขา ผมเลยไม่มีทางเลือก ต้องหุบปากเงียบ ยกมือสองข้างขึ้นปิดหู ขดตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมเตียง ไม่อยากคิดอะไรแล้ว

~To Be Continue in Charms Of Love~

2006/Mar/27

 

Endless Romance

Story By Suzuka Tachibana

Illust By Kaoru Yukifuna

Translater by Mizukizz

Edit By Acacia

Graphic design By Lucifer

Pin up : ไม่มี

In Store Now!

ขอแถมสำหรับนิยายเล่มนี้ : โปสการ์ดของ อ.มินามิ1 ใบ

ราคา 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)

เนื้อเรื่องย่อ

มิซากิ ซึบารุ นักเรียนชั้นมัธยมปลายผู้มีใบหน้างดงามได้เดินทางท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นมายังประเทศแถบอาหรับพร้อมคณะทัวร์ วันหนึ่งในช่วงเวลาเช้ามืด เด็กหนุ่มได้หลบออกมาเพียงลำพังเพื่อชมภาพทะเลทรายยามรุ่งอรุณ หวังเพียงว่าทิวทัศน์อันงดงามนั้นจะสามารถปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำของตนได้ แต่เมื่อซูบารุเดินทางไปเรื่อยๆ อยู่ๆ เขาก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะแล้วล้มลงกลางทะเลทราย

...และในความมืดมิดนั้น ร่างบางก็ถูกโจรทะเลทรายจับตัวไป

เมื่อรู้สึกตัวอีกที ซูบารุก็พบว่า ตนเองถูกพันธนาการอยู่ในงานประมูลทาสแห่งหนึ่ง สายตาหิวกระหายหลายคู่ที่จ้องมองมายังผิวขาวละเอียดนั้นทำให้ทุกๆ วินาทีของเด็กหนุ่มผ่านไปราวกับฝันร้าย...แต่แล้วกลางเวทีประมูล ชั่วขณะที่ความสิ้นหวังกำลังเกาะกุมจิตใจ เจ้าชายรูปงามผู้มีเกศาสีทองทอประกายราวกับแสงอาทิตย์ก็ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยยับยั้งการประมูล

อาบุด อัล ราชิด โอรสแห่งกษัตริย์ชาริมาต ผู้ปกครองดินแดนแห่งนั้น พระเนตรงามข้างหนึ่งเป็นสีน้ำเงินและอีกข้างสีน้ำตาลนั้นทำให้ซูบารุประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ซ้ำเด็กหนุ่มยังรู้สึกขอบคุณในน้ำพระทัยของเจ้าชายที่ได้ช่วยเหลือเขาไว้

แต่ขณะที่ร่างบางกำลังวางใจและเตรียมตัวกลับที่พักของตนนั้น...

เจ้าชายราชิดก็ลักพาตัวเขาไปยังค่ายพักกลางทะเลทรายของพระองค์!?

...................................................................................................

ตัวอย่างการแปล(ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ)

ในบริเวณที่ประทับส่วนพระองค์มีกองไฟก่อไว้โดยรอบ กระโจมที่เรียงกันเป็นแถวดูคล้ายเมืองขนาดย่อม บรรดาเจ้าของที่พักเหล่านั้นต่างสวมเสื้อผ้าแปลกตา พวกเขาค่อยๆทยอยกันออกมารวมกัน คาดว่าคงจะมารับเสด็จ ผู้หญิงหลายคนสวมผ้าคลุมหน้าเหมือนหญิงอาหรับทั่วไป ส่วนเด็กเล็กจะสวมกำไลเสียงดังกรุ๊งกริ๊งทั้งข้อมือและข้อเท้า สีหน้าของคนที่เข้ามามุงดูมีความประหลาดใจผสมกับอาการอยากรู้อยากเห็นเรื่องของร่างที่อยู่ในอ้อมพระอุระ 

แต่สำหรับจุดรวมสายตา อาการเหล่านั้นทำให้เขาหวาดผวา ริมฝีปากที่เคยกรีดร้องปิดสนิท ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ อีกทั้งลำคอที่แห้งผากเพราะการตะโกนติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายที่อ่อนล้า บวกกับความสับสน ทำให้รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังหลงทางอยู่ในห้วงแห่งความฝัน 

เจ้าชายหนุ่มตรัสอะไรบางอย่างกับกลุ่มผู้มารอรับเสด็จ ก่อนจะทรงประคองร่างในอ้อมแขน เสด็จเข้าไปยังกระโจมหลังใหญ่ข้างกองไฟที่ก่อให้สูงขึ้นให้ความสว่างไปทั่วบริเวณ

 ตรงหน้ากระโจม เด็กรับใช้ยืมรอเปิดผ้าที่ใช้แทนประตู ม้วนขึ้นให้เพื่ออำนวยความสะดวก ภายในมีห้องสำหรับนั่งเล่น เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นล้วนที่วางอยู่แต่เป็นของดีมีราคา ดูราวกับเป็นอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยความหรูหรา สะดวกสบาย 

ในกระโจมมีผ้าม่านสีทองเอาไว้สำหรับแบ่งพื้นที่แทนผนังห้อง ผ้าม่านเนื้อดีที่แขวนอยู่ด้านในเพิ่งจะถูกเลิกขึ้น เด็กรับใช้คนใหม่ยืนถือถาดสีเงินพร้อมด้วยแก้วเครื่องดื่ม เมื่อถึงโซฟาที่ปักผ้าบุเป็นลวดลายด้วยฝีมือประณีต ชี้คราชิดก็ทรงปล่อยร่างของซูบารุลง หัถต์หนายกฝ่ามือเรียวขึ้นพร้อมกับตรัสถาม

 “เจ้าคิดว่าเรามาไกลแค่ไหน?”

