นิยาย Charms Of Love Illust By Oki Mamiya วางจำหน่ายแล้วคะ
ราคา 260 บาท(รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
เรื่องย่อและตัวอย่างการแปลอ่านได้ที่นี่เลยคะ
http://lucifer69.exteen.com/20080115/novel-sale-in-13-03-09
ขอบคุณมากคะที่สนใจงานของทางเรา
นิยาย Charms Of Love Illust By Oki Mamiya วางจำหน่ายแล้วคะ
ราคา 260 บาท(รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
เรื่องย่อและตัวอย่างการแปลอ่านได้ที่นี่เลยคะ
http://lucifer69.exteen.com/20080115/novel-sale-in-13-03-09
ขอบคุณมากคะที่สนใจงานของทางเรา
ประกาศย้ายบอร์ดจากบอร์ดเก่าไปเป็นบอร์ดปิดนะคะ นั้นคือ
http://www.nebulaclub.com/board/
บอร์ดนี้จะเป็นบอร์ดเพื่อประชาสัมพันธ์งานของ 3 กลุ่มนะคะ
คือ Nebula / Cross และ Lucifer
ทุกท่านสามารถสมัครสมาชิกและถามไถ่ถึงงานของเราได้ในบอร์ดใหม่นี้เลยนะคะ
ขอบคุณมากคะ
edit @ 23 Jan 2008 10:28:12 by Lucifer
Charms Of Love
Story By Renka Hinatsu
Illust By Oki Mamiya
Tralation : Mizukizz
Edit By Lucifer&Acacia
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
In Store Now!
ของแถมสำหรับเล่มนี้ : โปสการ์ด อ.Oki Mamiya 1 แผ่น
ราคา : 260 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
Contact Us : lucifer_lostangel@hotmail.com
จู่ๆ ซึซึคาวะ ริว นักศึกษาธรรมดาก็ถูกชายหนุ่มรูปงามอย่างอาคิสึ ชูเซยื่นข้อเสนอว่า
“มาเป็นแฟนฉันเถอะ”
ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่งานคนรักชั่วคราวที่มีทั้งเสื้อผ้า อาหาร และที่พักฟรีก็ฟังดูสุดคุ้มเกิดกว่าเด็กหนีออกจากบ้านอย่างเขาจะปฏิเสธ
ระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ถูก ก็โดนหลอกล่อด้วยจูบแสนหวาน พอยอมตกลง ก็ถูกอุ้มขึ้นเตียง ถูกสัมผัสด้วยปลายนิ้วและลิ้นอุ่น ราวกับเป็นคนรักจริงๆ...
ริวมารู้ทีหลังว่าแท้ที่จริงแล้วนายจ้างที่เขารับทำงานนั้นเป็นถึงนักแข่งรถที่มีชื่อเสียง แถมยังได้มาเห็นบาดแผลลึกในใจที่เจ้าตัวพยายามปกปิดไว้อีก
เรื่องราวต่างๆ ประดังเข้ามากะทันหันจนริวรู้สึกสับสัน แต่เขาก็สัญญากับตัวเองว่าจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อช่วยชูเซจากอดีตที่แสนเจ็บปวดนั้น...
...................................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 1 (ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ)
“นี่สินะ... โรงแรมเซ็นทรัล”
ร่างบางกวาดสายตาไปทั่วท่ามกลางตึกหรูหราแถบฝั่งตะวันตกของชินจูกุ ก่อนจะหยุดตรงตึกทรงสามเหลี่ยม ที่ตั้งของโรงแรมเซ็นทรัล
โรงแรมชื่อดังแห่งนี้มีจุดเด่นอยู่ตรงเคาท์เตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ออกแบบอย่างสวยงาม เห็นในโทรทัศน์อยู่เป็นประจำ เพราะบรรดาคนดังมักจะมาจัดงานแต่งงานกันที่นี่ เคยได้ยินมาว่า สำหรับพวกสาวออฟฟิศ การได้แต่งงานในที่หรูๆ อย่างโรงแรมเซ็นทรัลถือเป็นการป่าวประกาศฐานะทางการเงินของคู่แต่งงานอย่างหนึ่ง ผมจำได้ดี เพราะแม้แต่แม่ของผม เวลานั่งดูรายการที่เกี่ยวกับงานแต่งงานในโทรทัศน์ทีไร ก็มักจะทำตาเป็นประกายด้วยความหลงใหลไปด้วยทุกครั้ง
และตอนนี้ผมก็มายืนอยู่ตรงหน้าโรงแรมที่ว่าแล้ว แต่ก่อนจะก้าวเข้าไป เท้าทั้งสองข้างก็หยุดชะงัก
สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมคือพื้นหินอ่อนปูพรมแดงหรูหรามีระดับ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเดินบนพรมแพงๆ อย่างนี้มาก่อนเลย ความกดดันทับถมมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มลังเลว่าถ้าเอารองเท้าผ้าใบราคาถูกของตัวเองย่ำลงไปจะดีแน่หรือ นอกจากนี้ ผู้คนที่เดินขวักไขว่อยู่แถวล็อบบี้ก็แต่งตัวสวยงามเข้ากันกับสถานที่เสียจนทำให้เสื้อยืด กางเกงขายาวกับเป้กะหลั่วๆ ของผมดูผิดที่ผิดทางสุดๆ
“ไม่เป็นไรหรอกน่า”
ผมพึมพำในลำคอที่แห้งผาก แล้วจึงพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ขณะก้าวผ่านล็อบบี้ไปยังลิฟท์ ทำทีเหมือนเคยเข้ามาพักหลายครั้งแล้ว
โชคยังดีที่ไม่มีใครอยู่ในลิฟท์ ตอนที่เหยียบเข้าไปเลยค่อยรู้สึกเหมือนน้ำหนักที่ถ่วงอยู่หายไปจนหมด ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะขยับตัวไปพิงผนังมุมลิฟต์ รอให้ประตูปิดลงช้าๆ
แต่ทันใดนั้นเอง ช่วงเวลาผ่อนคลายสั้นๆ นั้นก็ถูกทำลายลง เมื่อประตูลิฟต์ที่กำลังจะปิดอยู่แล้ว ถูกร่างของชายคนหนึ่งแทรกตัวเข้ามา
“ขอโทษครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำ รื่นหูเหมือนเสียงคลื่นกระทบฝั่งดึงความสนใจของผมได้อย่างง่ายดาย และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจ ทุกอย่างก็เหมือนจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ ร่างที่ยืนอยู่ตรงหน้าในขณะนี้เป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา ไร้ที่ติ รูปลักษณ์ที่ดูสมบูรณ์แบบตรึงสายตาของผมให้นิ่งอยู่อย่างนั้น
จะใช้คำว่ามีเสน่ห์ก็คงไม่ผิดนัก เรือนผมสีดำสนิทที่ยาวลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อยทำให้ดูเป็นธรรมชาติ ขณะที่ดวงตาคมที่มองเห็นรำไรผ่านเส้นผมเต็มไปด้วยแววสุขุม เฉลียวฉลาด ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดของเพศชายที่มีอยู่เต็มเปี่ยม รูปร่างที่สูงกำยำจนต้องเงยหน้ามองดูสง่า แต่ไม่ให้บรรยากาศกดดัน ตรงกันข้าม กลับทำให้รอบตัวเขาดูสดชื่นเหมือนมีสายลมเย็นๆ พัดผ่าน
“ชั้นไหนครับ?”
“อ๊ะ! ชะ... ชั้นหกครับ”
หลังจากที่ตอบไป ผมก็รู้สึกได้ว่าใบหน้าของตนเองร้อนผ่าว เพิ่งรู้ตัวว่ามัวแต่ตกตะลึงจนลืมกดหมายเลขชั้น
“งั้นก็ชั้นเดียวกันสินะ”
เสียงหัวเราะเบาๆ ของอีกฝ่ายทำให้ผมต้องหัวเราะตามไปด้วยเพื่อกลบเกลื่อนความขายหน้าของตนเอง
“โอ๊ะ ของหล่นแน่ะ”
ร่างสูงสง่าในเครื่องแต่งกายที่เนี้ยบไปทุกส่วนก้มตัวลงเพื่อเก็บของบางอย่างบนพื้น
สิ่งที่ผมทำร่วงก็คือ... นามบัตรของทางร้านที่แนบมากับขวดไวน์ราคาแพงนั่น สงสัยจะเผลอทำหล่นตอนที่มัวแต่ตกตะลึงเมื่อครู่
“นี่”
“ขอบคุณครับ”
มือใหญ่ส่งนามบัตรสีทองให้ผม ดวงตาคมเหลือบมองแผ่นกระดาษเล็กๆ นั้นแวบหนึ่ง ก่อนจะชะงัก
“ร้านนี้มัน...”
“เอ่อ...”
“นายเป็นคนของร้านนี้เหรอ?”
คนถามมองหน้าผมสลับกับโลโก้ของร้านที่อยู่บนนามบัตร
“ร้านอะไรเหรอครับ?”
“ก็ ‘ดอลเช่ วิต้า’ นี่ไง”
ท่าทางเขาจะรู้จักร้านนี้ดี หรือบางทีคนๆนี้อาจจะเป็นนักสะสมไวน์ตัวยง
“คุณชอบดื่มไวน์ด้วยเหรอครับ? สงสัยไวน์ของร้านนี้จะดังจริงๆ พอดีผมเพิ่งรู้จักกับคนของทางร้านน่ะครับ เลยถูกขอให้ช่วยมาส่งไวน์วินเทจขวดนี้แทน”
“ไวน์เหรอ?”
เขาก้มลงอ่านฉลากบนขวด
“วินเทจสินะ”
เสียงทุ้มต่ำทวนคำพูดของผมอยู่ในลำคอ
“ท่าทางรสชาติคงจะนุ่ม... แล้วก็หวานน่าดูสินะ ของดีแบบนี้ไม่น่าไปอยู่ในมือคนอื่นเลย น่าเสียดายจริงๆ”
แผ่นอกกว้างเลื่อนเข้ามาใกล้ มือใหญ่ยกขึ้นเสยผมหน้าที่ยาวระลงมาเหมือนต้องการจะพิจารณาใบหน้าของผม ปลายนิ้วเรียวยาวม้วนผมเส้นเล็กเล่น
“จะ...จะทำอะไรน่ะ!”
ผมปัดมือข้างนั้นออกทันที เสียงผิวเนื้อกระทบกันดังไปทั่วลิฟต์ที่เป็นเหมือนกล่องแคบๆ
ใบหน้าหล่อเหลานั้นตกตะลึงไปชั่วขณะ เขาเห็นหน้าตาและรูปร่างที่ผอมบางเหมือนผู้หญิงแล้วคงคิดไปว่าผมจะไร้เดียงสาเหมือนรูปลักษณ์ภายนอก แต่ไม่ว่ายังไง ผมก็เป็นผู้ชาย ทำให้เผลอตอบโต้ไปอย่างรุนแรง และอาจจะบวกกับความหิวด้วยก็ได้ ผมถึงยิ่งรู้สึกโมโหมากกว่าปกติ
"หืม? ...ท้าทายกว่าที่เห็นภายนอกจริงๆ”
ร่างสูงขยับริมฝีปาก ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลิฟต์ก็ขึ้นมาถึงชั้นหกเสียก่อน บทสนทนาของเราจึงจบลงแค่นั้น
“เชิญ”
มือใหญ่ยื่นไปจับขอบประตูที่เปิดค้างไว้ให้ ก่อนจะก้มศีรษะเล็กน้อยเหมือนจะเชิญให้ผมเดินออกไปก่อน
ผมที่ตอนนี้ไม่รู้สึกว่าควรต้องเกรงใจอีกแล้ว จึงแค่พูดขอบคุณ ก่อนจะก้าวออกจากลิฟต์
ห้อง 602 อยู่ตรงทางเดินข้างหน้า ผมเหลือบเห็นแผนผังหมายเลขห้องตรงกำแพงพอดี จึงเดินไปยังจุดหมายได้ทันที รู้สึกว่าผู้ชายคนเมื่อครู่ก็จะมีธุระทางนี้เหมือนกัน ผมถึงยังได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาทางด้านหลัง
จะด้วยแรงดึงดูดหรืออะไรไม่รู้ ผมถึงหันหลังกลับไปสบกับดวงตาคมกริบคู่เดิม ขณะที่เจ้าของกำลังไขกุญแจเพื่อเปิดประตูห้อง
“อ๊ะ...!”
ผมกลั้นหายใจ ก่อนจะหันหลังกลับ เร่งฝีเท้าก้าวไปทางจุดหมายซึ่งอยู่ถัดไปอีกประมาณสามห้อง
พอส่งไวน์เสร็จแล้ว ต้องรีบกลับไปรับค่าจ้างที่ตึก หลังจากนั้น ผมก็จะได้ทำหรู ผลาญเงินที่หามาด้วยการกินข้าวหน้าเนื้อจานใหญ่พิเศษ ทำแบบนั้นอาจจะมีผลต่อน้ำหนักกระเป๋าเงินในเดือนหน้าบ้าง แต่ก็น่าจะคุ้ม เพราะไม่ได้กินอาหารดีๆ มาหลายวัน แค่วันนี้วันเดียว ขอทำตัวเป็นเศรษฐีหน่อยเถอะ
แค่คิด ก็รู้สึกเหมือนลอยไปในอากาศ อิ่มอกอิ่มใจอย่างที่ไม่เป็นมานาน จนแม้แต่เสียงเคาะประตูก็ยังแจ่มชัดกว่าครั้งไหน
“ขอโทษครับ นำไวน์จาก ‘ดอลเช่ วิต้า’ มาส่งครับ”
ผมแนะนำตัวที่หน้าห้อง ก่อนจะมีเสียงชายวัยกลางคนตอบกลับมาจากอีกฟากหนึ่งของประตู
“รอเดี๋ยว”
เมื่อได้เห็นผู้สั่งไวน์ ผมก็ต้องตกตะลึง เพราะคนที่มาเปิดประตูสวมแค่เสื้อคลุมอาบน้ำตัวเดียวเท่านั้น แต่บางที เขาอาจจะกำลังอาบน้ำอยู่ก็ได้
“อ๊ะ! นะ… นี่ครับ...”
พอตั้งสติได้ ผมก็รีบส่งไวน์ให้ แต่ฝ่ามือหนากลับยื่นมากุมไว้ทั้งของและมือของผมที่ประคองขวดไวน์อยู่ การถูกมืออวบที่มีแต่ไขมันสัมผัสไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีสักเท่าไหร่
“โอ้โห! ไม่คิดว่าจะได้เด็กน่ารักขนาดนี้ เอ้า! เข้ามาสิ! ฉันจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว!”
ผมถูกเจ้าของห้องกระชากข้อมือผมอย่างรุนแรง ดึงให้ก้าวเข้าไปในห้อง
“เอ๊ะ!”
ฝ่ามือหนาอีกข้างก็ยกขึ้นโอบที่หัวไหล่
“เดี๋ยวครับ! คิดจะทำอะไรน่ะ!?”
มือของผมถูกกดลงจนเกือบจะถึงหว่างขาของอีกฝ่าย ผมรีบสะบัดมือหนี เท้าก้าวถอยไปด้านหลัง
ผมตั้งใจจะรีบหลบให้พ้นประตูห้อง ในเมื่อส่งของเสร็จแล้วก็รีบกลับเสียที แต่ฝ่ามือที่ยึดบ่าไว้นั้นแข็งแรงมาก ขาของผมจึงก้าวพ้นห้องไปได้แค่ข้างเดียวเท่านั้น
“มาถึงที่แล้วจะมาทำท่ากลัวอะไรอีก... หรือว่าเธอคิดจะยั่วทำให้เหมือนเป็นครั้งแรกกันแน่ หือ?”
พูดอะไรไม่รู้เรื่อง
ถึงจะไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่ายนัก แต่ในสถานการณ์แบบนี้ สัญชาติญาณบอกว่าผมควรจะรีบเผ่นดีกว่า
“ปะ... ปล่อยนะ!”
ระหว่างที่ผมพยายามดิ้นหนีฝ่ามือหนา ขวดไวน์ราคาแพงที่อุตส่าห์ประคับประคองมาตลอดทางก็ตกลงพื้น ขวดแก้วแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เสียงดังลั่น กลิ่นหอมของไวน์รสผลไม้ฟุ้งไปทั่ว ถึงจะรู้ว่าราคาของไวน์ขวดนี้ชวนกระเป๋าฉีกขนาดไหน แต่ตอนนี้ไม่ใช้เวลามาสนใจเรื่องพรรค์นั้น
“โธ่เว้ย! ก็บอกให้หยุดไงล่ะ!”
มือข้างที่ยังว่างอยู่ยกทุบตุบตับไปเท่าที่ทำได้ แต่ด้วยขนาดร่างกายที่แตกต่างกันมาก กำปั้นเล็กๆ ของผมคงไม่ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งสะเทือน
“ก้มหัวลง!”
เสียงทุ้มต่ำตะโกนมาไกลๆ กระตุ้นสมองสั่งการให้ร่างกายทำตามไปโดยอัตโนมัติ ผมรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างวืดผ่านศีรษะไป และนาทีต่อมา มือที่เกาะกุมผมไว้ก็คลายออก ส่วนเจ้าของมือทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น มือสองข้างกุมใบหน้า ถึงจะยังมีสติอยู่ แต่ก็คงยืนไม่ขึ้นไปอีกนาน
“จะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม!”
ผมมัวแต่ตกตะลึง เรียบเรียงสถานการณ์ไม่ถูก มารู้ตัวอีกที ก็เพราะเสียงตะโกนจากด้านหลัง
เมื่อหันกลับไป ก็พบชายหนุ่มที่เพิ่งเจอในลิฟต์ก่อนหน้านี้ เขากำลังสะบัดมือไปมา เหมือนพยายามให้สิ่งสกปรกหลุดออกไป
“นี่คุณชกเขาเหรอ!?”
ตาเจ้าของห้องโรคจิตนี่คงโดนหมัดขวาเข้าไปเต็มแรง ถึงได้น็อคหมดรูปอย่างนี้
“ก็ใช่น่ะสิ อย่ามัวช้าอยู่เลย รีบหนีเถอะ”
ร่างสูงขยิบตาให้เหมือนเราสองคนร่วมกันทำผิด ท่าทางขี้เล่นของเขาดูตรงกันข้ามกับคำพูดจริงจังของเจ้าตัว
“หนีเหรอ?”
“ตามมา”
พูดจบ มือแกร่งก็กระชากให้ผมวิ่งออกจากห้อง 602 ตรงเข้าไปในประตูที่อยู่ถัดไปอีกสามห้อง
.........................................
“ฉันทำแบบนี้นี่ดีแล้วใช่ไหม?”
ทันทีที่ประตูปิดลงน้ำเสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยขึ้น
“เอ๊ะ?”
“ก็ที่ฉันอุตสาห์พานายหนีมา หวังว่าความจริงนายคงไม่ได้เล่นชู้กับตาลุง แล้วที่ทำท่ากลัวเมื่อกี้ก็เป็นแค่การแสดงให้สมบทบาทหรอกนะ?
“มะ...ไม่ ไม่ใช่แหงอยู่แล้ว! พูดอะไรบ้า ๆ!”
‘เล่นชู้’ บ้างละ ‘การแสดงให้สมบทบาท’ บ้างล่ะ แต่ละคำที่หลุดออกมานี่ไม่ได้เข้ากับริมฝีปากได้รูปนั่นเลย แต่เมื่อถูกตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงธรรมดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ ก็ทำให้ผมอดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ ถึงคำที่พูดจะฟังดูงี่เง่าสิ้นดีก็เถอะ ผมแอบถอนหายใจเบาๆ
ว่าแต่ ไอ้ฉากเผ่นเมื่อกี้นี่อย่างกับในหนังแน่ะ ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผมเป็นคนที่สมบูรณ์แบบทั้งรูปร่าง หน้าตา และการแต่งตัวที่มีสไตล์ จนทำให้เผลอคิดไปว่าเขาเป็นดารา ผิวที่เป็นสีแทนตามสมัยนิยม ผมสีดำสนิทได้รับการดูแลเป็นอย่างดี คิ้วเข้มเสริมให้ใบหน้าคมดูโดดเด่นยิ่งขึ้น แล้วยังดวงตาที่เป็นประกายสดใสแต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยแววเฉลียวฉลาด ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็แตกต่างจากคนทั่วไป
ถึงผู้ชายคนนี้จะดูดีแค่ไหน แต่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกถึงบรรยากาศอันตรายที่แฝงไปด้วยเล่ห์กลอย่างที่ไม่มีใครเหมือน
“เหรอ ถ้างั้นก็ดีแล้ว”
“ดีตรงไหน! ผมทำไวน์แตกนะ ของปีวินเทจซะด้วย!”