 พักตร์คมสันเคลื่อนเข้ามาใกล้

 “ตอนนี้คงรู้แล้วสินะ ว่าให้ยังไง เจ้าก็ไม่สามารถเดินทางกลับไปแมนทูลเองได้”

 ดวงเนตรสีทองที่มองตรงมาหาเด็กหนุ่มมีแต่ความเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ริมฝีปากบางขบเม้มแน่น ไม่อาจกล่าวตอบโต้อะไรออกไปได้

 “ถ้าเจ้าเข้าใจที่เราพูด เราก็จะปลดกุญแจที่ข้อเท้าให้ แต่ถ้าเจ้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องงี่เง่า ไร้สาระ เราก็จะใส่กุญแจที่ข้อมือเจ้าด้วย เลือกให้ดีล่ะ ซูบารุ”

คนฟังเข้าใจคำขู่นั้นเป็นอย่างดี สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเกรงก็คือพระราชอำนาจของรัชทายาทอันดับหนึ่ง ถ้าพระองค์ไม่พอพระทัยเพียงครั้งเดียว ชะตากรรมของเขาก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล คงไม่มีอะไรสามารถต่อต้านรับสั่งของเจ้าชายหนุ่มได้

 ใจที่บอบช้ำด้วยบาดแผล ตอนนี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธปะปนไปกับความหวาดกลัว ไม่อยากจะยอมรับว่าตนเองไม่สามารถเลือกทำตามใจปรารถนาได้อีก ชะตาชีวิตของเขาตกอยู่ในกำมือเจ้าชายราชิดคนนี้เสียแล้ว พอซูบารุเริ่มตระหนักถึงสถานการณ์ตรงหน้าของตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจก็ตกอยู่ในภวังค์

 “เข้าใจแล้วสินะ”

 เจ้าชายราชิดเข้าพระทัยสัญญาณของความเงียบงัน จึงตรัสออกมาเช่นนั้น 

ร่างผอมบางคู้ตัวต่ำ ทุกอย่างช่างมืดมน มือเรียวทั้งสองข้างจับข้อเท้าเลื่อนออกมาเพื่อให้องค์รัชทายาททรงปลดกุญแจข้อเท้าออกให้

 ทันทีที่ล็อกกุญแจถูกปลดออก เสียงดัง ‘กริ๊ก’ เครื่องดื่มในแก้วใสก็ถูกสาดใส่พระพักตร์คมทันที ซูบารุคำรามอยู่ในคอจนฟังแทบไม่เป็นภาษา ขาเรียวเล็กออกวิ่งตรงไปทางประตูทางเข้า แต่ยังไม่ทันที่ร่างจะพ้นออกไป ก็มีคนเข้ามายืนขวางไว้เสียก่อน สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มตกใจ ไม่ใช่เพราะมีคนมากักตัวไว้ แต่เป็นเพราะคนตรงหน้านั้นไม่ใช่บรรดาคนรับใช้ของเจ้าชายหนุ่ม แต่เป็นองค์พระราชบุตรเองที่ทรงก้าวตามมาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง 

 หัตถ์แข็งแรงตรงเข้าจับร่างของผู้ที่คิดหลบหนีไว้อย่างง่ายดาย ซูบารุถูกยกขึ้นทั้งตัว โดยที่คนอุ้มไม่ใส่พระทัยเลยว่าร่างเล็กๆนั้นจะดิ้นรนต่อต้านสักแค่ไหน เจ้าชายราชิดทรงดำเนินเข้าไปในห้องที่อยู่ลึกเข้าไป ภายในมี พระแท่นและม่านคลุมบางเบาจับจีบทั้งสี่ด้าน ปลายผ้าทั้งสี่มุมถูกรวบไว้ด้วยกันตรงจุดกึ่งกลางที่สูงเกือบจรดเพดาน 

 “เจ้าอยากยั่วให้เราโมโหมากใช่ไหม?”

 สุรเสียงเข้มตรัสขึ้นอย่างดุดัน ก่อนจะทรงเหวี่ยงร่างบางลงบนฟูกนุ่ม ข้อมือเล็กบางของเด็กหนุ่มถูกรวบไว้แน่นด้วยพระหัตถ์เดียว ก่อนที่วรองค์หนาจะทาบทับลงมาบนแผ่วอกขาวเนียนเพื่อหยุดอาการขัดขืนทั้งหมด หยาดเหงื่อคล้อยลงมาช้าๆ ก่อนจะหยดลงบนใบหน้างามที่อยู่ใกล้จนแทบจะแนบชิด

 “เราคิดจะให้เจ้าพักสักครู่ ถ้าเจ้าทำตัวว่าง่าย”

 สิ่งที่แฝงอยู่ในกระแสรับสั่งบ่งบอกว่าชี้คหนุ่มไม่เพียงแค่ทรงพิโรธเท่านั้น

 “เจ้าต้องได้รับการสั่งสอน”

 เจ้าชายราชิดตรัสขึ้นด้วยสุรเสียงดุดัน ก่อนที่พระโอษฐ์ได้รูปจะตรงเข้าบดขยี้กลีบปากบางอย่างรุนแรง 

ภาพในสมองของฝ่ายที่ถูกรุกเร้าว่างเปล่า เหลือแต่สีขาวโพลน ตลอดมา สายพระเนตรจับจ้องมาที่เรือนร่างของเขาด้วยความร้อนแรงราวกับเพลิง องค์รัชทายาทไม่เคยมีพระดำริอื่น แต่การที่ซูบารุเฝ้าปฏิเสธความจริงนั้นคงเป็นเพราะอยากจะปลอบใจตัวเอง ไม่อยากคิดว่าจะถูกล่วงเกินอีก จึงไม่เคยพยายามรับรู้ความหมายที่แฝงมากับดวงเนตรคมคู่นั้น 

เขาไม่เคยเข้าใจเลย การมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันมันดีอย่างไร มันน่าสนุกตรงไหน แต่ตอนนี้ผู้ที่กำลังกลืนกินริมฝีปากของตัวเองอย่างหิวกระหายกลับเป็นบุรุษ ทั้งอย่างนั้น ร่างบางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเร่าร้อนที่ได้รับสร้างความรู้สึกวาบหวามและความหวั่นไหวมากเสียจนตัวเขาไม่อาจต้านทานได้

 “ม...ไม่...อย่า...”

 ใบหน้างามพยายามดิ้นรนเบี่ยงหนี ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น ไม่ยินยอมให้ฝ่ายตรงข้ามได้ตามที่ทรงปรารถนาง่ายๆ แต่ท้ายที่สุด ร่างกายที่อ่อนล้าก็เริ่มหมดแรง กลีบปากบางยอมเผยอออกนิด เปิดโอกาสให้ปลายลิ้นล่วงล้ำเข้ามาอย่างง่ายดาย ลิ้นร้อนตวัดไปมาด้วยความเชี่ยวชาญ พยายามดูดดึง บังคับให้ลิ้นของร่างบางตอบรับต่อทุกสัมผัสที่ทรงปรนเปรอให้ ความสุขสมแผ่ซ่านไปยังส่วนประสาท แล่นริ้วไปตลอดทั่วทั้งร่าง

 “...ม...ไม่...”

ราวกับว่ารสชาติอันหอมหวานบางอย่างรินไหลเข้ามาผสานเข้ากับเสียงหวีดร้องที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เส้นเกศาสีทองของเจ้าชายหนุ่มตกลงมาคลอเคลียบริเวณปลายจมูก ความอึดอัดประดังเข้ามาเรื่อยๆ จนลมหายใจเริ่มขาดช่วง ซูบารุเคยได้รับแค่การจุมพิตที่แก้มแทนการทักทายเท่านั้น แต่พระโอษฐ์ที่ขบเม้มและดูดดึงอย่างลุ่มร้อนจนแทบจะหลอมละลายอย่างในเวลานี้ได้กระตุ้นเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกให้ลุกโชนขึ้น

 “อ...อ๊า...”

เสียงครวญครางหลุดพ้นริมฝีปากสีชมพู แขนและขาเรียวขาวที่เคยต่อต้านค่อยๆอ่อนแรงลง ชี้คราชิดทอดพระเนตรเห็น พระหัตถ์ข้างซ้ายก็รวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ขณะที่อีกข้างก็ยกขึ้นไล้สัมผัสที่หลังคออย่างอ่อนโยน ก่อนจะละลงสำรวจไปทั่วแผ่นอกบาง เพียงแค่ออกแรงกระตุกครั้งเดียว ผ้าคลุมบนเรือนร่างขาวเนียนก็เลื่อนหลุดลงไปกองอยู่บนพื้น เหลือเพียงโต๊บผืนบางที่ไม่อาจช่วยปกปิดผิวกายได้อีก

 “อ๊ะ!”

ซูบารุส่งเสียงครางออกมาอีกครั้ง เมื่อปลายพระหัตถ์ของร่างสูงแตะลงบนยอดอก

“ย...อย่า...ไม่เอา...ตรงนั้น...”