ผมย้อนนึกไปถึงกลิ่นองุ่นจากพื้นที่มีเศษแก้วแตกกระจาย
“ไม่ต้องห่วง ไอ้ไวน์ขวดนั้นไม่ใช่ปีวินเทจอะไรหรอก ก็แค่ไวน์ราคาถูก หาได้ตามร้านทั่วไป”
“หา? โกหกน่า เดี๋ยวสิ! ถ้างั้น ที่ผมพยายามรักษามาตลอดก็ศูนย์เปล่าน่ะสิ นี่ผมบ้าประคับประคองไวน์ราคาถูกเหรอเนี่ย”
“มันไม่ใช่ไวน์ปีวินเทจ ราคาคงไม่ถึงพันเยนด้วยซ้ำ นายถูกหลอกแล้วล่ะ แล้วใครบอกนายมาล่ะ?”
“คน...ที่ร้าน”
ผมพึมพำตอบออกไปเหมือนไม่มีสติ ในใจรู้สึกสับสน เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่หน้าตาท่าทางดีอย่างนั้นต้องมาหลอกกันด้วย
“ร้านดอลเช่ วิต้า ใช่ไหม? เมื่อกี้ฉันก็นึกอยู่แล้ว นายรู้ไหมว่าที่นั่นความจริงแล้วเป็นร้านอะไร?”
“ร้านอะไร?...ก็ร้านไวน์ไม่ใช่เหรอ?”
“ไม่ใช่”
คำปฏิเสธสวนกลับมาทันที หลังจากทีลังเลเล็กน้อย อีกฝ่ายก็พูดต่อว่า
“พูดง่าย ๆ ก็คือ ร้านนายหน้าจัดหาเด็กขายบริการน่ะ”
“หา? ขายบริการ!?”
ที่เขาพูด หมายถึงอาชีพที่เด็กสาวมัธยมปลายชอบทำเพื่อหาค่าขนม ไอ้อาชีพที่ทำให้เป็นปัญหาสังคมอยู่...ใช่ไหม?
“ใช่...เวลาฉันมาพักที่โรงแรมเซ็นทรัล บางทีก็เห็นเด็กผู้ชายหน้าตาดีถือขวดไวน์คล้ายๆ ของนายเข้าไปในห้องแขก”
“งั้นก็หมายความว่า...”
“ใช่ ขวดไวน์ก็เหมือนเป็นนามบัตรประจำตัวของแต่ละคน ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเขากล่อมให้นายตกลงมาทำงานแบบนี้ได้ยังไง แต่ถ้าเดาไม่ผิด เขาคงจะหลอกพวกเด็กหนุ่มไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างนายให้มาเป็นเหยื่อพวกตาลุงแก่บ้ากามพวกนั้นแหละ”
เมื่อกี้เขาพูดว่า ‘เด็กหนุ่ม’ ...งั้นก็หมายความว่า...
“หลอกผู้ชายให้มานอนกับผู้ชายด้วยกันเหรอ?”
“อืม ก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับสมัยนี้ไม่ใช่เหรอ?”
อาจจะใช่ แต่...
“แล้วคุณรู้เรื่องนี่ได้ยังไง?”
“ฉันก็ไม่ได้ใช้ชีวิตสะอาดบริสุทธิ์จนไปอวดใครๆ เขาได้หรอก”
พอได้ฟังคำตอบ ผมถึงคิดได้ว่าไม่น่าตั้งคำถามละลาบละล้วงอย่างนั้นกับคนๆ นี้เลย ก็... อย่างที่เจ้าตัวบอกนั่นแหละ ผมก็ไม่คิดว่าเขาน่าไว้ใจสักเท่าไหร่หรอก
“...ถ้างั้น... ถ้างั้นเรื่องจ้างทำงานพิเศษก็โกหกน่ะสิ ไหนบอกว่าแค่ส่งไวน์ก็ได้หมื่นเยน โธ่... ทั้งที่กะจะกินข้าวหน้าเนื้อใหญ่พิเศษฉลองซะหน่อย ที่ไหนได้...”
พอพ้นเรื่องร้ายๆ มาได้ ก็พาลนึกถึงปัญหาขึ้นมาต่อ
“อ๊ะ! แต่ยังไงก็เอาไวน์ไปส่งแล้วนี่นา ถ้าลองย้อนกลับไปที่ร้าน เขาจะให้หมื่นเยนไหมนะ...”
“นี่นายจะบ้าเหรอ! ผู้ชายคนนั้นก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง ลองกลับไปร้านตอนนี้สิ ดีไม่ดีจะโดนเก็บค่ารักษาพยาบาลเพิ่มอีก นายคงยังไม่อยากโดนจับไปขายเมืองนอกใช่ไหม?”
ไอเดียใหม่เลยปลิวหายไปพร้อมกับคำขู่
“อย่างงั้นเหรอ...”
ความหวังหลุดลอยไปแล้ว ความหิวก็ตรงเข้าโจมตีทันที แขนขาพาลหมดแรงเอาดื้อๆ
“เฮ้ย! เป็นอะไรหรือเปล่า?”
มือใหญ่ยื่นออกมาประคองผมที่ทรงตัวไม่อยู่ ใบหน้าหล่อเหลาที่ก้มมองสีหน้าผมเต็มไปด้วยความเป็นห่วง
“มะ...ไม่เป็นไร แค่หิวเท่านั้นเอง”
“หิวเหรอ? ทั้งที่อยู่กลางเมือง ในญี่ปุ่นที่ออกจะอุดมสมบูรณ์นี่นะ?”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน
“ผมไม่ได้กินอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมาสามวันแล้ว...”
ช่วยไม่ได้นี่ นี่เป็นเพราะกรรมพันธุ์ พอรู้สึกหิวแล้วน้ำตาลในเลือดจะลดลงต่ำทันที ครอบครัวผมเป็นกันทั้งบ้านแหละ
“งั้นจะสั่งอาหารจากรูมเซอร์วิสไหมล่ะ?”
“เอ๋? สั่งได้เหรอ?”
ตอนนี้ผมสะกดคำว่า ‘เกรงใจ’ ไม่ถูกไปชั่วขณะ ในสมองเห็นแต่คำว่า ‘โอกาสทอง’ ผมกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจแล้วยื่นมือไปเกาะท่อนแขนแกร่ง
“อ๊ะ!”
ผมเพิ่งรู้ตัวว่าทำอะไรพิลึกๆ อยู่ เด็กวัยรุ่นทั่วไปเขาไม่ดีใจตัวลอบกับข้าวมื้อเดียวหรอก นี่ผมอดอยากมากไปหรือเปล่านะ
“ฉันก็ยังไม่ได้ทานข้าวกลางวันเหมือนกัน ถ้ายังไงทานด้วยกันเลยก็แล้วกัน”
ฝ่ายตรงข้ามบอกแค่นั้น ก่อนที่จะเปิดเมนูของทางโรงแรมให้ผมสั่งตามสบาย
ระหว่างที่เราสองคนรอรูมเซอร์วิสมาส่งอาหาร เขาก็บอกให้ผมไปนั่งที่โซฟาในห้องด้านใน รู้สึกเหมือนห้องของชายหนุ่มคนนี้จะเป็นห้องพักแบบทวิน แต่ถ้าวัดจากสายตาแล้ว ทั้งความกว้าง ทั้งเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องประดับหรูหรา ห้องนี้คงไม่ใช่แค่ห้องทวินธรรมดาๆ แน่
โครงสร้างภายนอกยังเหมือนห้องพักทั่วไป แต่ในนี้มีทั้งเคาท์เตอร์บาร์เล็กๆ ที่ภายในมีเหล้าหลายชนิดเอาไว้บริการแขก กระจกหน้าต่างก็ออกแบบให้สูงจากพื้นจรดเพดาน เพราะกะให้เน้นวิวทิวทัศน์ยาวค่ำคืนของชินจูกุ
“บอกชื่อของนายหน่อยได้ไหม?”
“ริว...ซึซึคาวะ ริว อายุสิบแปดครับ”
“ยังเป็นนักเรียนอยู่เหรอ?”
“ครับ อยู่มหา’ลัยปีหนึ่ง”
“ฉันชื่อ อาคิสึ ชูเซ อายุยี่สิบหก”
อาคิสึ ชูเซ... เป็นชื่อที่เหมาะกับเขาจริงๆ ถึงจะแปลก ไม่คุ้นหู แต่ก็ฟังดูดีอย่างประหลาด ผมหลบตาลงต่ำ มองแค่ปลายเท้าของเขา แต่ก็ได้แค่ครู่เดียวเท่านั้น
“ริวหนีออกจากบ้านมาเหรอ ถึงมีปัญหาเรื่องการเงิน?”
เห? เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงชั่วโมง ผู้ชายคนนี้ก็เรียกชื่อต้นผมแล้ว แถมทำท่าอย่างกับสนิทกันมานาน นี่ถ้าเป็นตาลุงหื่นเมื่อกี้เรียกล่ะ ผมคงแขวะในใจไปแล้วว่า ‘อะไรของมัน’ แต่นี่คนเรียกเป็นคนที่ดูดีอย่างคุณอาคิสึ เลยไม่ยักกะรู้สึกแย่อย่างที่คิด
“เปล่านะ แค่... มีเหตุผลนิดหน่อย ปิดเทอมนี้เลยกลับบ้านไม่ได้... คงคล้ายๆ ในนิยายเรื่อง ‘หนูน้อยจอมทระนง’ มั้ง”
“อ้อ เพราะงั้นเลยต้องหางานพิเศษสินะ”
“ครับ ตอนนี้แค่มีเงินเดือนให้กับที่พักฟรีก็ดีใจแล้ว”
“เงิน... กับที่พักงั้นเหรอ?”
พอถึงประโยคนี้ คุณอาคิสึที่ยืนอยู่ข้างหลังก็เดินเข้ามานั่งข้างๆ
“มาอยู่กับฉันไหมล่ะ?”
“เอ๋? หมายความว่า...”
อีกฝ่ายคงสังเกตเห็นผมกระพริบตาถี่ๆ ด้วยความสงสัย ดวงตาคมจึงหรี่ลง ขณะมองใบหน้าผม
“บ้าน่า! ฉันไม่ได้หมายความว่าจะซื้อตัวนายสักหน่อย”
เสียงทุ้มดักทางเหมือนกลัวผมจะเข้าใจผิดเพราะเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อครู่
“ฉันมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อยน่ะ จะมาพักที่แมนชั่นของฉันก็ได้ ส่วนค่าแรงจะจ่ายให้ต่างหาก”
นับเป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้ง่ายๆ ที่พักฟรีกับเงินเดือนมาวางแปะอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องไปเดินหาให้เมื่อย
“เรื่องที่จะขอให้ช่วยเป็นเรื่องที่ผมทำได้จริงๆ เหรอ?”
“อืม นายเหมาะสมที่สุด”
“แล้วเป็นงานยังไงล่ะ?”
“ฉันไม่บอกนายง่ายๆ หรอก รู้ไหม ในชีวิตจริง ทุกอย่างมันไม่ได้มาฟรีๆ หรอกนะ”
ถึงจะว่าไม่ฟรีก็เถอะ แต่ตอนนี้ผมถังแตกอยู่นา
“ลังเลอยู่ล่ะสิ”
เสียงทุ้มต่ำหัวเราะอยู่ในลำคอเมื่อมองหน้าผม
“ง่ายนิดเดียว แค่นายตอบตกลงก่อน แล้วฉันก็จะบอกว่าเป็นงานอะไร แต่ฉันจะสอนให้อย่างหนึ่งนะ ในการเจรจาต่อรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องทำให้ตัวเองอยู่เหนือกว่าเสมอ จำเอาไว้ให้ดี”
เหมือนจงใจแกล้งยังไงไม่รู้ ริมฝีปากได้รูปพูดไปยิ้มไป ท่าทางเหมือนจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ด้วยซ้ำ
“หมายความว่าคุณจะบอกรายละเอียดงานก็ต่อเมื่อผมตกลงทำงานกับคุณอย่างงั้นสิ?”
เป็นเงื่อนไขที่ผมเสียเปรียบชัดๆ แบบนี้ใครจะไปเดาได้ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรจากผมบ้าง แต่พอจินตนาการว่าหลังจากนี้อาจจะต้องนอนตามตรอกซอกซอยเหม็นๆ ในชินจูกุแล้วก็... ทำงานกับผู้ชายคนนี้คงดีกว่า
นอกจากนี้... ผมอยากจะลองเชื่อประกายในดวงตาคู่นั้นดูสักครั้ง
“ก็ได้ ผมรับงาน”
“งั้นก็ตกลงตามนั้น”
ผมจับมือใหญ่ที่ยื่นมาตรงหน้า
ว่าแต่... ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่นะ... ถ้าลองคิดดูดีๆ ตอนนี้ยังเป็นชั่วโมงทำงานของออฟฟิศต่างๆ อยู่ แถมพักโรงแรมห้าดาว ใส่เสื้อผ้าแพงๆ อย่างงี้ ตัดอาชีพพนักงานบริษัททิ้งไปได้เลย แต่ถ้าอย่างงั้นแล้วคนหนุ่มขนาดนี้ทำอาชีพอะไรกันแน่ ถึงมีเงินเป็นกอบเป็นกำได้
“บอกเอาไว้ก่อนว่าฉันไม่ใช่พนักงานบริษัท”
เขาพูดออกมาถูกจังหวะอย่างกับอ่านใจผมได้งั้นแหละ เจ้าตัวคงพอจะรู้เหมือนกันว่ามาดไม่ให้เป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนคนอื่นเขา
เจ้าของห้องที่ผมกำลังนินทาอยู่ในใจเดินกลับมาจากเคาน์เตอร์บาร์ มือก็ยื่นขวดน้ำแร่ให้ผมขวดหนึ่ง
“ถ้าไม่ใช่พนักงานบริษัท งั้น...”
งานที่จะให้ผมช่วยมันคืออะไรกันแน่ล่ะ? ผมไม่ได้มีพลังจิตอ่านใจคนอื่นได้อย่างเขาเสียด้วย
“จะให้ผมเป็นแม่บ้านแบบกินอยู่พร้อมเหรอครับ?”
ผมลองเดาคำตอบแรกที่เข้ามาในสมอง กะแค่ล้อเล่นเท่านั้น แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับจ้องผมด้วยดวงตาเป็นประกายบางอย่าง
“นายทำงานบ้านได้หรือเปล่าล่ะ?”
“ก็... ได้อยู่หรอก แต่ไม่โปรขนาดพวกพนักงานทำความสะอาดมืออาชีพนะ”
“เท่านั้นก็ดีแล้ว แล้วทำอาหารเป็นไหม? ถ้าทำได้ ฉันจะจ่ายเพิ่มให้ด้วย”
งานผิดจากที่ผมคิดไว้ตอนแรกมากเลยแฮะ มาตอนนี้ชักจะเสียใจที่หาเรื่องพูดเล่นออกไปเสียแล้วสิ ไม่รู้ไปกระตุ้นต่อมความคิดพิลึกๆ ของว่าที่นายจ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้
“บอกแล้วไง ว่าไม่ต้องกังวลขนาดนั้น งานที่จะให้ทำน่ะเป็นแค่งานง่ายๆ ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเท่าไหร่เลย ง่ายกว่ายอมถูกลุงหื่นนั่นเขมือบตั้งเยอะ”
“อึก!”
ภาพฝันร้ายย้อนมาฉายซ้ำรอบสอง ทำเอาผมเหนื่อยใจอย่างบอกไม่ถูก เลยทิ้งตัวเอนหลังพิงพนักโซฟา
“พูดงี้แดกดันกันชัดๆ”
“อ้าว เหรอ? ก็เรื่องจริงนี่นา อาชีพพรรค์นั้น ถ้าไม่ใช่คนจนตรอกจริงๆ ไม่มีใครเขาทำกันหรอก”
ถึงจะเรื่องจริงก็เถอะ แต่การถูกคนเพิ่งรู้จักมาวิจารณ์เป็นช็อตๆ หน้าตาเฉยอย่างงี้ ก็ทำให้อดนึกนินทาความหนาของหน้าคนพูดไม่ได้
“มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ท่าทางนายเป็นคนตรงๆ คิดอะไรก็แสดงออกอย่างนั้น คงจะไว้ใจได้”
“เอ๊ะ”
รู้สึกเหมือนไม่ใช่คำชม แต่จะลุกมาเต้นแร้งเต้นกาก็ไม่ได้ เดี๋ยวโดนหาว่าเป็นพวกไม่เก็บอาการอีก
“เห็นไหมล่ะ ว่าปุ๊บนายก็ชักสีหน้าแล้ว”
ก็นิสัยคนเรามันเปลี่ยนกันง่ายๆ เสียที่ไหนล่ะ
“ขอโทษทีที่ดูออกง่าย!”
“ไม่เห็นต้องขอโทษ ฉันแค่รู้สึกว่ามันน่าสนใจที่รูปร่างหน้าตากับนิสัยคนเรามันจะต่างกันได้ขนาดนี้ ดูเผินๆ นายก็เหมือนหนุ่มหน้าสวย บอบบาง น่าปกป้อง แต่พอรู้นิสัยแล้ว กลายเป็นว่านายออกจะเลือดร้อน มุทะลุ ทำอะไรตามอารมณ์ ไม่คิดหน้าคิดหลัง”
คนแปลกหน้าพูดแทงใจดำจริงๆ เถียงไปก็มีแต่เข้าตัว ผมเลยนิ่งไว้
“เรื่องงาน...”
อีกฝ่ายเว้นช่วงให้ผมสงบสติอารมณ์ ก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน
“ริว ช่วยเป็นแฟนฉันทีสิ”
“หา?”
หูเพี้ยน?
วูบหนึ่งผมรู้สึกเหมือนคนตรงหน้าใช้ศัพท์ยากจนผมแปลไม่ออก
“ฉันบอกว่า อยากให้นายช่วยเป็นแฟนฉันหน่อย”
มีผู้ชายที่หล่ออย่างกับดารามาขอร้องอะไรแบบนี้ด้วยสีหน้าจริงจัง พนันได้ว่าเป็นใครก็ต้องหัวใจเต้นแรงแทบจะระเบิดทั้งนั้นแหละ
“ตะ...แต่ผมเป็นผู้ชายนะ”
“แค่ดูก็รู้แล้ว เพราะเป็นริวหรอกนะฉันถึงขอให้ช่วย งานนี้ฉันจะให้ค่าจ้างอย่างงามเลย”
นี่เป็นการเจรจาธุรกิจหรอกเหรอ
พอรู้ว่าตัวเองเข้าใจผิดอยู่คนเดียว ความรู้สึกพลุ่งพล่านที่อยู่ในใจก็ค่อยๆ ดับลง
“ไหนว่าจะไม่ใช้เงินซื้อตัวผมอย่างตาลุงนั่นไง?”
“อ้อ...สงสัยฉันจะรวบรัดไปหน่อย ความจริงคือจะให้ ’แสดง’ เป็นแฟนต่างหาก ฉันอยากให้ทุกคนคิดว่าเราสองคนคบหากันอยู่ ทุกคนที่พูดนี่รวมทั้งพ่อแม่ของฉันกับคนในที่ทำงานด้วยนะ”
“หา? พ่อแม่ด้วยเหรอ?”
ปกติให้ครอบครัวรู้ว่าลูกตัวเองชอบผู้ชายด้วยกันก็แย่อยู่แล้ว นี่ยังจะให้รู้ว่ามีคนที่คบด้วยเป็นตัวเป็นตนอีก ...เขาจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?
“ถ้าพวกเขาคิดว่าฉันเป็นเกย์ มีแฟนเป็นผู้ชาย ก็คงไม่มายุ่งวุ่นวายกับฉันเรื่องแต่งงานอีก”
“ตะ...แต่ว่า...”
วิธีนี้ไม่รุนแรงไปหน่อยเหรอ?
“พอดีบ้านฉันไม่ค่อยเหมือนบ้านอื่นเขาน่ะ”
ผมคิดว่าปัญหาในครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่อยู่ในขอบเขตที่ผมควรจะเข้าไปยุ่งเลย
“หมายความว่า ผมต้องแกล้งเป็นแฟนคุณ ทำอาหารให้คุณกินทุกวัน ถึงจะได้ค่าจ้างใช่ไหม?”
ผมลองพูดเล่นกลับไปเพื่อสร้างความสนิทสนม ไหนๆ ก็จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดปิดเทอม
“ค่าแรงวันละหมื่นเยน ไม่รวมค่าอาหารที่ฉันจะให้ต่างหาก”
“หา? หมื่นเยน!?”
การให้คนแปลกหน้า ไม่รู้นิสัยใจคอมาอยู่ร่วมห้องก็ต้องขอบคุณมากแล้ว นี่ยังแถมค่าจ้างสูงลิ่วอีก รู้สึกเหมือนเอาเปรียบเขาอย่างไรไม่รู้
“ราคานี้ไม่มากหรอก แล้วทีนี้... นายเรียกฉันด้วยชื่อตัวดีไหม?”
“ชื่อเหรอ? คะ...คุณ...ชูเซ”
อะ...อายชะมัด แทบอยากเอาหัวมุดลงรู ไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว
“ที่จ่ายให้ขนาดนั้นเพราะฉันถือว่าก็เป็นงานหนัก แล้วยังต้องลำบากใจอีก เพราะงั้น ราคานี้ไม่เกินไปหรอก ไม่ต้องเกรงใจ”
“คะ...ครับ”
“อืม ดีมาก”
ผมนึกว่าเขาจะอธิบายอะไรต่อ แต่มือใหญ่กลับเอื้อมมาเชยคางผมขึ้นมา...เพื่อ...จูบ!
“ทำ...อะไร...”
ไม่นานนักริมฝีปากได้รูปก็ถอยออกไป แต่สติของผมก็ยังล่องลอยไปไหนต่อไหน
“ไหนลองเรียกชื่อฉันดูซิ”
ริมฝีปากบางเลื่อนมากระซิบข้างๆ หูตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
“ชู...เซ”
“อีกครั้ง”
ผมรู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวรดที่ข้างหู ทั้งที่หลับตาแน่น แต่หัวใจกลับเต้นดังราวกับเสียงกลอง
“...ชูเซ”
“เรียกอีก”
ลิ้นร้อนค่อยๆ แทรกเข้ามาในใบหู ทำให้ร่างของผมสั่นจนเกือบจะยืนไม่อยู่
“ชูเซ”
“อย่างนั้นแหละ”
เสียงทุ้มต่ำที่กระซิบเบาๆ จุดความรู้สึกที่มอดลงไปแล้วให้ปะทุขึ้นอีก ในหัวว่างเปล่า ภาพตรงหน้ากลายเป็นสีขาวไปหมด
“ชูเซ...ชูเซ...ชู...เซ...”
ไม่รู้ผมพร่ำเพ้อเรียกชื่อเขาไปกี่หน แต่ทุกครั้งที่คำนั้นหลุดจากริมฝีปากก็เหมือนเจ้าของชื่อจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
“...ชูเซ”
ริมฝีปากผมย้ำชื่อของเขาออกไปพร้อมกับลมหายใจหอบ
“ดีมาก เท่านี้ก็ผ่านแล้ว”
เสียงทุ้มเอ่ยชมพร้อมกับเลื่อนริมฝีปากขึ้นจูบที่หน้าผาก ก่อนจะผละออกไป
“แค่นี้ก็จะไม่เขินเวลาเรียกชื่อแล้วใช่ไหมล่ะ?”
“อะ... อะไรนะ!?”
แค่ไม่กี่วินาที สติของผมก็ถูกกระชากกลับมา พร้อมกับที่เลือดในตัวพุ่งจี๊ดขึ้นสู่สมอง
“ทำบ้าอะไรคุณ! นั่นเป็นจูบแรกของผมนะ!”
ผมรัวกำปั้นใส่แผ่นอกกว้างไม่ยั้ง ชูเซกลั้นหายใจ ทำหน้าเหมือนเขาต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกทำให้ตกใจ
“จูบแรกเหรอ?”
“เออสิ! ผิดหรือไง?”
“ไม่ผิดหรอก... โอ้โห! นี่เป็นเรื่องโรแมนติกที่สุดของฉันเลยนะเนี่ย ดีแล้วที่เลือกนาย”
ชูเซเข้ามากอดผมแรงๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจด้วยใบหน้ามีเสน่ห์ ความใกล้ชิดทำให้ผมได้กลิ่นน้ำหอมอวนอยู่ทั่วร่างของชายหนุ่ม ตรึงให้ผมนิ่งอยู่กับที่ ก่อนจะค่อยๆ ซบลงบนไหล่กว้าง
แปลก... ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่นาน แต่ผมกลับเชื่อว่าได้เจอคนที่เป็นห่วงผมอย่างจริงใจ แถมคนที่ว่ายังเป็นผู้ชายหน้าตาดีอย่างกับดาราแบบนี้อีก ผมนึกอยากมองใบหน้าคมใกล้ๆ จึงเงยหน้าขึ้น สบกับดวงตาเรียว และความลึกล้ำที่ฉายออกมากับสายตาคู่นั้นที่สะกดให้ผมไม่สามารถขยับตัวได้อีกครั้ง
“อือ...”
ชูเซก้มลงครอบครองริมฝีปากของผมอย่างรุนแรง ก่อนจะขบกัด หยอกเย้าด้วยความสนุกสนาน ลิ้นนุ่มสอดเข้ามาไล้สำรวจไปทั่ว จูบครั้งสุดท้ายเต็มไปด้วยความหวานและเร่าร้อนในเวลาเดียวกัน
รสจูบที่แท้จริงเป็นอย่างนี้นี่เอง
ริมฝีปากนุ่มที่เมื่อครู่เอ่ยคำพูดตรงๆ ออกมาโดยไม่สะทกสะท้าน ตอนนี้กลับหวานจนแทบจะหลอมละลายสัมผัสที่ได้รับพาให้สติหลุดลอย ไม่รับรู้สภาพรอบด้าน กว่าจะรู้ตัวอีกที ผมก็ถูกดันลงไปบนโซฟา
“ริว”
เสียงกระซิบเรียกชื่อดังขึ้นแผ่วๆ แต่ทำให้พายุอารมณ์โหมกระหน่ำจนไม่สามารถหยุดได้
ริมฝีปากอุ่นไล่ต่ำลงเรื่อยๆ จากลำคอลงมาแผ่นอก ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้แถวสีข้าง ความไม่คุ้นเคยทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ แต่ไม่นานนัก ก็เหมือนเลือดกำลังไหลย้อนกลับ ทำให้รู้สึกปั่นป่วนไปหมด
“อ๊ะ”
ความรู้สึกที่ยากจะปฏิเสธแล่นขึ้นมา เมื่อลิ้นร้อนของอีกฝ่ายโลมโล้บริเวณยอดอก เส้นผมนุ่มสัมผัสถูกผิวของผมเบาๆ
“อา...”
ลมหายใจของผมเลยขาดเป็นช่วงๆ รู้สึกได้ถึงความเป็นชายที่เกร็งเขม็งอยู่ใต้กางเกงยีนส์ รอให้อะไรบางอย่างมาช่วยปลดปล่อยจากความรู้สึกพลุ่งพล่านนี้
“นี่...พูดว่าชูเซสิ”
ทั้งที่สมองผมเบลอไปหมด แต่เสียงของอีกฝ่ายยังนิ่งเหมือนปกติ
“ชูเซ...อา”
แค่เรียกชื่ออีกฝ่าย ผมก็รู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาอีก
“อึ๊ก”
ปลายนิ้วเรียวยาวตรงเข้ากอบกุมแก่นกายที่แข็งขืน ก่อนจะค่อยๆรูดขึ้นลง โดยไม่พยายามเร่งจังหวะ แต่การเคลื่อนไหวนั้นก็ยิ่งกระตุ้นความสุขสมที่ก่อตัวขึ้นให้กระจายไปทั่ว
“เดี๋ยว... อะ... อื๊อ...”
สัมผัสนั้นไม่ได้เร่งร้อน แต่ในสมองก็นึกถึงแต่ผู้ชายที่กำลังปรนเปรอให้ผมอยู่ ทุกครั้งที่ใบหน้าหล่อเหลาลอยขึ้นมาในความคิด ความปรารถนาก็ยิ่งท่วมท้นขึ้นมาจนอยากจะครอบครองทุกอย่างที่เป็นคนๆนี้
“ชูเซ...”
ทั้งกางเกงยีนส์และชั้นในถูกปลดออกไปอย่างรวดเร็ว ผมรู้สึกอับอายจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดออกมาได้ เลยเลือกที่จะหลับตาแน่น แต่ถึงจะไม่มอง บริเวณส่วนสำคัญก็ยังต้องการสัมผัสจากปลายนิ้วเรียวนั้น แผ่นหลังจึงขยับไปตามธรรมชาติ
“ผม... รู้สึก... แปลกๆ...”
ผมน้ำตาซึมขณะฝืนพึมพำอยู่ในคอด้วยเสียงติดๆ ขัดๆ ชูเซดึงมือของผมที่ปิดหน้าอยู่ออกไป ก่อนจะก้มลงซับน้ำตาให้ด้วยปลายลิ้น
“ไม่แปลกหรอก นายแค่รู้สึกดีจากสัมผัสของฉันเท่านั้น”
“อะ... อา”
แผ่นหลังโค้งงอขึ้นตามแรงอารมณ์ เมื่อฝ่ามือแกร่งบีบเค้นส่วนกลางลำตัวของผมอย่างรุนแรง ความร้อนวูบที่ประดังเข้ามา ทำให้ร่างกายสั่นไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ปลายเท้า ความรู้สึกโลดแล่นไปตามจังหวะของปลายนิ้วเรียว ผมรู้สึกเหมือนมีไฟกองเล็กสุมอยู่ข้างใน พร้อมที่จะแผดเผาทุกอย่าง สัมผัสร้อนรุ่มกำลังจะพาผมไปถึงจุดสูงสุดอยู่แล้ว ทันใดนั้นเอง... เสียงเคาะประตูก็ดังเข้ามา กระชากสติของผมให้กลับสู่ความเป็นจริง
“อ๊ะ”
ผมลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเดาะลิ้นของคนตรงหน้า
“ผะ... ผม...”
เห็นสารรูปที่ดูไม่ได้ของตัวเองแล้วปวดหัวจี๊ดขึ้นมาเลย
แต่เสียงเคาะประตูก็ยังดังต่อไป
“ครับ ครับ จะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ”
เจ้าของห้องตะโกนบอกอย่างเบื่อหน้า ก่อนจะยันตัวขึ้นจากโซฟา
ผมยังตกตะลึง ไม่สามารถขยับตัวได้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อยากจะเชื่อ ว่าตัวเองทำเรื่องน่าอับอายอย่างเมื่อครู่ไปได้อย่างไร
“รูมเซอร์วิสมาแล้ว งั้นไว้ต่อวันหลังก็แล้วกันนะ”
พูดจบ มือใหญ่ก็ยกขึ้นขยี้ผมตัวเอง ส่วนผมได้แต่นั่งอึ้งอยู่ที่เดิม ริมฝีปากได้รูปโน้มลงมาจูบเบาๆ บนหน้าผาก ชูเซคว้าผ้าคลุมเตียงมาปกปิดร่างที่เกือบจะเปลือยเปล่าให้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูรับเบลบอยด้วยท่าทางปกติ
“เดี๋ยวก่อน! นี่หลังจากนี้ยังมีต่ออีกเหรอ!?”
ผมตะโกนผ่านผ้าคลุม แต่ดูเหมือนเสียงโวยวายจะไม่มีผลอะไรกับเขา ผมเลยไม่มีทางเลือก ต้องหุบปากเงียบ ยกมือสองข้างขึ้นปิดหู ขดตัวอยู่ใต้ผ้าคลุมเตียง ไม่อยากคิดอะไรแล้ว
~To Be Continue in Charms Of Love~
Allure Of Love
Story By Minakami Rui
Illust By Ayano Yamane
Tralation : Fay
Edit By Lucifer&Acacia
Graphic design By Lucifer
Pin up : ไม่มี
In Store Now!
ของแถมสำหรับเล่มนี้ : โปสการ์ด อ. มินามิ 1 แผ่น
ราคา : 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
Contact Us : lucifer_lostangel@hotmail.com
เนื้อเรื่องย่อ
สมัยมัธยม ผม อาซากะ ยูสึเกะ เคยสบตากับเจ้าของนัยน์ตาสีไพลินกลางล็อบบี้ของโรงแรมที่หรูหราราวกับโบสถ์ในยุโรป และเขาคนนั้นก็เป็นถึงสถาปนิกชาวอิตาลีชื่อดังผู้ออกแบบสถานที่อันน่าทึ่งแห่งนั้น ความงดงามราวกับรูปปั้นและผลงานที่โดดเด่นของเขาทำให้ผมหลงใหลในชั่วพริบตา นับแต่นั้นมาผมก็นึกถึงแต่เขาเท่านั้น ทันทีที่จบมัธยมปลาย เป้าหมายหนึ่งเดียวในชีวิตของผมจึงกลายเป็นการได้ไปเรียนสถาปัตย์ที่อิตาลี!
ใครๆ ก็เรียกดีโน่ คาสติลลิโอนีว่า ‘มนุษย์น้ำแข็ง’ ทายาทเพียงหนึ่งเดียวจากภรรยาหลวงของตระกูลอภิมหาเศรษฐีคาสติลลิโอนี และทั้งที่ตัวฉันเองก็ไม่เคยสนใจอะไรนอกจากงาน แต่กลับไม่สามารถลบภาพเทวดาที่เคยพบเมื่อสี่ปีก่อนออกไปได้ ภาพของยูสึเกะที่ได้สบตากันเพียงแวบเดียวที่ญี่ปุ่น...
ยูสึเกะผู้ร่าเริงแจ่มใสและดีโน่ทายาทตระกูลใหญ่แห่งอิตาลี ทั้งสองได้มาพบกันอีกครั้งในกรุงโรม ความรักที่เกิดขึ้นจากพรหมลิขิตได้เริ่มขึ้นแล้วในเมืองหลวงที่ไม่มีวันตายแห่งนี้
...................................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 1
อาซากะ ยูสิเกะ
“นะครับ... ไม่ว่ายังไงผมก็อยากไปเรียนสถาปัตย์ที่อิตาลี!”
ผมตะโกนดังลั่น ก่อนจะก้มศีรษะให้พ่อกับแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟา
“ได้โปรดให้ผมไปเรียนต่อที่อิตาลีเถอะ!”
“พูดเพ้อเจ้ออะไรของแก!”
พ่อพูดเสียงดังด้วยความโกรธ ขณะที่แม่ก็เอาแต่ถอนใจ
“นั่นสิ บ้านเราก็หาเช้ากินค่ำ ไม่ได้ร่ำได้รวยขนาดจะมีปัญญาส่งลูกไปเรียนเมืองนอกได้หรอกนะ”
ยูกะและยูกิ น้องสาวทั้งสองแอบชำเลืองมาจากโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ดูนี่ก่อนสิครับ”
ผมวางเอกสารลงบนโต๊ะญี่ปุ่น กางสมุดบัญชีเงินฝากไว้บนสุด
“นี่เป็นเงินที่ผมเก็บสะสมจากงานพิเศษ”
ทั้งคู่จ้องตัวเลขในบัญชีด้วยสีหน้าแตกตื่น ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ทำให้ผมแปลกใจ ก็ในเมื่อจำนวนเงินใน
บัญชีสูงถึง 850,000 เยน! ช่วงเก็บเงินก้อนนี้ ผมไม่เข้าชมรม ไม่เที่ยว วันๆ เอาแต่ล้างจานอยู่ใน
ร้านอาหารอิตาเลี่ยน
“พ่อกับแม่เคยบอกไม่ใช่เหรอครับ ว่าถ้าผมหาเงินเรียนเองได้ พ่อกับแม่จะคิดเรื่องนี้อีกที?”
ประโยคนี้ทำให้ทั้งคู่มองหน้ากัน
“เรื่องงานพิเศษ... พ่อกับแม่อนุญาตให้ทำก็จริง... แต่นี่ถึงกับพยายามเก็บเงินมากขนาดนี้...”
“ทั้งที่คิดว่าถ้าได้เงินมาก็คงเอาไปเที่ยวเล่นหมด...”
ผมจับได้ถึงน้ำเสียงชื่นชมในประโยคนั้น จึงรีบพูดต่อทันที
“ภาษาอิตาเลี่ยนผมก็ฝึกกับเชฟที่ร้าน ตอนนี้พอจะพูดประโยคง่ายๆ ได้แล้วนะครับ เค้ายังชมเลย
ว่าผมออกเสียงได้ดี”
“แต่ต่อให้ไปอิตาลีก็ใช่ว่าลูกจะหางานพิเศษได้นี่”
แม่พยักหน้าเห็นด้วยกับความเห็นของพ่อ ก่อนจะเสริมอีกว่า
“ใช่ ยิ่งถ้าอยากเรียนสถาปัตย์ในมหาลัย เงินแค่นี้พอซะที่ไหน”
“เอ...”
ยูกะอุทานแทรกเข้ามาด้วยความสงสัย
“หนูเคยได้ยินเพื่อนที่อยากจะไปต่อนอกบอกว่ามหาลัยในอิตาลีน่ะ ไม่ใช่อยากเข้าก็เข้ากันได้ง่ายๆ”
“ใช่ค่ะ แล้วจะเรียนต่อที่อิตาลีน่ะ ถ้าไม่เรียนมหาลัยที่นี่ก่อนอย่างน้อยสองปี เขาก็ไม่ให้เข้าเรียน
ที่โน่นด้วย เพื่อนพวกหนูได้ยินยังหน้าจ๋อยไปเลย เนอะ?”
ยูกิสบทบ น้องสาวทั้งสองคนพยักหน้าให้กัน
“เหรอ? งั้นก็แปลว่าแกไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์”
“ยังไงก็ต้องเข้ามหาลัยที่นี่ก่อน”
ผมส่ายหน้าปฏิเสธ เมื่อเห็นสายตาพ่อแม่
“เรื่องเรียนมหาลัยน่ะ ผมเลิกคิดไปนานแล้ว ดูนี่ก่อนสิฮะ”
ผมหยิบเอกสารที่อุตส่าห์ส่งจดหมายไปขอมาขึ้นกางบนโต๊ะให้ทุกคนเห็นชัดๆ เอกสารที่ว่านี่ก็คือ
แบบฟอร์มการสมัครเข้าเรียนโรงเรียนสอนภาษาในกรุงโรมเป็นเวลาสองปี
“ผมจะใช้วีซ่านักศึกษาเรียนเตรียมเพื่อเข้ามหาลัยไปเรียนภาษาอิตาลีที่โรงเรียนนี้สองปี”
“โรงเรียนสอนภาษา?”
“ครับ ระหว่างเรียนภาษา ผมก็จะหางานพิเศษทำในบริษัทออกแบบที่ไหนสักที่ควบไปด้วย พอมี
ประสบการณ์มากขึ้น ต่อไปก็จะขอเข้าทำงานที่นั่นเลย”
ในใจผมคิดไปถึงเรื่องขอเข้าฝึกงานที่บริษัทออกแบบ... บริษัทไหนน่ะเหรอ? ผมคิดเอาไว้แล้วล่ะ
แต่ที่ไม่ได้พูดออกไปก็เพราะรู้อยู่ว่าที่นั่นค่อนข้างมีชื่อเสียงไม่น้อย ถ้าบอกไปก็คงถูกหัวเราะว่า
‘อย่างแกเนี่ยนะจะไปขอเขาฝึกงานที่นั่น มันจะเป็นไปได้ยังไง’ ดังนั้น ผมเลยเก็บชื่อบริษัทไว้เป็น
ความลับ
ก่อนจะมาบ้าคลั่งสถาปัตย์ขนาดนี้ ผมก็เป็นแค่ ‘อาซากะ ยูสึเกะ’ เด็กญี่ปุ่นธรรมดาๆ ที่เอาแต่เล่น
ฟุตบอล การเรียนอยู่ระดับกลางๆ ค่อนไปทางอ่อน ยิ่งวิชาศิลปะนี่ยิ่งถึงขั้นแย่มาก แต่เพราะ
อะไรบางอย่าง ทำให้เด็กนักเรียนธรรมดาๆ อย่างผมเปลี่ยนแปลงไป แรงจูงใจอย่างหนึ่งที่มาผลัก
ดันผมที่ตอนนั้นเป็นแค่นักเรียนมัธยมต้นปีที่สาม
...เพราะได้พบกับผู้ชายคนนั้น
....................................
“เอ๋? ไอ้ ‘คาเฟ่ อินเวสต์’ นี่มันอยู่ตรงไหนกันแน่เนี่ย?”