ชี้คราชิดทรงละเล่นอย่างอ่อนโยน แผ่วเบาจนร่างที่ถูกทาบทับรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจเริ่มตื่นขึ้น 

ปลายพระหัตถ์จึงได้เคล้นคลึงอยู่ตรงปลายยอด รัชทายาทหนุ่มคงจะทรงพอพระทัยเรือนร่างที่ไร้เดียงสานี้ เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นยอดอกสีชมพูเริ่มแข็งชันรับสัมผัส   

‘ทำไม...’

ซูบารุได้แต่ตะโกนอยู่ในใจพร้อมกับส่ายหน้า หน้าอกของเขาไม่เหมือนพวกผู้หญิงที่จะได้อวบอิ่ม น่าสัมผัสขึ้นตามวัยเสียหน่อย มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยให้ความสนใจ ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่เล็กๆอย่างนั้นจะก่อให้เกิดความเสียวซ่านขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้

“ซูบารุ”

เมื่อถูกเรียก ซูบารุที่กำลังท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ก็ค่อยๆลืมตามขึ้น

ความเคร่งขรึมที่เคยอยู่บนพระพักตร์หายไปแล้ว ดวงเนตรข้างซ้ายที่เป็นสีน้ำเงินสวยนั้นเหมือนจะกำลังแย้มยิ้มอยู่

“น่ารักดี”

เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้น และเหมือนกับจะไม่มีวันจางหายไป ราชิดทรงยื่นหัตถ์ไปหยิบเหยือกน้ำที่จัดเตรียมไว้ข้างเตียงขึ้นมา ก่อนจะจรดกับริมพระโอษฐ์ แล้วจึงก้มลงแนบกับริมฝีปากของซูบารุ
ร่างที่อยู่ข้างใต้ได้แต่มองตามอย่างว่างเปล่าโดยไม่คิดจะขัดขืน ปล่อยให้น้ำไหลลงคออย่างว่าง่าย เด็กหนุ่มได้กลิ่นมะนาวจางๆ มันคือเครื่องดื่มที่เขาใช้สาดใส่ชี้คหนุ่มไปก่อนหน้านี้นั่นเอง ความชุ่มฉ่ำของน้ำที่ไหลลงคอชัดเจนจนสัมผัสได้ เวลานี้ ซูบารุกระหายน้ำเสียจนความตั้งใจ ความมีเหตุผล และสติสัมปชัญญะหายไปจนหมด

องค์รัชทายาททอดพระเนตรการเคลื่อนไหวทั้งหมดเพื่อให้แน่พระทัยว่าร่างบางดื่มน้ำลงไป แล้วจึงทรงป้อนน้ำจากพระโอษฐ์ได้รูปอีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ซูบารุดื่มน้ำด้วยวิธีนั้นจนหมดเหยือก แต่ก็ยังรู้สึกกระหายอยู่

“เข้าใจแล้วใช่ไหม?”

ปลายพระหัตถ์หนาปาดหยดน้ำที่ไหลลงมาจากริมฝีปากบาง

“มนุษย์เรามีความต้องการบางอย่างที่ไม่สามารถต้านทานได้”

สุรเสียงทุ้มเอ่ยพลางผ่อนพระปัสสาสะ

“การกิน การดื่ม และ...” 

หลังจากเลียหยดน้ำจากปลายพระหัตถ์ โอษฐ์หยักสวยก็ขยับต่อ

“การมีความรัก”

พักตร์คมก้มลงประทับจุมพิตอีกครั้ง ริมโอษฐ์นุ่มนั้นให้สัมผัสอ่อนโยนเหลือเชื่อ

“พระคัมภีร์อินชา อัลลาห์ บอกไว้ว่าพระผู้เป็นเจ้ากำหนดทุกสรรพสิ่ง”

จะบอกว่าพระเจ้ากำหนดให้เราต้องมาอยู่นี่หรือไง? 

สมองที่สับสนของซูบารุคิดตามประโยคนั้นอย่างอ่อนระโหย ก่อนที่เจ้าตัวจะหลุดคำพูดออกมา 

"ผมไม่ได้นับถืออิสลาม”

“แล้วไงล่ะ?” 

อีกฝ่ายรับสั่งถามกลับเรียบๆ

“ตราบใดที่ซูบารุยังอยู่ที่นี่ การเป็นคนญี่ปุ่นมันจะช่วยอะไรได้?”

สุรเสียงทุ้มจากราชิดที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนอาหรับนั้นฟังเหมือนเยาะเย้ยตัวเองอยู่ในที

“ที่นี่คือเขตอาหรับ ดินแดนที่พระอัลเลาะห์กำหนดทุกสิ่ง ไม่มีใครสามารถขัดขืนได้ แม้แต่พระบิดา หรือผู้สืบราชบัลลังก์อย่างเราก็ต้องทำตามลิขิตสวรรค์”

โอษฐ์หยักแนบสัมผัสลงมาอีกครั้ง ก่อนที่วรองค์สูงใหญ่จะลุกขึ้นอย่างกะทันหัน

“เดี๋ยวจะสั่งให้คนเตรียมเสื้อผ้าให้ ไปล้างเนื้อล้างตัวเสีย แล้วค่อยกินอาหารกัน”

รับสั่งเสร็จ เจ้าชายหนุ่มก็เสด็จออกไปอย่างรวดเร็ว ซูบารุรีบยันตัวลุกขึ้น พูดไล่หลังไป

“ผม...!”