ผมเดินวนหาคาเฟ่ที่นัดคนไว้มาร่วม 20 นาทีแล้ว แถวที่ผมหลงทางอยู่เป็นย่านอาโอยาม่า แหล่ง
รวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่เพิ่งก่อสร้างเสร็จ ข้างในย่านนี้มีแม้แต่สถานีโทรทัศน์ แมน
ชั่นระดับห้าดาว ร้านอาหารหรูหรา แล้วยังสินค้าแบรนด์เนมมากมาย นับเป็นย่านคนรวยอย่างแท้
จริง ถึงได้กว้างจนเกินความจำเป็นแบบนี้
ตอนนั้นผมยังเป็นแค่เด็ก ม.ต้น แถมยังเป็นผู้ชาย จะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจที่แบบนี้ ที่วันนี้ต้อง
ถ่อมาถึงนี่ก็เพราะแม่ที่กำลังเห่อของใหม่และน้องสาวสองคนที่แก่แดดเกินตัวทั้งที่เพิ่งอยู่ชั้น
ประถมลากไปช่วยถือของ
ที่ร้ายที่สุดคือ คุณหญิงทั้งสามเพลินกับการช็อปจัด กรี๊ดกร๊าดเสียงดังจนผมอาย ต้องแกล้งทำเป็น
ไม่รู้จักและถอยออกมายืนเอือมละอาอยู่ห่างๆ พอหันไปอีกที ทั้งสามคนก็หายไปแล้ว เมื่อถูกทิ้ง
ให้อยู่คนเดียว ผมก็ตกใจ เลยรีบส่งข้อความเข้ามือถือของยูกะว่า ‘ตอนนี้อยู่ที่ไหน?’
ครู่ต่อมาก้มีข้อความสั้นๆ ตอบกลับมาว่า ‘ไปรอที่คาเฟ่ อินเวสต์ ริมถนนต้นเอลม์ก็แล้วกัน! อีก
ชั่วโมงจะตามไป’ ท่าทางสามสาวจะยังติดลมกันอีกนาน
เฮ้อ ให้มันได้อย่างงี้สิ! เดินเข้าร้านโน้นออกร้านนี้มันสนุกตรงไหน? แค่นี้ผมก็เบื่อจะแย่อยู่แล้ว
เลยคิดว่าจะไปนั่งรอในร้านที่ว่าเลย
ถึงอาโฮยาม่าจะเป็นย่านใจกลางเมือง แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่ามันจะกว้างขนาดนี้ ด้านในของห้าง
สรรพสินค้าหลายจุดถูกออกแบบด้วยโครงสร้างโค้งๆ ที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ถึงจะได้
แผนที่มาจากประชาสัมพันธ์ก็ยังไม่สามารถช่วยอะไรได้
สถาปนิกที่นี่กะออกแบบให้เป็นทางเดินเขาวงกตหรือไงนะ
ผมนึกบ่นขณะเดินลงบันไดเลื่อนไปชั้นล่าง เพราะคิดว่าถ้าออกไปมองจากด้านนอก เห็นในมุม
กว้างๆ น่าจะหาทางได้ง่ายกว่า
ผมเดินเข้าซุ้มประตูเล็กๆ ที่เป็นทางเชื่อมไปด้านนอก ก่อนจะมุ่งไปตามทางเดินแคบๆ ที่เดาเอาว่า
เป็นลานจอดรถ ทันใดนั้นเอง...
เอ๋?
แปลกจังแฮะ
หลังจากเดินต่อไปอีกพักหนึ่ง ทั้งที่น่าจะเป็นลานจอดรถตามที่คิดไว้ แต่ภาพสองข้างทางกลับยิ่ง
หรูหราขึ้นไปอีก พรมที่ปูแม้จะไม่มีสีสัน แต่ก็นิ่ม แน่ใจได้เลยว่าต้องเป็นของดีมีราคา ยิ่งโคมไฟ
เก่าแก่ตามริมกำแพงผิวขรุขระเข้ากับบรรยากาศนั้นก็คงราคาสูงจนประเมินไม่ได้
นี่มันจะพาไปถึงไหนเนี่ย?
ผมเอียงคอ หยุดยืนอยู่หน้าประตูตรงสุดทางเดิน ประตูไฟฟ้าทำจากกระจกฝ้าและกรอบ
อะลูมิเนียมฉาบสีทองให้ความรู้สึกหรูหรา
“ยินดีต้อนรับครับ”
ร่างที่ยืนอยู่อีกฟากของประตูเป็นชายชุดดำคล้ายๆ ทักซิโด เขากล่าวต้อนรับก่อนจะก้มศีรษะให้ผม
เอ๋?
ด้วยความมึนงง ผมจึงเดินผ่านพนักงานต้อนรับเข้าไปด้านใน
โห...!
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ผมยืนยิ่งด้วยความตะลึง
สุดยอด!
ที่แห่งนี้เงียบสงบราวกับเป็นอีกโลหหนึ่งที่ความวุ่นวายสับสนเข้ามาไม่ถึง หินแกรนิตสีดำขัดจน
ขึ้นเงาปูพื้นตลอดทางเดิน ส่วนเพดานถูกออกแบบให้สูงเกือบเท่าอาคาร 3 ชั้น แต่ที่สะดุดตามาก
ที่สุดคงเป็นเสาหินทรงกลมสีไวน์ที่ตั้งเรียงรายเป็นแถวอยู่ตรงโถง มีบันไดขนาดใหญ่สร้างจาก
หินแบบเดียวกันอยู่ข้างหน้า บริเวณราวขับถูกออกแบบให้ดูสง่างามสมบูรณ์แบบ บนผนังตรงใกล้ๆ
กับหัวบันไดมีภาพวาดขนาดใหญ่ของเมืองโบราณริมทะเลและหมู่เรือสีแดงประดับอยู่ แม้แต่องค์
ประกอบยิบย่อยในภาพนั้นยังจัดได้อย่างลงตัว ฝีแปลงและสีสันที่เลือกใช้ทำให้ดูเป็นของเก่า
เหมาะกับสถานที่ ห้องด้านในมีโซฟาสีดำหลายชุด จัดเว้นระยะกว้างขวาง ไม่อึดอัด เคาท์เตอร์
ของพนักงานถูกสร้างแบบติดผนัง มีพนักงานต้อนรับในเครื่องแบบยืนด้วยท่าทางผึ่งผาย
ที่นี่เป็น... ล็อบบี้โรงแรมเหรอ?
ผมคิดพลางมองรอบข้างอย่างตื่นเต้น
ผมเป็นแค่เด็ก ม.ต้น แต่ก็เคยไปโรงแรมบ้าง ถึงจะเป็นแค่โรงแรมสามดาวที่ใช้จัดงานแต่งงาน
ของญาติก็ตาม
โรงแรมในคราวนั้นใช้พรมสีชมดู ไร้รสนิยมสุดๆ ไหนยังจะมีโคมระย้าสีทองแสบตา ดอกไม้ช่อ
ยักษ์กลางงานก็จัดแบบมือสมัครเล่น
ผมเคยเห็นแต่โรงแรมระดับนั้น จึงจินตนาการโรงแรมในแบบอื่นไม่ค่อยออก
แต่ที่นี่... ให้ความรู้สึกที่ต่างกันอย่างชัดเจน
ผมด้าวไปบนพื้นหินแกรนิตชั้นดี ยางของรองเท้าผ้าใบคู่เก่าเสียดสีกับพื้นดังเอี๊ยดๆ ตลอดทาง เฮ้อ
ดูเฉิ่มอย่างไรไม่รู้ อายชะมัด
ทั้งที่ควรจะเดินออกไป แต่ผมก็ไม่สามารถละสายตาจากล็อบบี้นี้ไปได้ มันสวยจนดึงให้ผมยืนอยู่
ตรงนั้นต่อ
สมบูรณ์แบบไปทุกจุด
ผมแหงนหน้ามองเหนือศีรษะ เพดานด้านบนสูงราวกับในโบสถ์ แค่เงยหน้ามองก็ทำเอาปวดคอ
ไปหมด ลักษณะที่สวยงาม ทั้งการเว้นช่องว่าง ทุกอย่างลงตัว ให้บรรยากาศโออ่าเมหือนอยู่ใน
หนังย้อนยุค ผมรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นรัวจนแทบจะหลุดออกมา
ทำไมถึงสวยอย่างงี้นะ
ผมเดินทอดในล็อบบี้ด้วยความชื่นชม แต่จู่ๆ ก็สังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ผมหันหลัง
กลับไปทางประตูทางเข้าที่ติดกับลานจอดรถ ประตูที่ผมเดินเข้ามาถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวลด้วย
มือของพนักงานต้อนรับคนเดิม ก่อนที่เสียงรองเท้าหนังอย่างดีกระทบพื้นห้องจะดังไปทั่ว
อ๊ะ!
ผมได้แต่จ้องมองร่างที่เข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างด้านเหมือนจะหยุดความเคลื่อนไหวเมื่อ
คนๆ นี้ก้าวเข้ามา เขาเป็นชายหนุ่มร่างสูง โครงหน้าด้านข้างได้รูป เรือนผมสีดำสนิทจัดเป็นทรง
เนี๊ยบ เมื่อรวมกับการแต่งกายที่ดูมีรสนิยมก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวของเขาดูเปล่งประกายผิดจาก
คนอื่นๆ
สุดยอดเลย...
ผมไม่สามารถละสายตาไปจากคนที่ก้าวเข้ามาด้วยท่าทางราวกับจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่นี้ได้เลย... เขา
เป็นคนที่ดูดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้อยู่ในโลก ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ผู้ชายคน
นั้นก็หันมาทางผมที่กำลังตกตะลึง
หวา!
อะไรกันเนี่ย?
ผมรู้สึกใจเต้นแรง ดวงตาสีฟ้าตรงหน้านี้สวยราวกับแซฟไฟร์ แต่ก็เยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง... เขา
อาจจะกำลังคิดว่าเด็กอย่างผมมาทำอะไรในที่แบบนี้
ผมได้แต่ตัวแข็ง ไม่สามารถขยับตัวได้... ไม่ใช่ว่าผมชอบมายืนจ้องตากับผู้ชายด้วยกันแบบนี้
หรอกนะ แต่ถึงจะอยากหลบไปทางอื่นแค่ไหน ผมก็ไม่สามารถทำได้ เหมือนกับดวงตาของตัว
เองถูกอะไรบางอย่างดึงดูดเข้าไป
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ?
หัวใจยิ่งเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ
จริงอยู่ว่าผู้ชายคนนี้ดูดีมาก แต่เวลาคนเรานึกชมเพศเดียวกัน จะมีอาการแบบนี้ด้วยเหรอ? นี่ผม
เป็นอะไรไปเนี่ย?
“ชินญอร์ คาสติลลิโอนี”
เสียงเรียกดังก้องไปทั่วล็อบบี้ ชายวัยกลางคนในชุดทำงานวิ่งเข้าไปหา ‘เขา’ ด้วยท่าทางรีบร้อน ดู
จากท่าทางของคนมาใหม่ ผมเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นระดับผู้บริหารของที่นี่ล่ะมั้ง
เมื่อสายตาคมกริบถอนออกไปหาคนเรียกแทน วินาทีนั้นผมจึงได้สติกลับมา ระหว่างที่ลุงพูดกับ
คนๆ นั้นด้วยภาษาอิตาเลี่ยน ผมก็รีบถือโอกาสหันหลัง ตั้งใจจะรีบเดินออกไปเหมือนกำลังหนี
อะไรบางอย่าง ทันทีที่พ้นตัวโรงแรมมาได้ ผมก็เดินไปตามทางเดินวงกตเส้นเดิม ไม่นานก็กลับ
เข้าห้างสรรพสินค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง
เฮ้อ เกือบไปแล้ว...
ผมถอนหายใจ ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดในอก ภาพชายหนุ่มเจ้าของดวงตาสีแซฟไฟร์กับ
ล็อบบี้ที่หรูหรายังคงแจ่มชัดอยู่ในความคิด
อย่างกับหลุดไปอีกโลกแน่ะ
ทำไมถึงดูดีได้ขนาดนั้นนะ...
ผมเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนใจ
พื้นที่ของโรงแรมที่ถูกคำนวณออกมาอย่างดี การตกแต่งที่ต้องผ่านการออกแบบหลายขั้นอย่าง
ไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าใครมาเห็นก็คงสัมผัสได้ถึงความสง่างาม
ตอนนั้นเองที่หัวใจของผมที่เต็มไปด้วยเรื่องกีฬาจนแทบไม่เคยแตกศิลปะ และยิ่งกว่าห่างไกลจาก
เรื่องของการออกกลับร้อนรุ่มขึ้นอย่างประหลาด
ถ้าสักวัน ผมสามารถสร้างสถานที่ที่สวยงามขนาดนั้นได้ด้วยตัวเองมันจะวิเศษขนาดไหนนะ...
...................................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 2 (ไม่ได้ต่อจากส่วนแรกนะคะ)
ดีโน่ คาสติลลิโอนี
หัวใจของฉันเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา การได้พบกับเขาอีกครั้งทำให้รู้สึกว่านี่อาจจะเป็นพรหมลิขิต... ให้ตายเถอะ ฉันคิดอะไรแบบนั้นออกมาได้ยังไงนะ
ฉันชื่อดีโน่ คาสติลลีโอนี อายุยี่สิบเก้า ฉันเกิดมาในฐานะทายาทสืบสกุลและว่าที่หัวหน้าคนต่อไปของคาสติลลิโอนี หนึ่งในตระกูลที่ทรงอิทธิพลของอิตาลี ถึงท้ายที่สุดบริษัทที่ฉันตั้งขึ้นจะต้องถูกรวมกิจการเข้ากับกลุ่มบริษัทคาสติลลิโอนี แต่ฉันก็บริหารงานสำนักงานออกแบบแกเลอเรีย คาสติลลิโอนีแห่งนี้ด้วยตนเองมาตลอด
เด็กคนนี้คงจำฉันไม่ได้ แต่ฉันไม่เคยลืมเขาเลย พวกเราเคยเจอกันเมื่อสี่ปีก่อนในล็อบบี้โรงแรมแกรนด์โฮเต็ลโตเกียว ที่นั่นเป็นหนึ่งในโรงแรมของญี่ปุ่นที่ฉันออกแบบเองทั้งภายนอกภายใน
ช่วงนั้นมีงานเข้ามาเยอะมาก ฉันต้องทำงานจนไม่มีเวลาหยุดพักและเกือบจะตัดสินใจเลื่อนการบินไปควบคุมงานก่อสร้างที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว แต่หลังจากคิดดู ถ้าไม่ไปตอนนั้นก็คงไม่ได้จัดการงานเสียทีแน่ ฉันจึงจดเวลาไปญี่ปุ่นในตารางงาน และออกเดินทางหลังจากเคลียร์งานหามรุ่งหามค่ำจนเสร็จ
ตอนก้าวเข้าไปในแกรนด์โฮเต็ลโตเกียว ฉันรู้สึกหงุดหงิดจากการพักผ่อนไม่พอ ไหนจะเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ซ้ำยังต้องมาโมโหบริษัทรับเหมาที่ไร้ความรับผิดชอบจนงานก่อสร้างล่าช้าเกินกำหนด
แต่... สายตาที่จับจ้องมาจากตรงล็อบบี้ทำให้ฉันหยุดเดิน ก่อนจะต้องมองกลับไปยังเจ้าของดวงตาคู่นั้นราวกับถูกดึงดูด
เขาเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง น่าจะอยู่ประมาณชั้นมัธยมต้น ร่างเพรียวสมส่วนอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดาๆ กับกางเกงยีนส์ขาดๆ ตัวหนึ่ง เส้นผมสีน้ำตาลเข้มเกือบดำเป็นเงา จัดง่ายๆ ไม่เป็นทรง ใบหน้าเรียวเล็กจนเหมือนจะประคองไว้ได้ในมือเดียว แก้มเนียนกับผิวคล้ำนิดๆ ดูอ่อนนุ่ม จมูกโด่งสวยและแผ่นหลังยืดตรงทำให้เขาดูเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ตาสองชั้นเห็นเป็นเส้นชัด ใต้แพขนตายาวงอนยังมีดวงตาสีดำขลับเหมือนหินภูเขาไฟ ความงดงามและดวงตาเป็นประกายทำให้รู้ว่าเขามีเสน่ห์ด้วยจิตใจที่หนักแน่นเข้มแข็ง
ขณะเดียวกันริมฝีปากบางโค้งได้รูปนั้นกลับทำให้ความแข็งกร้าวอย่างผู้ชายทั่วไปถูกลดทอนลง... แต่นั่นกลับทำให้ทุกส่วนผสมชั้นเลิศเข้ากันได้อย่างสมดุล
ไม่รู้เพราะอะไร เมื่อฉันมองเขา ฉันก็รู้สึกเหมือนหัวใจเริ่มเต้นแรงขึ้นๆ จนเหมือนจะหลุดออกมาจากอก
ทำไมเขาถึงสวยขนาดนี้?
ล็อบบี้โรงแรมที่ฉันทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นโดยใช้โบสถ์ยุคกลางมาเป็นแรงบันดาลใจ... ช่างเข้ากับเขาจริงๆ
แสงจากโคมไฟสาดลงมาต้องตัวเขาเหมือนสปอต์ไลท์ ฉันรู้สึกเหมือนกับเห็นเงาของปีกสีขาวที่งดงามของเหล่าเทพในภาพเขียนยุคเรอเนสซองค์งอกออกมาจากแผ่นหลังนั้น
...เทพหนุ่มที่ลอบหลบลงมาจากสรวงสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า...
ฉันได้แต่จ้องมองภาพสวยงามตรงหน้าโดยไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว อีกฝ่ายเองก็มองกลับมาด้วยแววตาประหลาดใจ
“ซินญอเร คาสติลลิโอนี”
จู่ๆ เสียงของผู้บริหารโรงแรมก็ทำลายความเงียบสงบระหว่างเราทั้งสอง และวินาทีที่ฉันตกใจจนหันไปตามเสียงเรียก เวทมนต์ที่หยุดตรึงเวลาไว้ก็ถูกคลายออก
เขาหันหลังจากไปเหมือนกับพยายามหนีให้พ้นจากสายตาฉันโดยเร็ว
‘อย่าเพิ่งไป’
ฉันพึมพำออกมา อยากจะสาวเท้าออกตาม แต่จิตสำนึกในฐานะผู้ใหญ่ก็หยุดไว้...
ไม่ใช่รักแรกเสียหน่อย ถึงกับจะตามเด็กผู้ชายคนหนึ่งไป คิดอะไรของนายน่ะ
ระหว่างที่ยืนลังเล เขาก็วิ่งหายไปแล้ว... เหมือนภาพที่เห็นเมื่อครู่เป็นแค่ความฝัน แต่เขาคงไม่ใช่ภาพลวงตาของเทพผู้งดงามที่จิตใจสร้างขึ้นจากความเหนื่อยล้าตลอดการเดินทางหรอก เขาเป็นคนจริงๆ และฉันก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยไม่สามารถลบภาพเขาออกจากใจ ได้แต่เสียใจมาจนถึงวันนี้ที่ปล่อยให้เขาจากไปโดยไม่ออกติดตาม
แต่...
ทันทีที่ได้เห็นรูปร่างผอมเพรียวที่มายืนนิ่งอยู่หน้าบริษัท ฉันก็รู้สึกเหมือนภาพฝันในครั้งนั้นหวนกลับมาอีกครั้ง
ใครจะไปคิดว่าเทพองค์นั้นจะมาปรากฏตัวต่อหน้าอีกครั้ง? ร่างกายที่เคยเยาว์วัยเติบโตขึ้น แก้มที่เคยนิ่มน่าสัมผัสก็เริ่มเข้ารูปตามแบบโครงหน้าของวัยรุ่น
ต้องเป็นคนเดียวกันแน่ เพราะฉันไม่เคยลืมเขา ไม่มีทางที่จะจำคนผิด ฉันมองไปที่เขาด้วยความตกตะลึง
ตอนนี้ ความงดงามที่เหมือนกับเปล่งประกายได้นั้นยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาก็คือรอบตัวเขาที่เติบโตขึ้นยิ่งดูเย้ายวน เหมือนถูกห้อมล้อมด้วยเสน่ห์หอมหวานน่าหลงใหล
ดวงตาสวยราวกับอัญมณีจ้องตรงมาที่ฉัน ทำให้ฉันสบตากลับไปอย่างสนใจ ก่อนจะสังเกตเห็นแพขนตาที่เปียกชุ่มเป็นประกายล้อแสงไฟ
ฉันมองสำรวจไปทั่วตัว ตอนนี้ยังไม่เข้าฤดูใบไม้ผลิ อากาศในตอนค่ำยังเย็นเยียบ แต่เขากลับไม่สวมเสื้อกันหนาว มีแค่เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายกับกางเกงยีนส์ขาดๆ และกระเป๋าสะพายทรงบอสตันใบใหญ่เท่านั้นเอง
ดวงตาคู่นั้นจ้องตรงมาที่ฉัน ก่อนที่เจ้าของจะทำเหมือนเมื่อสี่ปีก่อนคือหันหลัง ทำท่าจะเดินจากไป แต่คราวนี้ฉันรีบตรงเข้าไปจับบ่าของเขาไว้แน่น!
น้ำตาที่เอ่อครอต้องแสงไฟร่วงลงบนพื้น หัวใจของฉันเหมือนจะถูกบีบอย่างรุนแรงเมื่อเห็นเขาร้องไห้ออกมา
“ร้องไห้ทำไม?”