พักตร์เรียบเฉยของเจ้าของกระโจมหันกลับมา

“อะไรเหรอ?” 

“ผมต้อง...ตลอดไปเหรอ?”

ร่างบางกลัวที่จะถามว่า เขาต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปเหรอ

“เรื่องนั้นไว้คุยกันหลังอาหาร”

จากนั้น ราชิดก็เสด็จออกจากห้องไป

พอได้อยู่ตามลำพัง ซูบารุก็เริ่มตัวสั่นจนต้องกอดตัวเองไว้ รู้สึกเหมือนโดนบังคับให้เผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ดูไม่เหมือนสิ่งที่น่าจะเรื่องจริงเลยสักนิด ร่างกายก็ไม่ยอมหยุดสั่นเสียที

ไม่นาน เด็กรับใช้คนหนึ่งก็เข้ามาในห้องบรรทม ก่อนจะทักเป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น ไม่เหมือนเจ้านายที่เพิ่งเสด็จออกไป เด็กรับใช้แนะนำตัวว่าชื่อจิรัล

จิรัลยกโถเงินสำหรับใสน้ำขนาดใหญ่เข้ามา ก่อนจะเดินนำซูบารุเข้าไปด้านในของกระโจม ด้านหลังของผ้าม่านสีทองสวยงามนั้นมีอ่างอาบน้ำที่ทำจากทองแดงหรืออะไรบางอย่างที่คล้ายๆกันตั้งอยู่ ตอนนี้เองที่ร่างบางได้ล้างคราบฝุ่นจากทะเลทราย และน้ำมันหอมที่คนในกองคาราวานทาให้ก่อนขึ้นประมูล เมื่อจัดการชำระสิ่งสกปรกออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายและจิตใจก็ค่อยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้น

ระหว่างที่เติมน้ำลงในอ่าง จิรัลก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรชาลีมาตรให้ฟังอย่างคร่าวๆ เริ่มจากเรื่องของพื้นที่แถบนี้ที่เป็นเขตปกครองส่วนพระองค์ สืบเนื่องจากพระบิดาที่ประทับเฉพาะในเขตพระราชฐาน เด็กรับใช้เสริมต่ออีกว่าราชิดทรงเข้มงวดมากก็จริง แต่ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนละเมิดพระบัญญัติแล้ว พระองค์ก็ไม่ทรงทำสิ่งใดโดยปราศจากเหตุผล

แต่สิ่งที่พระราชโอรสแห่งชาลีมาตรทรงกระทำต่อซูบารุ มันห่างไกลจากคำว่าเจ้าชายที่ดีตั้งเยอะ ไม่แน่ว่าการลักพาตัวเขามาทั้งที่ไม่มีความผิด และการกระทำจาบจ้วงนั้นอาจจะเป็นเรื่องไร้เหตุผลเรื่องหนึ่งที่ทรงทำก็เป็นได้

“แต่ผมไม่ได้ละเมิดพระบัญญัติอะไรนั่นเลยนะครับ”

ใบหน้าหวานเงยขึ้นเพื่อตั้งคำถาม แต่คำตอบที่ได้รับกลับสั้นและไม่ได้ช่วยไขข้อข้องใจอะไรเลย

“เพราะคุณเข้ามาภายในเขตแดนของราชอาณาจักรชาลีมาตรน่ะสิ”

จิรัลนิ่งไปนิดหนึ่งเหมือนพยายามนึกหาศัพท์ในภาษาสากล ก่อนจะเรียบเรียงคำพูดออกมา

“องค์ชายทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาจักรนี้”

‘จะบ้าหรือไง!’

แต่คำพูดนี้ก็ได้แต่กล่าวอยู่ในใจเท่านั้น เสียงจิรัลยังอธิบายต่อไปอีกว่า

“อินชา อัลเลาะห์ สวรรค์เป็นผู้ลิขิตครับ”

ถ้าพูดถึงขนาดนี้ เถียงต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ แขนเรียวสอดเข้าไปในเสื้อเนื้อดีที่นุ่มราวกับผ้าไหม แต่พอลองสวมเสร็จแล้วถึงรู้ว่าบริเวณแขนและชายเสื้อยาวเกินไปสำหรับคนร่างเล็กอย่างเขา และเมื่อจิรัลสังเกตเห็น เด็กรับใช้ก็ช่วยพับแขนเสื้อและชายเสื้อขึ้นและเนาไว้อย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้เองที่ซูบารุเพิ่งได้กลิ่นหอมอ่อนๆของพืชตระกูลส้มโชยออกมาจากเสื้อที่เขาสวม จึงทำให้พอจะเดาได้ว่าชุดนี้เป็นฉลองพระองค์ของชี้คราชิด

หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้ว จิรัลก็พาซูบารุเดินไปที่ห้องรับแขก พอก้าวผ่านม่านสีทองเข้าไปก็พบว่ามีสำรับสำหรับสองคนเตรียมไว้แล้ว หนึ่งในเมนูหลากหลายนั้นคือเนื้อย่างที่ส่งกลิ่นหอมลอยมาแตะจมูก ช่วยกระตุ้นความหิวของซูบารุได้เป็นอย่างดี

“กรุณารอสักครู่ เดี๋ยวองค์ชายก็จะเสด็จออกมาแล้ว”

จิรัลบอกพลางเลื่อนเก้าอี้ให้ ซูบารุชี้ไปที่อาหารโดยไม่ได้คำนึงถึงมารยาท

“นี่อะไรน่ะ?”

“พระกระยาหารที่เจ้าชายทรงโปรด เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวอาหรับ...”

“ที่คุณพูดว่าชาวอาหรับ หมายความว่าพระราชโอรสทรงเป็นคนอาหรับแท้จริงๆ เหรอ?”

 ซูบารุโพล่งถามไปโดยไม่ทันคิดอะไร แต่มือของจิรัลที่กำลังพลิกแก้วขึ้นมาเสิร์ฟน้ำให้ถึงกับสะดุด แก้วใสร่วงลงพื้นแตกกระจาย ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เด็กรับใช้นิ่งขึงราวกับถูกมนต์สะกด คิ้วเรียวขมวดจนแทบจะเป็นปม

“ท่านครับ”

 จิรัลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักๆ ขณะเก็บกวาดเศษแก้ว

“กรุณาอย่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก”

“ว่าไงนะ?”

“หวังว่าคงจะเข้าใจนะครับ กรุณาอย่า...”

“เกิดอะไรขึ้น?”

ชี้คราชิดเข้ามาโดยไม่มีเสียงเตือนล่วงหน้า

“ชี้ค”

จิรัลก้มลงแสดงความเคารพ ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่เหลือบมาทางซูบารุหลังจากรับพระบัญชาด้วยภาษาท้องถิ่น

“ทำตัวตามสบายเถอะ”

ร่างบางมองตามเจ้าของกระโจมที่ค่อยๆประทับนั่ง หลังจากยกอ่างอาบน้ำของตัวเองให้ซูบารุแล้ว ราชิดคงเสด็จไปใช้ห้องสรงที่อื่น เจ้าชายหนุ่มทรงฉลองพระองค์เรียบง่ายและไม่มีรองพระบาท เส้นเกศาสีทองเหมือนแสงตะวันปล่อยสบายไม่มีอะไรรัดไว้ พระฉวีเป็นสีน้ำตาลทองผิดจากที่คิด เดาได้แต่ว่าคงเป็นเพราะแดด อย่างไรก็ตาม นั่นทั้งหมดนั่นทำให้ดูไม่เหมือนคนอาหรับเอาเสียเลย

‘อย่าถามเรื่องนั้นอีกนะครับ’

คำเตือนของจิรัลยังก้องอยู่ในหู ซูบารุจึงยื่นมือไปตักอาหารจานที่ใกล้ที่สุดเข้าปากโดยไม่ถามอะไรออกไป คำแรกนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กหนุ่มกินอาหารจานนั้นอย่างรวดเร็ว วินาทีนั้นเขาลืมไปหมดทุกอย่าง ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะหิวขนาดนั้น

“ซูบารุ”

จู่ๆ ราชิดที่ทอดพระเนตรมองซูบารุอย่างพอพระทัยมาครู่ใหญ่ก็เอื้อมพระหัตถ์ยื่นอาหารอะไรสักอย่างที่เขาไม่รู้จักส่งให้ ก่อนจะดันจานตรงหน้าออกไป ซูบารุที่เพิ่งรู้สึกตัวจากการกระทำนั้นสะดุ้งตกใจ

“จานนี้วันนี้พอแค่นี้ กินตอนท้องว่างมากเดี๋ยวมันจะแรงเกินไป”

เนตรคมสบกับดวงตาของซูบารุขณะตรัสต่อ

“ไม่ต้องห่วงจากนี้ไปอยากจะกินเมื่อไรก็ได้”

แค่รับสั่งนั้น ความอยากอาหารของเด็กหนุ่มก็หายเกลี้ยง รู้สึกเหมือนกระเพาะหนักอึ้งขึ้นมาทันที

“จริงเหรอ...”

เขาไม่อยากตัวสั่นขึ้นมาตอนนี้ จึงพยายามกำมือไว้ ขณะลองถามออกไป

“ไม่คิดจะปล่อยผมกลับเลยเหรอ?”

คนตรงหน้ารับสั่งต่อทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“คนที่เข้ามาในเขตแดนของเราก่อนก็คือซูบารุ”

“ก็ผม...”

“จะบอกว่าเจ้าโดนพวกหัวขโมยนั่นจับตัวมา ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเองงั้นสิ?”

เจ้าชายหนุ่มตรัสดักคอราวกับอ่านความคิดของซูบารุออก

“แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ? ทำไมเจ้าถึงถูกจับตัวมา? ได้ยินว่ามาทัวร์จากญี่ปุ่นกับเพื่อนสามคน แล้วทำไมถึงออกมากลางทะเลทรายคนเดียว?”