ฉันถามเสียงต่ำ
“ฮึก...”
เสียงสะอื้นเบาๆ ดังขึ้นก่อนที่น้ำตาที่เจ้าตัวพยายามกลั้นไว้จะไหลลงมา
“ผม... ผมอยากเป็นสถาปนิก ถึงได้มาที่โรม...”
น้ำเสียงใส กังวาน เหมาะกับร่างงดงามของเขา ถึงแม้สำเนียงจะเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็น่าแปลกที่มันทำให้หัวใจถึงกับสั่นไหว
“แต่อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนโกงเงินหนีไปแล้ว... ที่พักก็ไม่มี คืนนี้จะนอนที่ไหนก็ไม่รู้”
นี่คือความฝันหรือเปล่า?
ฉันนึกสงสัยพลางมองเด็กหนุ่มตรงหน้า เทพองค์เดิมที่คิดว่ากลับสวรรค์ไปเสียแล้วมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน ทั้งยังร้องไห้เสียงหวานราวกับจะล่อลวงให้คนฟังกระทำผิด
“พวกเด็กที่เดินมาหน้าบริษัทฉันก็เคยเล่าอะไรคล้ายๆ แบบนี้มาไม่รู้กี่คนต่อกี่คนแล้ว”
คำพูดนั้นหลุดออกไปโดยไม่ทันคิด วินาทีนั้นเองที่ความโกรธฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่นั้น
“คุณจะบอกว่าผมโกหกใช่ไหม?”
เขาพูดออกมาพลางกำมือแน่น
“ทั้งที่ผมฝันอยากจะทำงานในบริษัทของคุณ อุตส่าห์ตั้งใจเรียนมาตลอด แต่คุณกลับ... พอกันที! บริษัทแบบนี้ผมไม่อยากเข้าไปทำแล้ว!”
เขาตะโกนเสียงดังก่อนจะพยายามสะบัดมือออก แต่ฉันไม่มีวันปล่อยเขาไปอีกแล้ว
ต่อให้เป็นบททดสอบของพระเจ้า
ต่อให้เป็นความผิดบาปที่จะไม่มีทางได้รับการให้อภัย
ฉันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่กำลังแผดเผาอยู่ในอก สมองของฉันหวนนึกถึงวันเวลาอันแสนทรมานที่ไม่นสามารถลบภาพของเขาออกจากใจได้ ฉันไม่อยากปล่อยมือ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ริมฝีปากของฉันขยับขึ้นโดยอัตโนมัติ ฉันยิ้มที่มุมปาก
“น่าสนใจๆ กล้าพูดกับฉันแบบนี้แสดงว่ามั่นใจฝีมือตัวเองมากสินะ ถ้างั้นมานี่เลย”
ฉันดันเขาเข้าไปในรถลีมูซีน ก่อนจะปิดประตู รู้สึกเหมือนกับกำลังใส่กุญแจกักขังเทพองค์นี้ไว้ในกรง ไม่ปล่อยให้ได้บินกลับขึ้นสู่ฟากฟ้าอีกต่อไป...
~To Be Continue in Allure Of Love~
Endless Romance
Story By Suzuka Tachibana
Illust By Kaoru Yukifuna
Translater by Mizukizz
Edit By Acacia
Graphic design By Lucifer
Pin up : ไม่มี
In Store Now!
ขอแถมสำหรับนิยายเล่มนี้ : โปสการ์ดของ อ.มินามิ1 ใบ
ราคา 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
เนื้อเรื่องย่อ
มิซากิ ซึบารุ นักเรียนชั้นมัธยมปลายผู้มีใบหน้างดงามได้เดินทางท่องเที่ยวจากญี่ปุ่นมายังประเทศแถบอาหรับพร้อมคณะทัวร์ วันหนึ่งในช่วงเวลาเช้ามืด เด็กหนุ่มได้หลบออกมาเพียงลำพังเพื่อชมภาพทะเลทรายยามรุ่งอรุณ หวังเพียงว่าทิวทัศน์อันงดงามนั้นจะสามารถปลอบประโลมจิตใจอันบอบช้ำของตนได้ แต่เมื่อซูบารุเดินทางไปเรื่อยๆ อยู่ๆ เขาก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะแล้วล้มลงกลางทะเลทราย
...และในความมืดมิดนั้น ร่างบางก็ถูกโจรทะเลทรายจับตัวไป
เมื่อรู้สึกตัวอีกที ซูบารุก็พบว่า ตนเองถูกพันธนาการอยู่ในงานประมูลทาสแห่งหนึ่ง สายตาหิวกระหายหลายคู่ที่จ้องมองมายังผิวขาวละเอียดนั้นทำให้ทุกๆ วินาทีของเด็กหนุ่มผ่านไปราวกับฝันร้าย...แต่แล้วกลางเวทีประมูล ชั่วขณะที่ความสิ้นหวังกำลังเกาะกุมจิตใจ เจ้าชายรูปงามผู้มีเกศาสีทองทอประกายราวกับแสงอาทิตย์ก็ขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยยับยั้งการประมูล
อาบุด อัล ราชิด โอรสแห่งกษัตริย์ชาริมาต ผู้ปกครองดินแดนแห่งนั้น พระเนตรงามข้างหนึ่งเป็นสีน้ำเงินและอีกข้างสีน้ำตาลนั้นทำให้ซูบารุประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ซ้ำเด็กหนุ่มยังรู้สึกขอบคุณในน้ำพระทัยของเจ้าชายที่ได้ช่วยเหลือเขาไว้
แต่ขณะที่ร่างบางกำลังวางใจและเตรียมตัวกลับที่พักของตนนั้น...
เจ้าชายราชิดก็ลักพาตัวเขาไปยังค่ายพักกลางทะเลทรายของพระองค์!?
...................................................................................................
ตัวอย่างการแปล(ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ)
ในบริเวณที่ประทับส่วนพระองค์มีกองไฟก่อไว้โดยรอบ กระโจมที่เรียงกันเป็นแถวดูคล้ายเมืองขนาดย่อม บรรดาเจ้าของที่พักเหล่านั้นต่างสวมเสื้อผ้าแปลกตา พวกเขาค่อยๆทยอยกันออกมารวมกัน คาดว่าคงจะมารับเสด็จ ผู้หญิงหลายคนสวมผ้าคลุมหน้าเหมือนหญิงอาหรับทั่วไป ส่วนเด็กเล็กจะสวมกำไลเสียงดังกรุ๊งกริ๊งทั้งข้อมือและข้อเท้า สีหน้าของคนที่เข้ามามุงดูมีความประหลาดใจผสมกับอาการอยากรู้อยากเห็นเรื่องของร่างที่อยู่ในอ้อมพระอุระ
แต่สำหรับจุดรวมสายตา อาการเหล่านั้นทำให้เขาหวาดผวา ริมฝีปากที่เคยกรีดร้องปิดสนิท ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ อีกทั้งลำคอที่แห้งผากเพราะการตะโกนติดต่อกันเป็นเวลานาน ร่างกายที่อ่อนล้า บวกกับความสับสน ทำให้รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังหลงทางอยู่ในห้วงแห่งความฝัน
เจ้าชายหนุ่มตรัสอะไรบางอย่างกับกลุ่มผู้มารอรับเสด็จ ก่อนจะทรงประคองร่างในอ้อมแขน เสด็จเข้าไปยังกระโจมหลังใหญ่ข้างกองไฟที่ก่อให้สูงขึ้นให้ความสว่างไปทั่วบริเวณ
ตรงหน้ากระโจม เด็กรับใช้ยืมรอเปิดผ้าที่ใช้แทนประตู ม้วนขึ้นให้เพื่ออำนวยความสะดวก ภายในมีห้องสำหรับนั่งเล่น เฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นล้วนที่วางอยู่แต่เป็นของดีมีราคา ดูราวกับเป็นอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยความหรูหรา สะดวกสบาย
ในกระโจมมีผ้าม่านสีทองเอาไว้สำหรับแบ่งพื้นที่แทนผนังห้อง ผ้าม่านเนื้อดีที่แขวนอยู่ด้านในเพิ่งจะถูกเลิกขึ้น เด็กรับใช้คนใหม่ยืนถือถาดสีเงินพร้อมด้วยแก้วเครื่องดื่ม เมื่อถึงโซฟาที่ปักผ้าบุเป็นลวดลายด้วยฝีมือประณีต ชี้คราชิดก็ทรงปล่อยร่างของซูบารุลง หัถต์หนายกฝ่ามือเรียวขึ้นพร้อมกับตรัสถาม
“เจ้าคิดว่าเรามาไกลแค่ไหน?”
พักตร์คมสันเคลื่อนเข้ามาใกล้
“ตอนนี้คงรู้แล้วสินะ ว่าให้ยังไง เจ้าก็ไม่สามารถเดินทางกลับไปแมนทูลเองได้”
ดวงเนตรสีทองที่มองตรงมาหาเด็กหนุ่มมีแต่ความเย็นชาราวกับน้ำแข็ง ริมฝีปากบางขบเม้มแน่น ไม่อาจกล่าวตอบโต้อะไรออกไปได้
“ถ้าเจ้าเข้าใจที่เราพูด เราก็จะปลดกุญแจที่ข้อเท้าให้ แต่ถ้าเจ้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องงี่เง่า ไร้สาระ เราก็จะใส่กุญแจที่ข้อมือเจ้าด้วย เลือกให้ดีล่ะ ซูบารุ”
คนฟังเข้าใจคำขู่นั้นเป็นอย่างดี สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเกรงก็คือพระราชอำนาจของรัชทายาทอันดับหนึ่ง ถ้าพระองค์ไม่พอพระทัยเพียงครั้งเดียว ชะตากรรมของเขาก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล คงไม่มีอะไรสามารถต่อต้านรับสั่งของเจ้าชายหนุ่มได้
ใจที่บอบช้ำด้วยบาดแผล ตอนนี้กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธปะปนไปกับความหวาดกลัว ไม่อยากจะยอมรับว่าตนเองไม่สามารถเลือกทำตามใจปรารถนาได้อีก ชะตาชีวิตของเขาตกอยู่ในกำมือเจ้าชายราชิดคนนี้เสียแล้ว พอซูบารุเริ่มตระหนักถึงสถานการณ์ตรงหน้าของตนเอง ทั้งร่างกายและจิตใจก็ตกอยู่ในภวังค์
“เข้าใจแล้วสินะ”
เจ้าชายราชิดเข้าพระทัยสัญญาณของความเงียบงัน จึงตรัสออกมาเช่นนั้น
ร่างผอมบางคู้ตัวต่ำ ทุกอย่างช่างมืดมน มือเรียวทั้งสองข้างจับข้อเท้าเลื่อนออกมาเพื่อให้องค์รัชทายาททรงปลดกุญแจข้อเท้าออกให้
ทันทีที่ล็อกกุญแจถูกปลดออก เสียงดัง ‘กริ๊ก’ เครื่องดื่มในแก้วใสก็ถูกสาดใส่พระพักตร์คมทันที ซูบารุคำรามอยู่ในคอจนฟังแทบไม่เป็นภาษา ขาเรียวเล็กออกวิ่งตรงไปทางประตูทางเข้า แต่ยังไม่ทันที่ร่างจะพ้นออกไป ก็มีคนเข้ามายืนขวางไว้เสียก่อน สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มตกใจ ไม่ใช่เพราะมีคนมากักตัวไว้ แต่เป็นเพราะคนตรงหน้านั้นไม่ใช่บรรดาคนรับใช้ของเจ้าชายหนุ่ม แต่เป็นองค์พระราชบุตรเองที่ทรงก้าวตามมาด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง
หัตถ์แข็งแรงตรงเข้าจับร่างของผู้ที่คิดหลบหนีไว้อย่างง่ายดาย ซูบารุถูกยกขึ้นทั้งตัว โดยที่คนอุ้มไม่ใส่พระทัยเลยว่าร่างเล็กๆนั้นจะดิ้นรนต่อต้านสักแค่ไหน เจ้าชายราชิดทรงดำเนินเข้าไปในห้องที่อยู่ลึกเข้าไป ภายในมี พระแท่นและม่านคลุมบางเบาจับจีบทั้งสี่ด้าน ปลายผ้าทั้งสี่มุมถูกรวบไว้ด้วยกันตรงจุดกึ่งกลางที่สูงเกือบจรดเพดาน
“เจ้าอยากยั่วให้เราโมโหมากใช่ไหม?”
สุรเสียงเข้มตรัสขึ้นอย่างดุดัน ก่อนจะทรงเหวี่ยงร่างบางลงบนฟูกนุ่ม ข้อมือเล็กบางของเด็กหนุ่มถูกรวบไว้แน่นด้วยพระหัตถ์เดียว ก่อนที่วรองค์หนาจะทาบทับลงมาบนแผ่วอกขาวเนียนเพื่อหยุดอาการขัดขืนทั้งหมด หยาดเหงื่อคล้อยลงมาช้าๆ ก่อนจะหยดลงบนใบหน้างามที่อยู่ใกล้จนแทบจะแนบชิด
“เราคิดจะให้เจ้าพักสักครู่ ถ้าเจ้าทำตัวว่าง่าย”
สิ่งที่แฝงอยู่ในกระแสรับสั่งบ่งบอกว่าชี้คหนุ่มไม่เพียงแค่ทรงพิโรธเท่านั้น
“เจ้าต้องได้รับการสั่งสอน”
เจ้าชายราชิดตรัสขึ้นด้วยสุรเสียงดุดัน ก่อนที่พระโอษฐ์ได้รูปจะตรงเข้าบดขยี้กลีบปากบางอย่างรุนแรง
ภาพในสมองของฝ่ายที่ถูกรุกเร้าว่างเปล่า เหลือแต่สีขาวโพลน ตลอดมา สายพระเนตรจับจ้องมาที่เรือนร่างของเขาด้วยความร้อนแรงราวกับเพลิง องค์รัชทายาทไม่เคยมีพระดำริอื่น แต่การที่ซูบารุเฝ้าปฏิเสธความจริงนั้นคงเป็นเพราะอยากจะปลอบใจตัวเอง ไม่อยากคิดว่าจะถูกล่วงเกินอีก จึงไม่เคยพยายามรับรู้ความหมายที่แฝงมากับดวงเนตรคมคู่นั้น
เขาไม่เคยเข้าใจเลย การมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันมันดีอย่างไร มันน่าสนุกตรงไหน แต่ตอนนี้ผู้ที่กำลังกลืนกินริมฝีปากของตัวเองอย่างหิวกระหายกลับเป็นบุรุษ ทั้งอย่างนั้น ร่างบางก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเร่าร้อนที่ได้รับสร้างความรู้สึกวาบหวามและความหวั่นไหวมากเสียจนตัวเขาไม่อาจต้านทานได้
“ม...ไม่...อย่า...”
ใบหน้างามพยายามดิ้นรนเบี่ยงหนี ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่น ไม่ยินยอมให้ฝ่ายตรงข้ามได้ตามที่ทรงปรารถนาง่ายๆ แต่ท้ายที่สุด ร่างกายที่อ่อนล้าก็เริ่มหมดแรง กลีบปากบางยอมเผยอออกนิด เปิดโอกาสให้ปลายลิ้นล่วงล้ำเข้ามาอย่างง่ายดาย ลิ้นร้อนตวัดไปมาด้วยความเชี่ยวชาญ พยายามดูดดึง บังคับให้ลิ้นของร่างบางตอบรับต่อทุกสัมผัสที่ทรงปรนเปรอให้ ความสุขสมแผ่ซ่านไปยังส่วนประสาท แล่นริ้วไปตลอดทั่วทั้งร่าง
“...ม...ไม่...”
ราวกับว่ารสชาติอันหอมหวานบางอย่างรินไหลเข้ามาผสานเข้ากับเสียงหวีดร้องที่ฟังไม่ได้ศัพท์ เส้นเกศาสีทองของเจ้าชายหนุ่มตกลงมาคลอเคลียบริเวณปลายจมูก ความอึดอัดประดังเข้ามาเรื่อยๆ จนลมหายใจเริ่มขาดช่วง ซูบารุเคยได้รับแค่การจุมพิตที่แก้มแทนการทักทายเท่านั้น แต่พระโอษฐ์ที่ขบเม้มและดูดดึงอย่างลุ่มร้อนจนแทบจะหลอมละลายอย่างในเวลานี้ได้กระตุ้นเปลวเพลิงแห่งความปรารถนาที่ซ่อนอยู่เบื้องลึกให้ลุกโชนขึ้น
“อ...อ๊า...”
เสียงครวญครางหลุดพ้นริมฝีปากสีชมพู แขนและขาเรียวขาวที่เคยต่อต้านค่อยๆอ่อนแรงลง ชี้คราชิดทอดพระเนตรเห็น พระหัตถ์ข้างซ้ายก็รวบข้อมือเล็กทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ขณะที่อีกข้างก็ยกขึ้นไล้สัมผัสที่หลังคออย่างอ่อนโยน ก่อนจะละลงสำรวจไปทั่วแผ่นอกบาง เพียงแค่ออกแรงกระตุกครั้งเดียว ผ้าคลุมบนเรือนร่างขาวเนียนก็เลื่อนหลุดลงไปกองอยู่บนพื้น เหลือเพียงโต๊บผืนบางที่ไม่อาจช่วยปกปิดผิวกายได้อีก
“อ๊ะ!”
ซูบารุส่งเสียงครางออกมาอีกครั้ง เมื่อปลายพระหัตถ์ของร่างสูงแตะลงบนยอดอก
“ย...อย่า...ไม่เอา...ตรงนั้น...”
ชี้คราชิดทรงละเล่นอย่างอ่อนโยน แผ่วเบาจนร่างที่ถูกทาบทับรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนปุยเมฆ ความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจเริ่มตื่นขึ้น
ปลายพระหัตถ์จึงได้เคล้นคลึงอยู่ตรงปลายยอด รัชทายาทหนุ่มคงจะทรงพอพระทัยเรือนร่างที่ไร้เดียงสานี้ เมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นยอดอกสีชมพูเริ่มแข็งชันรับสัมผัส
‘ทำไม...’
ซูบารุได้แต่ตะโกนอยู่ในใจพร้อมกับส่ายหน้า หน้าอกของเขาไม่เหมือนพวกผู้หญิงที่จะได้อวบอิ่ม น่าสัมผัสขึ้นตามวัยเสียหน่อย มันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยให้ความสนใจ ไม่น่าเชื่อว่าพื้นที่เล็กๆอย่างนั้นจะก่อให้เกิดความเสียวซ่านขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้
“ซูบารุ”
เมื่อถูกเรียก ซูบารุที่กำลังท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ก็ค่อยๆลืมตามขึ้น
ความเคร่งขรึมที่เคยอยู่บนพระพักตร์หายไปแล้ว ดวงเนตรข้างซ้ายที่เป็นสีน้ำเงินสวยนั้นเหมือนจะกำลังแย้มยิ้มอยู่
“น่ารักดี”
เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้น และเหมือนกับจะไม่มีวันจางหายไป ราชิดทรงยื่นหัตถ์ไปหยิบเหยือกน้ำที่จัดเตรียมไว้ข้างเตียงขึ้นมา ก่อนจะจรดกับริมพระโอษฐ์ แล้วจึงก้มลงแนบกับริมฝีปากของซูบารุ
ร่างที่อยู่ข้างใต้ได้แต่มองตามอย่างว่างเปล่าโดยไม่คิดจะขัดขืน ปล่อยให้น้ำไหลลงคออย่างว่าง่าย เด็กหนุ่มได้กลิ่นมะนาวจางๆ มันคือเครื่องดื่มที่เขาใช้สาดใส่ชี้คหนุ่มไปก่อนหน้านี้นั่นเอง ความชุ่มฉ่ำของน้ำที่ไหลลงคอชัดเจนจนสัมผัสได้ เวลานี้ ซูบารุกระหายน้ำเสียจนความตั้งใจ ความมีเหตุผล และสติสัมปชัญญะหายไปจนหมด
องค์รัชทายาททอดพระเนตรการเคลื่อนไหวทั้งหมดเพื่อให้แน่พระทัยว่าร่างบางดื่มน้ำลงไป แล้วจึงทรงป้อนน้ำจากพระโอษฐ์ได้รูปอีกไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ซูบารุดื่มน้ำด้วยวิธีนั้นจนหมดเหยือก แต่ก็ยังรู้สึกกระหายอยู่
“เข้าใจแล้วใช่ไหม?”
ปลายพระหัตถ์หนาปาดหยดน้ำที่ไหลลงมาจากริมฝีปากบาง
“มนุษย์เรามีความต้องการบางอย่างที่ไม่สามารถต้านทานได้”
สุรเสียงทุ้มเอ่ยพลางผ่อนพระปัสสาสะ
“การกิน การดื่ม และ...”
หลังจากเลียหยดน้ำจากปลายพระหัตถ์ โอษฐ์หยักสวยก็ขยับต่อ
“การมีความรัก”
พักตร์คมก้มลงประทับจุมพิตอีกครั้ง ริมโอษฐ์นุ่มนั้นให้สัมผัสอ่อนโยนเหลือเชื่อ
“พระคัมภีร์อินชา อัลลาห์ บอกไว้ว่าพระผู้เป็นเจ้ากำหนดทุกสรรพสิ่ง”
จะบอกว่าพระเจ้ากำหนดให้เราต้องมาอยู่นี่หรือไง?
สมองที่สับสนของซูบารุคิดตามประโยคนั้นอย่างอ่อนระโหย ก่อนที่เจ้าตัวจะหลุดคำพูดออกมา
"ผมไม่ได้นับถืออิสลาม”
“แล้วไงล่ะ?”
อีกฝ่ายรับสั่งถามกลับเรียบๆ
“ตราบใดที่ซูบารุยังอยู่ที่นี่ การเป็นคนญี่ปุ่นมันจะช่วยอะไรได้?”
สุรเสียงทุ้มจากราชิดที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนอาหรับนั้นฟังเหมือนเยาะเย้ยตัวเองอยู่ในที
“ที่นี่คือเขตอาหรับ ดินแดนที่พระอัลเลาะห์กำหนดทุกสิ่ง ไม่มีใครสามารถขัดขืนได้ แม้แต่พระบิดา หรือผู้สืบราชบัลลังก์อย่างเราก็ต้องทำตามลิขิตสวรรค์”
โอษฐ์หยักแนบสัมผัสลงมาอีกครั้ง ก่อนที่วรองค์สูงใหญ่จะลุกขึ้นอย่างกะทันหัน
“เดี๋ยวจะสั่งให้คนเตรียมเสื้อผ้าให้ ไปล้างเนื้อล้างตัวเสีย แล้วค่อยกินอาหารกัน”
รับสั่งเสร็จ เจ้าชายหนุ่มก็เสด็จออกไปอย่างรวดเร็ว ซูบารุรีบยันตัวลุกขึ้น พูดไล่หลังไป
“ผม...!”
พักตร์เรียบเฉยของเจ้าของกระโจมหันกลับมา
“อะไรเหรอ?”
“ผมต้อง...ตลอดไปเหรอ?”
ร่างบางกลัวที่จะถามว่า เขาต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปเหรอ
“เรื่องนั้นไว้คุยกันหลังอาหาร”
จากนั้น ราชิดก็เสด็จออกจากห้องไป
พอได้อยู่ตามลำพัง ซูบารุก็เริ่มตัวสั่นจนต้องกอดตัวเองไว้ รู้สึกเหมือนโดนบังคับให้เผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ดูไม่เหมือนสิ่งที่น่าจะเรื่องจริงเลยสักนิด ร่างกายก็ไม่ยอมหยุดสั่นเสียที
ไม่นาน เด็กรับใช้คนหนึ่งก็เข้ามาในห้องบรรทม ก่อนจะทักเป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น ไม่เหมือนเจ้านายที่เพิ่งเสด็จออกไป เด็กรับใช้แนะนำตัวว่าชื่อจิรัล
จิรัลยกโถเงินสำหรับใสน้ำขนาดใหญ่เข้ามา ก่อนจะเดินนำซูบารุเข้าไปด้านในของกระโจม ด้านหลังของผ้าม่านสีทองสวยงามนั้นมีอ่างอาบน้ำที่ทำจากทองแดงหรืออะไรบางอย่างที่คล้ายๆกันตั้งอยู่ ตอนนี้เองที่ร่างบางได้ล้างคราบฝุ่นจากทะเลทราย และน้ำมันหอมที่คนในกองคาราวานทาให้ก่อนขึ้นประมูล เมื่อจัดการชำระสิ่งสกปรกออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายและจิตใจก็ค่อยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้น
ระหว่างที่เติมน้ำลงในอ่าง จิรัลก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมกุฎราชกุมารแห่งราชอาณาจักรชาลีมาตรให้ฟังอย่างคร่าวๆ เริ่มจากเรื่องของพื้นที่แถบนี้ที่เป็นเขตปกครองส่วนพระองค์ สืบเนื่องจากพระบิดาที่ประทับเฉพาะในเขตพระราชฐาน เด็กรับใช้เสริมต่ออีกว่าราชิดทรงเข้มงวดมากก็จริง แต่ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนละเมิดพระบัญญัติแล้ว พระองค์ก็ไม่ทรงทำสิ่งใดโดยปราศจากเหตุผล
แต่สิ่งที่พระราชโอรสแห่งชาลีมาตรทรงกระทำต่อซูบารุ มันห่างไกลจากคำว่าเจ้าชายที่ดีตั้งเยอะ ไม่แน่ว่าการลักพาตัวเขามาทั้งที่ไม่มีความผิด และการกระทำจาบจ้วงนั้นอาจจะเป็นเรื่องไร้เหตุผลเรื่องหนึ่งที่ทรงทำก็เป็นได้
“แต่ผมไม่ได้ละเมิดพระบัญญัติอะไรนั่นเลยนะครับ”
ใบหน้าหวานเงยขึ้นเพื่อตั้งคำถาม แต่คำตอบที่ได้รับกลับสั้นและไม่ได้ช่วยไขข้อข้องใจอะไรเลย
“เพราะคุณเข้ามาภายในเขตแดนของราชอาณาจักรชาลีมาตรน่ะสิ”
จิรัลนิ่งไปนิดหนึ่งเหมือนพยายามนึกหาศัพท์ในภาษาสากล ก่อนจะเรียบเรียงคำพูดออกมา
“องค์ชายทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างในอาณาจักรนี้”
‘จะบ้าหรือไง!’
แต่คำพูดนี้ก็ได้แต่กล่าวอยู่ในใจเท่านั้น เสียงจิรัลยังอธิบายต่อไปอีกว่า
“อินชา อัลเลาะห์ สวรรค์เป็นผู้ลิขิตครับ”
ถ้าพูดถึงขนาดนี้ เถียงต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ แขนเรียวสอดเข้าไปในเสื้อเนื้อดีที่นุ่มราวกับผ้าไหม แต่พอลองสวมเสร็จแล้วถึงรู้ว่าบริเวณแขนและชายเสื้อยาวเกินไปสำหรับคนร่างเล็กอย่างเขา และเมื่อจิรัลสังเกตเห็น เด็กรับใช้ก็ช่วยพับแขนเสื้อและชายเสื้อขึ้นและเนาไว้อย่างคล่องแคล่ว ตอนนี้เองที่ซูบารุเพิ่งได้กลิ่นหอมอ่อนๆของพืชตระกูลส้มโชยออกมาจากเสื้อที่เขาสวม จึงทำให้พอจะเดาได้ว่าชุดนี้เป็นฉลองพระองค์ของชี้คราชิด
หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้ว จิรัลก็พาซูบารุเดินไปที่ห้องรับแขก พอก้าวผ่านม่านสีทองเข้าไปก็พบว่ามีสำรับสำหรับสองคนเตรียมไว้แล้ว หนึ่งในเมนูหลากหลายนั้นคือเนื้อย่างที่ส่งกลิ่นหอมลอยมาแตะจมูก ช่วยกระตุ้นความหิวของซูบารุได้เป็นอย่างดี
“กรุณารอสักครู่ เดี๋ยวองค์ชายก็จะเสด็จออกมาแล้ว”
จิรัลบอกพลางเลื่อนเก้าอี้ให้ ซูบารุชี้ไปที่อาหารโดยไม่ได้คำนึงถึงมารยาท
“นี่อะไรน่ะ?”
“พระกระยาหารที่เจ้าชายทรงโปรด เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวอาหรับ...”
“ที่คุณพูดว่าชาวอาหรับ หมายความว่าพระราชโอรสทรงเป็นคนอาหรับแท้จริงๆ เหรอ?”
ซูบารุโพล่งถามไปโดยไม่ทันคิดอะไร แต่มือของจิรัลที่กำลังพลิกแก้วขึ้นมาเสิร์ฟน้ำให้ถึงกับสะดุด แก้วใสร่วงลงพื้นแตกกระจาย ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เด็กรับใช้นิ่งขึงราวกับถูกมนต์สะกด คิ้วเรียวขมวดจนแทบจะเป็นปม
“ท่านครับ”
จิรัลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักๆ ขณะเก็บกวาดเศษแก้ว
“กรุณาอย่าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก”
“ว่าไงนะ?”
“หวังว่าคงจะเข้าใจนะครับ กรุณาอย่า...”
“เกิดอะไรขึ้น?”
ชี้คราชิดเข้ามาโดยไม่มีเสียงเตือนล่วงหน้า
“ชี้ค”
จิรัลก้มลงแสดงความเคารพ ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่เหลือบมาทางซูบารุหลังจากรับพระบัญชาด้วยภาษาท้องถิ่น
“ทำตัวตามสบายเถอะ”
ร่างบางมองตามเจ้าของกระโจมที่ค่อยๆประทับนั่ง หลังจากยกอ่างอาบน้ำของตัวเองให้ซูบารุแล้ว ราชิดคงเสด็จไปใช้ห้องสรงที่อื่น เจ้าชายหนุ่มทรงฉลองพระองค์เรียบง่ายและไม่มีรองพระบาท เส้นเกศาสีทองเหมือนแสงตะวันปล่อยสบายไม่มีอะไรรัดไว้ พระฉวีเป็นสีน้ำตาลทองผิดจากที่คิด เดาได้แต่ว่าคงเป็นเพราะแดด อย่างไรก็ตาม นั่นทั้งหมดนั่นทำให้ดูไม่เหมือนคนอาหรับเอาเสียเลย
‘อย่าถามเรื่องนั้นอีกนะครับ’
คำเตือนของจิรัลยังก้องอยู่ในหู ซูบารุจึงยื่นมือไปตักอาหารจานที่ใกล้ที่สุดเข้าปากโดยไม่ถามอะไรออกไป คำแรกนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้เด็กหนุ่มกินอาหารจานนั้นอย่างรวดเร็ว วินาทีนั้นเขาลืมไปหมดทุกอย่าง ไม่น่าเชื่อว่าตัวเองจะหิวขนาดนั้น
“ซูบารุ”
จู่ๆ ราชิดที่ทอดพระเนตรมองซูบารุอย่างพอพระทัยมาครู่ใหญ่ก็เอื้อมพระหัตถ์ยื่นอาหารอะไรสักอย่างที่เขาไม่รู้จักส่งให้ ก่อนจะดันจานตรงหน้าออกไป ซูบารุที่เพิ่งรู้สึกตัวจากการกระทำนั้นสะดุ้งตกใจ
“จานนี้วันนี้พอแค่นี้ กินตอนท้องว่างมากเดี๋ยวมันจะแรงเกินไป”
เนตรคมสบกับดวงตาของซูบารุขณะตรัสต่อ
“ไม่ต้องห่วงจากนี้ไปอยากจะกินเมื่อไรก็ได้”
แค่รับสั่งนั้น ความอยากอาหารของเด็กหนุ่มก็หายเกลี้ยง รู้สึกเหมือนกระเพาะหนักอึ้งขึ้นมาทันที
“จริงเหรอ...”
เขาไม่อยากตัวสั่นขึ้นมาตอนนี้ จึงพยายามกำมือไว้ ขณะลองถามออกไป
“ไม่คิดจะปล่อยผมกลับเลยเหรอ?”
คนตรงหน้ารับสั่งต่อทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คนที่เข้ามาในเขตแดนของเราก่อนก็คือซูบารุ”
“ก็ผม...”
“จะบอกว่าเจ้าโดนพวกหัวขโมยนั่นจับตัวมา ไม่ได้ตั้งใจเข้ามาเองงั้นสิ?”
เจ้าชายหนุ่มตรัสดักคอราวกับอ่านความคิดของซูบารุออก
“แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ? ทำไมเจ้าถึงถูกจับตัวมา? ได้ยินว่ามาทัวร์จากญี่ปุ่นกับเพื่อนสามคน แล้วทำไมถึงออกมากลางทะเลทรายคนเดียว?”
“คือ...”
ซูบารุไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี มันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดออกมาได้เสียด้วย
“เจ้าเข้ามาเองตามใจชอบ โดยที่ไม่รู้ถึงความโหดร้ายของทะเลทรายเลยใช่ไหมล่ะ? ถ้าอัลเลาะห์จะพิโรธก็ไม่แปลกหรอก”
โดนสรุปเอาเองอย่างนั้น ซูบารุก็ได้แต่ก้มหน้าลงโดยที่ไม่พูดอะไรอีกเลย ถึงจะเจ็บใจ แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า คนที่ทำให้เกิดเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นก็คือตัวเขานั่นเอง
“อีกอย่าง...”
สุรเสียงทุ้มอ่อนลง หัตถ์ใหญ่ยื่นข้ามโต๊ะมาเชยคางเล็กขึ้น
“คนที่งดงามอย่างนี้ ออกมาที่ทะเลทรายคนเดียวนี่ ต้องไม่ปลอดภัยแน่อยู่แล้ว”
ซูบารุที่โดนเชยคางขึ้น มองเนตรคมสองสีของราชิดที่ฉายแววร้อนรุ่มได้อย่างชัดเจน ความทรงจำเรื่องเมื่อครู่ก่อนย้อนกลับมาแวบหนึ่ง
“ผมไม่ได้...งดงาม...สักหน่อย”
“เจ้าไม่รู้ตัวเลยหรือ?”
เจ้าชายหนุ่มเอื้อมหัตถ์ลูบไล้อย่างแผ่วเบาไปตามใบหน้าใส
“ดวงตาที่สวยราวกับอัญมณี ริมฝีปากที่สดใสเหมือนกลีบกุหลาบ... เจ้าไม่รู้ตัวว่างดงามบ้างเลยหรือ?”
สำหรับซูบารุแล้ว คำวิจารณ์นี้ทำให้รู้สึกอายเสียมากกว่า แต่คนชมก็ตรัสหนักแน่นเสียขนาดนั้น ราชิดทอดพระเนตรมองซูบารุ ก่อนจะรับสั่งต่อด้วยท่าทางจริงจัง
“ถ้าเจ้าไม่มีเหตุผลที่ดีกว่านี้ล่ะก็ คงจะต้องชดใช้ด้วยร่างกายของเจ้าเองล่ะนะ”
ฝ่ายที่ถูกตัดสินทนสายพระเนตรคมกริบของชี้คหนุ่มไม่ไหวจนต้องหลุบสายตาลง รอบข้างเงียบกริบจนไม่น่าเชื่อว่าพวกเขากำลังอยู่กลางหมู่เต็นท์ขนาดใหญ่
ไม่มีทางช่วยเหลือ ไม่มีอะไรเลย
มีดที่ใช้ทานอาหารเป็นเหมือนหนทางสุดท้ายที่แวบเข้ามาในดวงตาที่สิ้นหวัง พร้อมกับที่หัวใจเต้นรัวเร็วจนน่ากลัว
“คิดจะใช้มีดนั่นแทงเราเหรอ?”
สุรเสียงทุ้มดักทางเหมือนอ่านใจเขาออกอีกครั้ง
“ถ้าอยากจะทำอย่างนั้นก็ลองดูก็ได้”
หัตถ์ใหญ่หันคมมีดเข้าหาตัวแล้วยื่นให้
“แต่คงรู้นะว่าถ้าทำร้ายเราที่เป็นพระราชวงศ์ เรื่องคงไม่จบง่ายๆแน่ อยากจะลองไปเดินหลงในทะเลทรายอีกครั้งไหม? หรือจะลองไปเป็นเครื่องปลอบประโลมให้พวกพ่อค้าตลาดมืดโสโครกที่เลวทรามกว่าเราเป็นร้อยเท่าพันเท่าอีกทีล่ะ?”
คำพูดนั้นหันมาทะลวงใจเขา คมยิ่งกว่าคมมีดเสียอีก ช่วงเวลาที่หลงอยู่ในพายุทราย และตอนที่อยู่บนเวทีอันน่าพรั่นพรึงในตลาดประมูลคราวนั้น ย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง
“ไม่ยุติธรรมเลย...”
ร่างบางพูดออกมาแค่นั้นและหลับตาลง ไม่มีหนทางอื่นเลย นอกจากต้องยอมรับเจ้าชายจอดเผด็จการตรงหน้านี้
“บอกแล้วใช่ไหม”
สุรเสียงขององค์รัชทายาทใกล้เข้ามามากขึ้น
“ว่ามนุษย์เรามีความต้องการบางอย่างที่ไม่สามารถต้านทานได้”
ราชิดทรงช้อนตัวซูบารุขึ้น และอุ้มเข้าไปในห้องด้านในอีกครั้ง
ขัดขืนอะไรไม่ได้อีกแล้ว เด็กหนุ่มที่ยังหลับตาอยู่เริ่มรู้สึกถึงสัมผัสของราชิดที่ไม่ได้สังเกตเมื่อคราวที่ขัดขืนอย่างเอาเป็นเอาตายครั้งนั้น
ซูบารุไม่ใช่คนตัวใหญ่ แม้แต่เวลาเทียบกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ยังจัดว่าเป็นคนรูปร่างผอมบาง แต่ถึงอย่างไรก็คงไม่เท่าพวกผู้หญิงแน่ ทว่าเจ้าชายองค์นี้กลับอุ้มเขาได้อย่างง่ายดายเหมือนอุ้มลูกหมาลูกแมว นั่นทำให้รู้ว่า ร่างที่ดูเผินๆเหมือนจะแค่สูงโปร่งนี้จะต้องมีกล้ามเนื้อแข็งแรงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีแน่ๆ ซูบารุที่เป็นเด็กในเมือง ถ้าไปสู้ด้วยมือเปล่าคงทำอะไรเขาได้แค่นิดหน่อย พอคิดได้อย่างนั้น เขาก็ไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้สั่นได้ แต่เมื่อถูกวางลงบนเตียง เขาก็สัมผัสได้ว่าท่าทีของราชิดไม่เหมือนกับที่จับเขาเหวี่ยงลงบนเตียงและโถมทับด้วยความรุนแรงอย่างคราวก่อน
วรองค์สูงใหญ่ทาบทับลงมาบนร่างของซูบารุราวกับจะโอบกอดไว้ทั้งตัว แต่กลับไม่ทำให้รู้สึกถึงน้ำหนักที่กดลงมาเลย ร่างบางรู้สึกสับสนกับความเงียบที่เกิดขึ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมตนเองถึงได้รับการปฏิบัติอย่างอ่อนโยนขนาดนี้ แต่ความไม่เข้าใจนั้นก็ทำให้เขาหวาดกลัวมากขึ้น ซูบารุลืมตามขึ้นมองราชิดด้วยความหวาดหวั่น
และสิ่งที่สะท้อนเข้ามาในดวงตากลมโตก็คือพักตร์คมสันที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเจ้าชายหนุ่ม พระเกศาสีทองเป็นคลื่นสวยคลอเคลียลงมาเกือบจะระแก้มเขา
“ตัวสั่นขนาดนี้เชียว”
ริมโอษฐ์บางที่ขยับเข้ามาใกล้นั้นกระซิบอยู่ตรงข้างหู ก่อนจะย้ายไปประทับรอยจูบแผ่วเบาบนหน้าผาก เปลือกตา และข้างแก้มราวกับจะช่วยปลอบโยน ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสัมผัสที่ไม่มีร่องรอยของความรุนแรงนั้นได้เร็วกว่าที่คิดเสียอีก
“กลัวเหรอ?”