“คือ...”

ซูบารุไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกมาได้เสียด้วย

“เจ้าเข้ามาเองตามใจชอบ โดยที่ไม่รู้ถึงความโหดร้ายของทะเลทรายเลยใช่ไหมล่ะ? ถ้าอัลเลาะห์จะพิโรธก็ไม่แปลกหรอก”

โดนสรุปเอาเองอย่างนั้น ซูบารุก็ได้แต่ก้มหน้าลงโดยที่ไม่พูดอะไรอีกเลย ถึงจะเจ็บใจ แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า คนที่ทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นก็คือตัวเขานั่นเอง

“อีกอย่าง...”

สุรเสียงทุ้มอ่อนลง หัตถ์ใหญ่ยื่นข้ามโต๊ะมาเชยคางเล็กขึ้น

“คนที่งดงามอย่างนี้ ออกมาที่ทะเลทรายคนเดียวนี่ ต้องไม่ปลอดภัยแน่อยู่แล้ว”

ซูบารุที่โดนเชยคางขึ้น มองเนตรคมสองสีของราชิดที่ฉายแววร้อนรุ่มได้อย่างชัดเจน ความทรงจำเรื่องเมื่อครู่ก่อนย้อนกลับมาแวบหนึ่ง

“ผมไม่ได้...งดงาม...สักหน่อย”

“เจ้าไม่รู้ตัวเลยหรือ?”

เจ้าชายหนุ่มเอื้อมหัตถ์ลูบไล้อย่างแผ่วเบาไปตามใบหน้าใส

“ดวงตาที่สวยราวกับอัญมณี ริมฝีปากที่สดใสเหมือนกลีบกุหลาบ... เจ้าไม่รู้ตัวว่างดงามบ้างเลยหรือ?”

สำหรับซูบารุแล้ว คำวิจารณ์นี้ทำให้รู้สึกอายเสียมากกว่า แต่คนชมก็ตรัสหนักแน่นเสียขนาดนั้น ราชิดทอดพระเนตรมองซูบารุ ก่อนจะรับสั่งต่อด้วยท่าทางจริงจัง

“ถ้าเจ้าไม่มีเหตุผลที่ดีกว่านี้ล่ะก็ คงจะต้องชดใช้ด้วยร่างกายของเจ้าเองล่ะนะ” 

ฝ่ายที่ถูกตัดสินทนสายพระเนตรคมกริบของชี้คหนุ่มไม่ไหวจนต้องหลุบสายตาลง รอบข้างเงียบกริบจนไม่น่าเชื่อว่าพวกเขากำลังอยู่กลางหมู่เต็นท์ขนาดใหญ่


ไม่มีทางช่วยเหลือ ไม่มีอะไรเลย

มีดที่ใช้ทานอาหารเป็นเหมือนหนทางสุดท้ายที่แวบเข้ามาในดวงตาที่สิ้นหวัง พร้อมกับที่หัวใจเต้นรัวเร็วจนน่ากลัว

“คิดจะใช้มีดนั่นแทงเราเหรอ?”

สุรเสียงทุ้มดักทางเหมือนอ่านใจเขาออกอีกครั้ง

“ถ้าอยากจะทำอย่างนั้นก็ลองดูก็ได้”

หัตถ์ใหญ่หันคมมีดเข้าหาตัวแล้วยื่นให้

“แต่คงรู้นะว่าถ้าทำร้ายเราที่เป็นพระราชวงศ์ เรื่องคงไม่จบง่ายๆแน่ อยากจะลองไปเดินหลงในทะเลทรายอีกครั้งไหม? หรือจะลองไปเป็นเครื่องปลอบประโลมให้พวกพ่อค้าตลาดมืดโสโครกที่เลวทรามกว่าเราเป็นร้อยเท่าพันเท่าอีกทีล่ะ?”

คำพูดนั้นหันมาทะลวงใจเขา คมยิ่งกว่าคมมีดเสียอีก ช่วงเวลาที่หลงอยู่ในพายุทราย และตอนที่อยู่บนเวทีอันน่าพรั่นพรึงในตลาดประมูลคราวนั้น ย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง

“ไม่ยุติธรรมเลย...”

 ร่างบางพูดออกมาแค่นั้นและหลับตาลง ไม่มีหนทางอื่นเลย นอกจากต้องยอมรับเจ้าชายจอดเผด็จการตรงหน้านี้ 

“บอกแล้วใช่ไหม”

สุรเสียงขององค์รัชทายาทใกล้เข้ามามากขึ้น

“ว่ามนุษย์เรามีความต้องการบางอย่างที่ไม่สามารถต้านทานได้”

ราชิดทรงช้อนตัวซูบารุขึ้น และอุ้มเข้าไปในห้องด้านในอีกครั้ง

ขัดขืนอะไรไม่ได้อีกแล้ว เด็กหนุ่มที่ยังหลับตาอยู่เริ่มรู้สึกถึงสัมผัสของราชิดที่ไม่ได้สังเกตเมื่อคราวที่ขัดขืนอย่างเอาเป็นเอาตายครั้งนั้น