ราชิดตรัสถาม ปลายหัตถ์เรียวลูบไล้เส้นผมอย่างนุ่มนวล เท่านั้น ซูบารุก็หายสั่น ไม่ใช่ว่าไม่กลัว แต่ความกลัวนั้นเปลี่ยนไป ความกลัวการการใช้กำลังรุนแรงเปลี่ยนเป็นความกลัวอย่างอื่นเสียแล้ว
“เราจะไม่ทำให้เจ้าเจ็บปวดหรอก”
สุรเสียงทุ้มตรัสบอกเบาๆ เหมือนเดาได้ พระกรแข็งแรงดึงซูบารุเข้าไปกอดแรงๆทีหนึ่ง ก่อนจะแนบโอษฐ์บางลงมา จูบแผ่วเบาค่อยๆทวีความล้ำลึกยิ่งขึ้นเรื่อยๆจนเด็กหนุ่มต้องอ้าปากเพราะหายใจไม่ทัน แต่ทุกครั้งที่เปิดปากก็จะต้องมีลิ้นช่ำชอง หรือปลายนิ้วซุกซนเข้ามาสำรวจภายในช่องปาก
ใบหูเล็กสัมผัสได้ว่ามีความหอมหวานบางอย่างปนมากับพระปัสสาสะ หัตถ์ข้างหนึ่งเลื่อนลงปลดชายเสื้อ ซูบารุหลับตาแน่นเมื่อรู้สึกว่าตั้งแต่ช่วงไหล่ถึงหน้าอกของตนเปลือยเปล่า
รู้สึกเหมือนช่วงเวลานี้จะยาวนานต่อไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด
เด็กหนุ่มเริ่มไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และเริ่มไม่เข้าใจตนเองมากขึ้น
ราชิดเหมือนทรงต้องการจะใช้เวลาอย่างช้าๆ ในการแต้มเติมสีสันให้กับร่างบอบบางด้วยริมโอษฐ์และหัตถ์ใหญ่ขององค์เองให้ทั่วทุกพื้นที่ สัมผัสที่ได้รับไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่การเล้าโลมอย่างนุ่มนวลไปถึงที่ๆตัวเองเท่านั้นที่เคยสัมผัส หรือแม้แต่ที่ๆแม้แต่ตัวเองยังไม่เคยสัมผัส ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกใหม่ไม่จบสิ้น สำหรับซูบารุ แบบนี้ทรมานยิ่งกว่าความเจ็บปวดเสียอีก ร่างกายเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆออกมาจากภายใน
“ยะ...หยุดนะ...ไม่เอา...”
~To Be Continue In Endless Romance~
Slave Of Night
Story By Haruhi Tono
Illust By Ayano Yamane
Translater by Lapin
Edit By Lucifer,hi-ka-ru
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
กระดาษ : ถนอมสายตา
In Stone Now!
ราคา 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
มีอะไรสามารถสอบถามได้ที่
E-mail: able_sealon@yahoo.com
ไม่รับสั่งจองใดๆ ทั้งสิ้น
ท่านสามารถสั่งซื้อได้ที่ร้านและทางไปรษณีย์ได้ในวันดังกล่าว
*สำหรับคนซื้อ 400 เล่มแรกทั้งทางร้านและสั่งไปรษณีย์จะได้แถมโปสการ์ด 2 ใบซึ่งเป็นฉากที่ถูกเซ็นเซอร์ไปเนื่องจากวิกฤต(ภายในยังมีภาพนี้อยู่แต่ถูกเซ็นเซอร์บางส่วนไป)
*สำหรับหนังสือล็อตหลังจากนี้จะแถมโปสการ์ด 1 ใบ
เนื้อเรื่องย่อ
มิสุฮาระ ซาโตชิ ตำรวจหน่วยสืบสวน 1 ได้ถูกมอบหมายคดีฆาตกรรมรายหนึ่งซึ่งมีผู้ต้องสงสัยเป็น เด็กหนุ่มขายบริการ เมื่อลองสืบลึกลงไปแล้ว นักสืบหนุ่มก็พบว่าเบื้องหลังธุรกิจผิดกฏหมายนี้ยังมีผู้มีอิทธิพลมืดพัวพันอยู่หลายราย และหนึ่งในนั้นก็คือ วากิซากะ โคชิ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยปริศนาดำมืด
ตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มต้นเข้าไปค้นหาความจริง ซาโตชิก็ตระหนักว่า ตนเองกำลังหลงเข้าไปอยู่ในบ่วงกับดักของชายหนุ่มมากขึ้นทุกทีๆ การที่อยู่ๆ คนในแบล็กลิสของกรมตำรวจอย่างคนคนนั้น เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาโดยไม่มีสาเหตุ ยิ่งชวนให้สับสน
ผู้ชายคนนั้นต้องการอะไรกันแน่?
เมื่อร่างบางต้องปลอมตัวเข้าไปสืบข่าวในคลับลับ เขากลับถูกจับได้และถูกนำตัวขึ้นประมูลทาส
ราคาค่าตัวของซาโตชิคือ 20 ล้าน และคนที่ประมูลได้ก็คือ วากิซากะ!
"ฉันจะปรนเปรอนายจนร่างกายของนายต้องดิ้นรนร้องขอเองเลยล่ะ”
ถึงแม้จะร้องขอความเห็นใจ แต่ก็ไม่เคยได้ความปราณี การกระทำที่โหดร้ายในตอนนี้ช่างแตกต่างจากท่าทีห่วงไยและเป็นกันเองที่อีกฝ่ายเคยแสดงต่อเขาในร้านอาหารเมื่อวันก่อนราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ
หรือว่า...นี่คือใบหน้าที่แท้จริงของวากิซากะ?
การไล่ล่าเหยื่อผู้งดงาม การช่วงชิง ความคลั่งไคล้ไหลหลง และกับดักอันน่าพึงพอใจได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
..............................................................................................
ตัวอย่างการแปล (ไม่ได้เริ่มจากหน้า 1 นะคะ)
หลังจากเด็กหนุ่มบนเวทีถูกชายร่างกำยำสองคนล่วงละเมิดอย่างไร้ความปราณีจนได้แต่กรีดร้องเสียงดังลั่นออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายเหยื่อที่น่าสารก็ถูกนำตัวลงไปจากเวที และมิงิมาสึก็ปรากฏตัวขึ้นโดยถือไมค์ไว้ตรงหน้าอก
“ยินดีต้อนรับแขกทุกท่านเข้าสู่ค่ำคืนอันแสนเร้าใจนะครับ บัดนี้ได้เวลาของ ‘ระบำสวมหน้ากาก’ แล้ว ขอเชิญท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่านที่ได้รับเกียรติพิเศษไปยังพื้นที่ที่เราจัดเตรียมไว้สำหรับท่านโดยเฉพาะ ผมมั่นใจว่า ค่ำคืนของโอเปร่าจะทำให้ท่านประทับใจและสนุกสนานอย่างที่ท่านจะไม่ได้รับจากที่อื่นแน่นอน”
เจ้าของคลับกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิพลางมองกวาดไปทั่วห้อง และได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองที่น่าพอใจจากลูกค้าแทบทุกโต๊ะ นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่พวกลูกค้าขาประจำรอคอย การแสดงชุดต่อไปจะเป็นโชว์ระดับรุนแรงที่จัดไว้สนองตัณหาและกระตุ้นพวกไฮโซเฉื่อยชาเหล่านี้โดยเฉพาะ ขนาดอาดาจิที่นั่งอยู่ที่โต๊ะวีไอพียังถึงกับออกปากด้วยความตื่นเต้นว่า
“ความสนุกของจริงกำลังจะเริ่มแล้ว”
แม้ว่าเพื่อนร่วมโต๊ะจะมีท่าทางกระตือรือร้น แต่วากิซากะซึ่งนั่งอยู่ทางด้านข้างกลับคิดว่า ถึงเวลาที่เขาต้องกลับเสียที การแสดงต่างๆ ก็จบลง ที่จริงระหว่างที่ยังมีการแสดงบนเวที ด้านล่างก็เริ่มซื้อขายตัวเด็กหนุ่มกันแล้วด้วยซ้ำ เรียกว่า ถ้าแขกถูกใจเด็กคนไหน ก็เรียกมานัวเนียกันที่โต๊ะได้โดยไม่แคร์สายตาคนอื่น ไม่สิ...บางทีการมีผู้ชมอาจจะยิ่งเป็นการกระตุ้นเสียมากกว่า
ภาพสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีผู้มีชื่อเสียงในวงสังคมทำตัวทุเรศไม่เกรงสายตาชาวบ้านแบบนี้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเอียนเต็มที ถึงแม้อาดาจิจะชักชวนให้เขาปลดปล่อยอารมณ์กับเด็กหนุ่มในร้านอยู่เหมือนกัน แถมยังแนะนำว่า ถ้าไม่มีใคร ในสเป็คจะลองขอดูตัวก่อนสักกี่คนก็ได้ แต่ผู้อ่อนวัยกว่าปฏิเสธอย่างสุภาพว่า คืนนี้เขายังไม่มีอารมณ์
ตอนแรกที่เข้ามาในโอเปร่า วากิซากะต้องการจะพิสูจน์ข่าวที่ได้จากคุโรเบะว่า ข้อมูลที่เขาได้มานั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะถลำลึกเกินกว่าที่คิดแล้ว ถ้าพวกตำรวจแฝงตัวเข้ามาในร้านนี้จริง ไม่นานพวกนั้นก็จะมีหลักฐานให้ยกกำลังมากวาดล้างที่นี่จนได้นั่นแหละ
“คุณอาดาจิครับ”
วากิซากะตั้งใจจะเอ่ยขอตัวกลับ แต่ก็มีเสียงเจ้าของคลับพูดผ่านไมค์ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“ราตรีนี้ยังยาวนานนะครับ ท่านทั้งหลาย หลายท่านคงกำลังหวังว่า โชว์ที่ผ่านมาเป็นแค่การอุ่นเครื่อง ความสนุกของจริงยังไม่เริ่มต้น ท่านคิดถูกแล้วล่ะครับ การแสดงที่แสนเร้าใจของคืนนี้กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว!”
“งั้นเหรอเนี่ย?”
สีหน้าของอาดาจิแสดงความอยากรู้ออกมาอย่างเต็มที่ แขกคนอื่นๆ ที่พอรู้ว่ามีโชว์ปริศนาซึ่งไม่มีอยู่ในสคริปก็เริ่มมีท่าทางกระตือรือร้นไม่แตกต่างกัน
“จะเล่นอะไรก็รีบเริ่มเร็ว ๆ เข้าเซ่ มัวแต่พล่ามไร้สาระอยู่ได้!”
เสียงตะโกนดังออกมาจากตรงมุมใดมุมหนึ่งในห้อง
“จะเริ่มเดี๋ยวนี้ล่ะครับ ต้องขอประทานอภัยที่ให้รอนาน ต่อไปจะเป็นการประมูลที่โอเปร่าไม่ได้จัดมานานแล้ว!”
พอรู้ว่าเป็นการประมูล บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไปทันที วากิซากะที่กำลังจะเอ่ยขอตัวกลับจึงชักลังเล ดูท่าทางการประมูลนี้จะหาดูไม่ได้ง่ายๆ อาจจะมีอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์
“ประมูลอะไรกันหรือครับ?”
ใบหน้าคมหันไปถามคู่ค้าที่นั่งอยู่ข้างๆ
“เป็นการโชว์ค้าทาสนอกกฎหมายน่ะ ปกติที่นี่จะจัดกันสองเดือนครั้ง”
อาดาจิอธิบายเสียงเบาๆ เหมือนจะกลัวมีคนได้ยิน
“แต่ถึงอย่างนั้นก็รู้กันเองว่า การประมูลนี่เป็นวิธีที่ทางองค์กรจะให้บทเรียนกับไอ้พวกทรยศที่ทำผิดขั้นรุนแรง ก็เจ้าของคลับนี้มียากูซ่าหนุนหลังนี่นะ พวกแขกจะประมูลซื้อสิทธิ์ขาดในร่างกายของคน ๆ นั้น พวกวีไอพีน่ะมีแต่คนรวยมหาศาล แถมรสนิยมก็ไม่ใช่ธรรมดา เรื่องเงินไม่มีปัญหา ได้เงินแล้วยังได้เชือดไก่ให้ลิง เป็นประโยชน์สองต่อ พวกลูกน้องมาเห็นโชว์นี่เข้าก็ไม่มีใครกล้าทรยศหรือตีจาก เพราะขืนหนีกลับมาก็ถูกพวกยากูซ่าซ้อมจนตายอยู่ดี”
“นึกแล้วเชียว...”
ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาของโลกมืด
ขณะนั้นบนเวทีก็ปรากฏร่างของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งถูกกระหนาบข้างด้วยผู้คุมร่างกำยำ ซึ่งกึ่งลากกึ่งจูงร่างบางขึ้นมาบนเวที เหยื่อที่กำลังขึ้นมาสู่ลานประหารนั้นสวมเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำบางๆ ทำให้เห็นผิวขาวนวลและช่วงขาเปลือยเปล่า ใบหน้ามีผ้าสีดำผืนใหญ่คาดปิดดวงตาเอาไว้จนเห็นเพียงริมฝีปาดสีสด คะเนแล้วน่าจะอายุประมาณยี่สิบปี ดูจากสภาพและท่าทางการเดินอันไม่มั่นคงแล้ว ร่างกายและจิตใจของเจ้าของร่างคงกำลังย่ำแย่
วากิซากะคาดว่าเด็กบนเวทีคงจะโดนบังคับให้เสพยาบางอย่างเข้าไป
เก้าอี้พับถูกนำขึ้นมาตั้งตรงกลางเวที ทิ้งระยะห่างจากที่นั่งของแขกไว้พอประมาณ ชายชุดดำสองคนช่วยกันกดตัวนักโทษให้นั่งลงบนเก้าอี้แล้วยืนขนาบข้างทั้งซ้ายขวาเพื่อกันไม่ให้ร่างบางขัดขืน ริมฝีปากสีแดงสดหอบหายใจอย่างทรมาน เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางอิดโรย เอียงคอไปซบหัวไหล่ราวกับตุ๊กตาหมดลาน
“ไม่ใช่เด็กของทางร้านนี่นา”
อาดาจิอุทานอย่างตื่นเต้นพลางอุ่นแก้วบรั่นดีในมือ
ประโยคนี้กระตุ้นความคิดของประธานหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้าม ดวงตาคมพยายามเพ่งมองจากระยะไกล แต่ ส่วนของใบหน้าที่ถูกปิดบังเอาไว้มากกว่า 2 ใน 3 นั้นทำให้มองไม่ออกเลยว่า เจ้าของใบหน้าเป็นใครกันแน่ แต่ดูจากรูปร่างและท่าทาง รวมถึงเส้นผมนุ่มสลวยกับนิ้วมือเรียวงามที่ชายหนุ่มเคยลอบมองขณะที่เจ้าตัวกำลังใช้มีดและส้อมรับประทานอาหารอย่างชำนาญเมื่อครั้งก่อน ไม่ผิดแน่! นักโทษบนเวทีนั่นคือ มิสุฮาระ ซาโตชิ!
“ดูสิครับ ทุกท่าน สินค้าของคืนนี้ยังเด็กอยู่เลยนะครับ”
มิงิมาสุเอ่ยเสียงดังไปทั่วห้อง เมื่อชายชุดดำทางซ้ายมือกระชากผ้าปิดตาของนักโทษออกอย่างแรง ใบหน้างดงามก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาทุกคู่รวมถึงดวงตาคมของวิกิซากะ ใบหน้าเรียวถูกอาบด้วยแสงจ้าก่อนจะถูกจับให้เชยคางขึ้น หันไปทางซ้ายและขวาเพื่อให้แขกทุกคนได้เห็นใบหน้าของเหยื่ออย่างชัดเจน ถึงแม้ว่าจะอับอายจนแทบทนไม่ได้ แต่ซาโตชิก็ไม่อาจะขัดขืน เพราะยากระตุ้นที่อยู่ภายในกำลังค่อยๆ ออกฤทธิ์ทีละน้อย ไหล่บางเริ่มสะท้านขึ้นลงตามจังหวะการหอบหายใจ
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความวุ่นวาย มีเสียงถอนหายใจยาว ตามมาด้วยเสียงอุทานว่า “ว้าว!” หรือไม่ก็ “ต้องแบบนี้สิ” ทุกเสียงล้วนบ่งบอกความพึงพอใจ
“เป็นอย่างไรบ้างครับ? งดงามอย่างกับหลุดออกมาจากเทพนิยายเลยใช่ไหม รูปร่างก็สวยไม่แพ้กันนะครับ”
เพื่อรับกับคำโฆษณา ชายชุดดำทางด้านขวากระชากช่วงเสื้อคลุมอาบน้ำแหวกออก เผยให้เห็นแผ่นอกขาวเนียนไร้รอยตำหนิ
“ไม่! อย่านะ!”
ร่างกายที่กำลังสะลืมสะลืมเริ่มดิ้นรนให้พ้นมือหนา แต่เจ้าของคลับก็หยุดการขัดขืนด้วยการล็อกตัวจากทางด้านหลัง มือหยาบบิดคางมนให้เชิดขึ้น ก่อนจะส่งเสียงคำรามเพื่อปรามให้คนที่ถูกกุมตัวเลิกขัดขืน
“กุหลาบงามย่อมหนามคมเป็นธรรมดาครับ ในระหว่างการประมูลเขาอาจจะอาละวาดขึ้นมาอีก ทางเราขออนุญาตป้องกันเอาไว้ก่อนนะครับ”
ผู้คุมหยิบเส้นหนังสีดำซึ่งตรงกลางเป็นทรงกลมคล้ายลูกปิงปองขึ้นมายัดใส่ริมฝีปากได้รูป ร่างบางที่ไม่อาจขัดขืนได้ทำได้แค่เพียงส่งเสียงครางอยู่ในลำคอ ขณะเดียวกัน เชือกที่ผูกไว้ตรงเอวเสื้อคลุมอาบน้ำก็ถูกปลดออก เผยให้เห็นช่วงเอวตลอดลงมาจนถึงปลายเท้า ผิวสีขาวสะท้อนแสงไฟ เรียกเสียงถอนหายใจอย่างปลาบปลื้มดังไปทั่วห้องได้อีกครั้ง
เจ้าของดวงตาคมเพ่งมองการแสดงบทเวทีด้วยสีหน้าเรียบเฉยมาตลอด 5 นาที ความคิดที่จะผละออกไปจากที่นี่หายไปพร้อมกับการปรากฏตัวของนักสืบหนุ่ม
ภาพร่างเปลือยเปล่าที่ถูกถอดเสื้อคลุมออกจากร่างและมีเครื่องพันธนาการแบบ SM อุดอยู่ในปากสามารถกระตุ้นอารมณ์ของคนดูได้อย่างชะงัด แต่มิงิมาสุก็ยังไม่คิดว่าเพียงพอ เจ้าของคลับจึงสั่งให้ผู้คุมทั้งสองจัดท่าทางซาโตชิให้เย้ายวนที่สุด เพื่อให้แขกได้เห็นชัดเจนในทุกสัดส่วน ไม่เว้นแม้แต่บริเวณต้นขาซึ่งมีเส้นไหมอ่อนนุ่มขึ้นอยู่บาง ๆ หรือแม้แต่ท่าที่อัปยศที่สุด ซึ่งก็คือ การถูกจับให้หันหลัง โดยมีฝ่ามือหนาแหวกสะโพกทั้งสองให้แยกออกกว้างจนมองเห็นเข้าไปถึงช่องทางเร้นลับ
ใบหน้าเรียวเปลี่ยนเป็นความทรมาน แก้มเนียนเป็นสีแดงก่ำด้วยความอับอาย ดวงตาคู่สวยส่อประกายปวดร้าว ซาโตชิแทบอยากจะภาวนาขอให้ตัวเขาตายลงเสียตอนนี้เลยด้วยซ้ำ
วากิซากะยกแก้วบรั่นดีขึ้นดื่มด้วยท่าทางเยือกเย็นเช่นปกติ แต่ภายในจิตใจของร่างสูงกลับวุ่นวายไปหมด ดวงตาคมไม่คลาดจากภาพอันแสนรันทดบทเวทีเลยแม้แต่วินาทีเดียว ตอนนี้นายตำรวจหนุ่มกำลังถูกรุมถ่ายภาพจนนับครั้งไม่ถ้วน คงจะเป็นคำสั่งของมิงิมาสึที่จะรักษาความปลอดภัยไว้ก่อน ถ้าหากเกิดความผิดพลาดหรือนักโทษคิดจะเอาเรื่องใน ‘โอเปร่า’ ไปเผยแพร่ เจ้าของคลับก็ยังมีรูปเหล่านี้อยู่ในมือ จะนำมาข่มขู่ หรือสร้างความเสื่อมเสียให้เมื่อไรก็ได้ เท่านี้นายตำรวจหนุ่มก็คงต้องยอมทำทุกอย่าง
เจ้าโง่เอ๊ย เพราะความบ้าดีเดือด ไม่ยอมเรียกกำลังเสริมเข้ามาแท้ ๆ !
ถึงจะกัดฟันด้วยความหงุดหงิดปนกับฉุนโกรธ แต่วากิซากะก็เข้าใจความรู้สึกของเด็กหนุ่มเลือดร้อนดี
ปกติพวกตำรวจจะตั้งกฎเอาไว้ว่า การออกนอกสถานที่ต้องทำงานเป็นทีม ทีมละ2 คน แต่ในบริเวณนี้กลับไม่มีใครที่มีลักษณะคล้ายกับเป็นคู่หูของซาโตชิเลย นี่หมายความว่า เด็กหนุ่มลอบเข้ามาในนี้ตามลำพัง
เอาล่ะเด็กโง่ ทีนี้จะทำยังไง?