ซูบารุไม่ใช่คนตัวใหญ่ แม้แต่เวลาเทียบกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ยังจัดว่าเป็นคนรูปร่างผอมบาง แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่เท่าพวกผู้หญิงแน่ ทว่าเจ้าชายองค์นี้กลับอุ้มเขาได้อย่างง่ายดายเหมือนอุ้มลูกหมาลูกแมว นั่นทำให้รู้ว่า ร่างที่ดูเผินๆเหมือนจะแค่สูงโปร่งนี้จะต้องมีกล้ามเนื้อแข็งแรงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีแน่ๆ ซูบารุที่เป็นเด็กในเมือง ถ้าไปสู้ด้วยมือเปล่าคงทำอะไรเขาได้แค่นิดหน่อย พอคิดได้อย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้สั่นได้ แต่เมื่อถูกวางลงบนเตียง เขาก็สัมผัสได้ว่าท่าทีของราชิดไม่เหมือนกับที่จับเขาเหวี่ยงลงบนเตียงและโถมทับด้วยความรุนแรงอย่างคราวก่อน

วรองค์สูงใหญ่ทาบทับลงมาบนร่างของซูบารุราวกับจะโอบกอดไว้ทั้งตัว แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกถึงน้ำหนักที่กดลงมาเลย ร่างบางรู้สึกสับสนกับความเงียบที่เกิดขึ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยนขนาดนี้ แต่ความไม่เข้าใจนั้นก็ทำให้เขาหวาดกลัวมากขึ้น ซูบารุลืมตามขึ้นมองราชิดด้วยความหวาดหวั่น

และสิ่งที่สะท้อนเข้ามาในดวงตากลมโตก็คือพักตร์คมสันที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเจ้าชายหนุ่ม พระเกศาสีทองเป็นคลื่นสวยคลอเคลียลงมาเกือบจะระแก้มเขา

“ตัวสั่นขนาดนี้เชียว”

ริมโอษฐ์บางที่ขยับเข้ามาใกล้นั้นกระซิบอยู่ตรงข้างหู ก่อนจะย้ายไปประทับรอยจูบแผ่วเบาบนหน้าผาก เปลือกตา และข้างแก้มราวกับจะช่วยปลอบโยน ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสัมผัสที่ไม่มีร่องรอยของความรุนแรงนั้นได้เร็วกว่าที่คิดเสียอีก

“กลัวเหรอ?”

ราชิดตรัสถาม ปลายหัตถ์เรียวลูบไล้เส้นผมอย่างนุ่มนวล เท่านั้น ซูบารุก็หายสั่น ไม่ใช่ว่าไม่กลัว แต่ความกลัวนั้นเปลี่ยนไป ความกลัวการการใช้กำลังรุนแรงเปลี่ยนเป็นความกลัวอย่างอื่นเสียแล้ว

“เราจะไม่ทำให้เจ้าเจ็บปวดหรอก”

สุรเสียงทุ้มตรัสบอกเบาๆ เหมือนเดาได้ พระกรแข็งแรงดึงซูบารุเข้าไปกอดแรงๆทีหนึ่ง ก่อนจะแนบโอษฐ์บางลงมา จูบแผ่วเบาค่อยๆทวีความล้ำลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆจนเด็กหนุ่มต้องอ้าปากเพราะหายใจไม่ทัน แต่ทุกครั้งที่เปิดปากก็จะต้องมีลิ้นช่ำชอง หรือปลายนิ้วซุกซนเข้ามาสำรวจภายในช่องปาก
ใบหูเล็กสัมผัสได้ว่ามีความหอมหวานบางอย่างปนมากับพระปัสสาสะ หัตถ์ข้างหนึ่งเลื่อนลงปลดชายเสื้อ ซูบารุหลับตาแน่นเมื่อรู้สึกว่าตั้งแต่ช่วงไหล่ถึงหน้าอกของตนเปลือยเปล่า

รู้สึกเหมือนช่วงเวลานี้จะยาวนานต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด

เด็กหนุ่มเริ่มไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเริ่มไม่เข้าใจตนเองมากขึ้น

ราชิดเหมือนทรงต้องการจะใช้เวลาอย่างช้าๆ ในการแต้มเติมสีสันให้กับร่างบอบบางด้วยริมโอษฐ์และหัตถ์ใหญ่ขององค์เองให้ทั่วทุกพื้นที่ สัมผัสที่ได้รับไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่การเล้าโลมอย่างนุ่มนวลไปถึงที่ๆตัวเองเท่านั้นที่เคยสัมผัส หรือแม้แต่ที่ๆแม้แต่ตัวเองยังไม่เคยสัมผัส ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ไม่จบสิ้น สำหรับซูบารุ แบบนี้ทรมานยิ่งกว่าความเจ็บปวดเสียอีก ร่างกายเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆออกมาจากภายใน

“ยะ...หยุดนะ...ไม่เอา...”

~To Be Continue In Endless Romance~