แขกวีไอพีในนี้ส่วนใหญ่เกลียดตำรวจเข้ากระดูกดำ ถ้ารู้ว่าคนบนเวทีเป็นตำรวจ แถมยังเป็นนักสืบจากแผนก 1 อันลือชื่อ ไม่ใช่แค่พวกกองปราบธรรมดาล่ะก็...คนพวกนี้ต้องคึกคักขึ้นอีกหลายเท่า แต่ไม่ว่านายตำรวจตาสวยจะตกอยู่ในเงื้อมมือของใคร ก็มีแต่ขุมนรกรอคอยอยู่เท่านั้น
หลังจากที่มิงิมาสึการเผยทุกซอกทุกมุมของร่างบางให้แขกได้ชื่นชมกันทั่วถึงแล้ว เเจ้าของคลับก็กล่าวประโยคที่วากิซากะกำลังคาดอยู่ในใจออกมาพอดี
“หวังว่า ทุกท่านคงชื่นชอบสินค้าชิ้นใหม่ของเรานะครับ นานๆ เราจะมีของดีอย่างนี้มาเสนอ ผมจะบอกความลับสำคัญกับทุกท่านอีกอย่าง นอกจากชายหนุ่มคนนี้จะเป็นหนุ่มหน้าสวย รูปร่างงดงามแล้ว เขายังเป็นตำรวจสายสืบด้วยนะครับ!”
“ฮ้า!” ทั่วทั้งห้องพากันร้องเซ็งแซ่
“ก่อนที่เราจะเริ่มประมูล ทางร้านขอตั้งกฎอะไรนิดหน่อยนะครับ นั่นคือ เราขอรับเฉพาะเงินสดเท่านั้น ท่านใดที่ประมูลได้ เราจะมอบรูปถ่ายสินค้าที่ถ่ายเอาไว้ตั้งแต่เริ่มให้เป็นหลักประกัน มีกฎง่าย ๆ แค่นี้ล่ะครับ เอาละ เราจะเริ่มต้นกันที่แสนเยนนะครับ!”
“สองแสน!”
เพียงแค่สิ้นเสียงประกาศก็มีเสียงตะโกนแทรกขึ้นมาทันที
“สามแสน”
“ห้าแสน”
“ห้าแสนห้า”
ผ่านไปไม่ถึง 1 นาที ราคาของนักสืบหนุ่มก็พุ่งสูงขึ้นไปหลายเท่า
“หกแสน!”
เสียงเหน่อๆ ดังมาจากโต๊ะที่เยื้องไปทางด้านหลังของวากิซากะ เมื่อชายหนุ่มหันหลังไปก็เห็น ผู้ชายใบหน้าหยาบกร้าน ท่าทางกร่างไม่กลัวใครกำลังคีบซิการ์มวนใหญ่ไว้ที่นิ้ว ดวงตาคมขมวดคิ้วทันที...นั่นมัน หัวหน้าระดับผู้บริหารของแก๊งโทโมเอะ
ที่ผ่านมา เขาไม่ทันสังเกตเลยว่า ในบรรดาแขกในห้องมีพวกยากูซ่ารวมอยู่ด้วย เจ้าหมอนี่ต้องพกเงินสดมาเยอะแน่ ๆ เพราะโดยปกติพวกยากูซ่าก็ไม่ใช้เครดิตการ์ดอยู่แล้ว ในกระเป๋าหนังสีดำซึ่งจะให้ลูกน้องถืออยู่จะมีเงินสดจำนวนมากอัดแน่นจนกระเป๋าแทบทะลักอยู่ นี่ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่แสดงความภูมิฐานของแก๊งนอกกฎหมาย และแก๊งโทโมเอะก็เป็นแก๊งที่ยึดมั่นถือประเพณีเก่าๆ เอาไว้เหนียวแน่น แตกต่างจากยากูซ่าสมัยใหม่ซึ่งนิยมการประหยัด เพราะฉะนั้น เงินที่หมอนี่เตรียมมาถลุงคงมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านเยน
ถ้าเกิดยากูซ่าคนนี้ประมูลซาโตชิได้ไปล่ะก็...
นัยน์ตาคมตวัดขึ้นมองร่างที่ถูกพันธนาการอยู่บนเวที ถ้าเป็นอย่างนั้น ซาโตชิไม่มีทางกลับไปเป็นตำรวจได้อีกแน่ หลังถูกประมูลออกไปแล้วก็คงถูกจับไปขังไว้ที่ไหนสักแห่ง ให้เป็นทาสรับใช้ หรือไม่ก็โดนข่มขืน ถ้าโชคดีหน่อย หลังจากถูกเล่นจนหมดสภาพแล้วก็คงจะถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ แต่ถ้าโชคร้ายก็คงถูกส่งเข้าสู่ขบวนการค้าประเวณีข้ามชาติ ต้องคอยบำรุงบำเรอพวกเศรษฐีวิปริตไปชั่วชีวิต
ให้ตายเถอะ! ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้วะ!
มือใหญ่ที่วางอยู่บนตักกำแน่นจนเห็นเส้นเลือด ความเจ็บจากเล็บที่เผลอกดลงไปในเนื้อเรียกสติกลับคืนมา เมื่อคลายมือออกก็เห็นเป็นรอยแผลถลอก
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
จู่ๆ ไดโดจิซึ่งนิ่งเงียบมานานก็เอ่ยถามขึ้น
“ไม่มีอะไรครับ” เสียงทุ้มตอบสั้น ๆ พยายามปรับสำเนียงไม่ให้หลุดแสดงความรู้สึกภายในออกไป ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อออกมาเช็ดเลือดที่ซึมตรงฝ่ามือ
“หกแสนสองหมื่น”
“หกแสนห้าหมื่น!”
ระหว่างนั้น ราคาประมูลค่อยๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ถ้าราคาประมูลยังสูงขึ้นไปอย่างนี้ บวกกับเงื่อนไขที่ว่า ‘ต้องจ่ายด้วยเงินสดเท่านั้น’ ไม่นาน จำนวนคนที่เข้าร่วมก็คงจะลดลง และตอนนี้ก็เหลือลูกค้าเพียง 2 รายเท่านั้นที่กำลังแย่งชิงสินค้าบนเวทีกันอยู่ คนหนึ่งก็คือ หัวหน้าระดับผู้บริหารของแก๊งโทโมเอะ กับสุภาพบุรุษสูงอายุอีกคนที่วากิซากะไม่รู้จัก ส่วนคนอื่นที่ไม่มีเงินสดติดตัวมาพอก็เปลี่ยนใจมาคอยลุ้นว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะการประมูลครั้งนี้แทน
“เอาวะ! ล้านห้าแสน!”
ในที่สุดฝ่ายยากูซ่าก็เกทับขึ้นมาทีเดียว ดูท่าทางคงจะหมดความอดทนที่ถูกชายสูงอายุกัดไม่ปล่อย คราวนี้ทั่วห้องมีแต่เสียงอึกทึก
ส่วนทางนักโทษ ซาโตชิเองก็ถึงขีดสุดแล้วเช่นกัน แม้ว่าร่างเปลือยเปล่าของตนจะถูกจับแยกขาออกกว้างให้อยู่ในท่าที่ยั่วยวนไม่สมกับเป็นผู้ชาย ร่างโปร่งบางก็อ่อนยวบไร้แรงขัดขืน ดวงตาคู่สวยเลื่อนลอยบางครั้งก็เปล่งประกายหวานซึ่งดูออกว่าเป็นผลมาจากยาปลุกเซ็กส์ อกบางสะท้อนขึ้นลงตามการหอบหายใจ ยอดอกสีชมพูแข็งชัน ทั่วทั้งร่างอัดแน่นไปด้วยอารมณ์ปรารถนาที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย แก่นกายเกร็งเขม็งขึ้นทั้งที่ยังไม่ทันจะถูกเล้าโลมด้วยซ้ำ
ทำไมนายถึงปล่อยให้ตัวเองโดนทำขนาดนี้ได้นะ
ในใจของวากิซากะขัดเคืองจนแทบจะระเบิด
ซาโตชิเป็นคนฉลาดก็จริง แต่ก็ยังถือว่าเป็นนักสืบหน้าใหม่ ประสบการณ์การสืบสวนก็มีอยู่น้อยนิด มีตำรวจที่ไหนบ้างที่ออกนอกสถานที่โดยไม่พกปืน คงคิดละสิว่าการเข้ามาสืบข่าวใน ‘โอเปร่า’ จะง่ายดายเหมือนตอนเดินเข้ามาในสำนักงานของเขาล่ะสิ แถมไมใช่แค่เป็นคนใจร้อนอย่างเดียว นายตำรวจคนนี้ยังพกนิสัยหยิ่งทรนงและเกลียดความพ่ายแพ้ไว้อีก แค่นี้ก็เท่ากับพาตัวเองมาอยู่ในกับดักที่ดิ้นไม่หลุด
แล้วถ้าหากฉันซื้อตัวนายมาล่ะ? นายจะแสดงสีหน้าแบบไหนเวลาถูกฉันกอด?
ความโกรธที่มีอยู่แล้วปนกับภาพจินตนาการที่เปลี่ยนไปทำให้เลือดในกายของชายหนุ่มพลุ่งพล่านขึ้นมาไม่ต่างกับลาวาร้อนระอุ
“ล้านห้าแสน! ราคาขึ้นไปถึงล้านห้าแสนเยนแล้วครับ ทุกท่าน มีท่านใดให้มากว่านี้ไหมครับ?”
เจ้าของคลับพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นจนแทบระงับไว้ไม่อยู่
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่มีใครให้มากกว่านี้หรอก!”
ดวงตาคมลอบมอง ยากูซ่าแห่งแก๊งโทโมเอะที่กำลังหัวเราะลั่นพลางเอนหลังพิงพนัก เหยียดขาออกด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจ ใบหน้าที่ส่อเค้าโหดเหี้ยมคาบซิการ์ม้วนใหญ่ไว้ในปาก ดวงตาหื่นกระหายที่มองไปยังเหยื่อนั้นเต็มไปด้วยจุดประสงค์ร้าย เดาไม่ยากเลยว่า หากได้ตัวนายตำนวจหนุ่มไป ผู้ชายคนนี้จะทรมานร่างบอบบางนั้นอย่างไรบ้าง
...ไม่แน่ อันดับแรก ผิวเนื้อนาวเนียนก็คงจะถูกซิการ์ที่คาบอยู่ในปากนั้นจิ้มลงไปจนเป็นรอยแผล
“ถ้าอย่างนั้น นักสืบรูปงามผู้นี้ก็ตกเป็นของ...”
“เดี๋ยวก่อน!”
บรรดาแขกที่นั่งเงียบลุ้นระทึกอยู่นั้นพากันมองมาที่เจ้าของเสียงทุ้มเป็นตาเดียว ‘เกิดอะไรขึ้นน่ะ?’ ดวงตาทุกคู่จ้องมองร่างสูงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะแขกพิเศษด้วยความคาดหวัง แม้แต่อาดาจิที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ยังอุทานออกมาอย่างงงๆ
“คุณวากิซากะ!”
ที่ผ่านมา ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกนั้นไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้จับได้ ถึงการประมูลทาสจะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาแขกในร้าน แต่เขายังนึกห่วงว่า ประธานหนุ่มจะไม่ชอบเกมนี้นัก และถ้าวากิซากะซึ่งเข้ามาในฐานะแขกด้วยการแนะนำของเขาเกิดทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา ก็อาจจะกระทบต่อหน้าตาของเขาไปด้วย
“เอ่อ...มีอะไรหรือครับท่าน?”
เจ้าของคลับทำหน้าไม่รู้ไม่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส แต่ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงดวงตา
ไอ้บ้าเอ๊ย เข้ามาขัดจังหวะทำไมวะ!
ถ้าเป็นคนทั่วไป แค่ถูกมิงิมาสึมองด้วยสายตาแบบนี้ก็คงจะหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ชายหนุ่มร่างสูงกลับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่มีความหวั่นเกรงแทรกอยู่แม้แต่น้อย
“แขกมีสิทธิ์ร่วมเล่นเกมนี้ด้วยหรือเปล่า?”
“มีสิครับ” มิงิมาสึตอบพร้อมถูมือทั้งสองข้าง
“เฮ้ย!” ผู้บริหารแก๊งกระตุกตัวจากพนักเก้าอี้ขึ้นมานั่งตัวตรง ตะโกนเสียงดังลั่น แต่เสียงทุ้มที่เอ่ยแทรกขึ้นมากลับดังก้องไปทั่วห้อง
“ยี่สิบล้านเยน”
วากิซากะเสนอราคาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฮ้า!?”
“ยี่สิบล้านเหรอ!?”
เสียงฮือฮาจากโต๊ะต่างๆ ดังกระหึ่ม บรรดาแขกต่างก็พยายามชะเง้อคอมองดูผู้ท้าแข่งคนใหม่
“ขอประทานโทษครับ ทางเราคงต้องแจ้งอีกครั้งว่า การประมูลครั้งนี้ ขอชำระเป็นเงินสดเท่านั้น...”
แม้ว่าประโยคที่กล่าวจะนอบน้อม แต่น้ำเสียงของมิงิมาสึกลับเจือความขบขันปนหยามหมิ่น
“ไดโดจิ” ประธานหนุ่มเอ่ยเรียกเลขาโดยไม่สนใจคำประชดประชันนั้น
“ครับท่าน” อีกฝ่ายรับคำอย่างรวดเร็วเหมือนกำลังรอคำสั่ง รีบหยิบกระเป๋าเอกสารที่ตั้งอยู่บนพื้นขึ้นมา แล้วลุกขึ้นยืนเคียงข้างผู้เป็นนายพรอมกับเปิดกระเป๋าประคองไว้ตรงระดับอก
“โอ้โห! นี่มัน!” เจ้าของคลับซึ่งอยู่บนเวทีถึงกับผงะ
“อะ...อะไร มีอะไร?! ขอดูหน่อยสิ!” ยากูซ่าที่เกือบจะประมูลได้ตะโกนออกมาด้วยความหงุดหงิด
ไดโดจิเบี่ยงตัวเพื่อให้อีกฝ่ายมองเห็นธนบัตรปึกละล้านที่เรียงรายอยู่ในกระเป๋าได้อย่างชัดเจน
“นี่มัน...ไม่น่าเชื่อ!”
ชายหน้ากร้านถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก ได้แต่ขบริมฝีปากแน่น มือหนาทุบลงบนโต๊ะเสียงดังลั่น
“ทีนี้คงไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหม? คุณเจ้าของคลับ?” ร่างสูงเอ่ยถามพลางลุกขึ้นรับกระเป๋าเอกสารจากเลขา แล้วเดินตรงไปหน้าเวที
“นั้นมัน...วากิซากะนี่!”
“หมอนั่นเองเรอะ...!”
คราวนี้เสียงกระซิบดังขึ้นมาจากโต๊ะต่าง ๆ ผู้ตกเป็นเป้าสายตายื่นกระเป๋าให้มิงิมาสึ ใบหน้าหล่อเหลาสะบัดไล่ชายชุดดำที่คุมตัวร่างบางเอาไว้
“ถอยออกไปซะ!” ลูกสมุนทั้งสองทำตามอย่างว่าง่าย
“นายตำรวจคนนี้เป็นของผม”
ขาเรียวยาวก้าวขึ้นไปบนเวที ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทราคาแพงออกมคลุมลงบนร่างขาวนวล นักโทษตอบสนองได้เพียงแค่ไหวไหล่นิดๆ วงหน้าเรียวก้มต่ำ ยาที่ใช้คงจะแรงเอาการ สติของร่างบางดูเหมือนจะหลุดลอยไปพร้อมกับฤทธิ์ยาที่เพิ่มขึ้น
“ผมพาตัวเขาไปได้หรือยัง?”
“เอ่อ...ได้ครับ เชิญตามสบาย”
“เอาข้อมูลในกล้องดิจิตอลมาด้วย”
“ทางเราจะส่งไปให้ทางอีเมล์ทีหลังครับ หรือจะให้ปริ๊นท์ส่งไปทางไปรษณีย์ก็ได้นะครับ”
“ไม่ได้! คุณต้องเอาภาพทั้งหมดมาให้ผมเดี๋ยวนี้!”
“เอ่อ...คือ...คุณครับ...”
“เดี๋ยวนี้!”
ถึงจะไม่ได้ขึ้นเสียงเลยแม้แต่ประโยคเดียว แต่น้ำเสียงข่มขู่บวกกับท่าทีแข็งกร้าวก็สื่อความหมายว่าไม่ยอมอ่อนข้อเด็ดขาด มิงิมาสึจำต้องยอมทำตามอย่างเสียไม่ได้ เจ้าของคลับสั่งให้ชายชุดดำดึงเมมโมรี่ออกมาจากกล้องดิจิตอลแล้วส่งมอบให้กับผู้ที่ประมูลได้
“ทั้งหมดมีแค่นี้แน่นะ?”
“แน่นอนครับ ท่าน”
“เสื้อผ้าของเขาละ?”
“รอสักครู่ครับ”
“ไดโดจิ”
เลขาของชายหนุ่มก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะยื่นมือไปปลดลูกปิงปองเปียกชุ่มที่อุดริมฝีปากของซาโตชิออก อ้อมแขนแข็งแกร่งประคองร่างบอบบางไว้แนบอก ลำคอระหงหงายไปด้านหลัง แขนเรียวตกห้อยลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง แต่ใบหน้าเนียนก็ค่อยๆ เผยอตาปรือขึ้น จ้องมองใบหน้าของวากิซากะก่อนที่น้ำตาซึ่งเอ่อคลออยู่จะค่อยๆ หยดลงมา
ดวงตาคมอ่อนแสงลง นึกหวังในใจว่า เหตุการณ์ในคืนนี้จะเป็นเพียงฝันร้ายในใจของนายตำรวจหนุ่ม
วากิซากะช้อนร่างนั้นขึ้นมาอุ้ม พร้อมกับพึมพำเบาๆ
“เป็นคืนที่สนุกจริงๆ นะ”
ร่างสูงก้าวลงจากเวที อำลาคู่ค้าแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงฝีเท้าของชายหนุ่มกับเลขาที่ค่อยๆ จางหายไป
..........................
ภาพเบื้องหน้าแยกออกเป็นสองก่อนจะค่อย ๆ กลับมารวมกัน
ใบหน้าเรียวค่อยๆ ปรือตาขึ้น ก่อนจะพบว่า ตนเองนอนอยู่บนเตียงนุ่ม บนร่างมีเพียง สวมกางเกงตัวเดิมกับเสื้อเชิ้ตสีขาวที่หลุดลุ่ย เข็มขัดกับถุงเท้าหายไปแล้ว
‘จริงสิ...เราแฝงตัวเข้าไปในโอเปร่าเพื่อสืบเรื่องคดีฆาตกรรมนั่น...’
ขณะที่กำลังทบทวนเหตุการณ์ต่าง ๆ สมองที่มึนชาก็เริ่มกระจ่างขึ้น ความทรงจำค่อยๆ กลับคืนมา
ห้องลับที่อยู่ในชั้นใต้ดิน...เพราะว่าเขาลอบเข้าไปได้อย่างง่ายได้ก็เลยประมาทจนถูกพวกนั้นจับตัวได้ และในที่สุดพวกมันก็รู้ว่าเขาเป็นตำรวจ…
ร่างบางใจหายวาบ รีบยกศีรษะขึ้นจากหมอน แต่ร่างกายกลับหนักราวกับถ่วงด้วยตุ้มเหล็ก แขนขาไม่ยอมขยับตามคำสั่ง และที่สำคัญ...ทั่วร่างของเขากำลังอัดแน่นไปด้วยความปรารถนาและความทรมานที่ไหลเวียนไปทั่วทุกอณู เลือดในกายเดือดพล่าน บริเวณท้องน้อยเต้นตุบๆ จังหวะเดียวกับหัวใจที่กำลังเต้นกระหน่ำ ส่วนกลางลำตัวตั้งชัน ขยับขยายจนเป้ากางเกงคับแน่นและปวดเกร็งไปหมด
ช่างเป็นร่างกายที่น่ารังเกียจและน่าอับอายจนซาโตชิอยากจะตายไปเสียเดี๋ยวนี้
ยาปลุกที่ยังหลงเหลืออยู่กำลังส่งผลต่อร่างกาย นายตำรวจหนุ่มเริ่มรู้สึกคลื่นไส้วิงเวียน ยิ่งเมื่อนึกถึงภาพอัปยศบนเวทีนั่นแล้ว ร่างบางก็แทบจะนอนหายใจระรวย ใบหน้าที่ส่อแววกระหายและพึงพอใจของบรรดาแขก เมื่อเขาถูกจับให้ทำท่าทางยั่วยวนต่างๆ นาๆ นั่นยิ่งทำให้เจ็บอายจนต้องปิดเปลือกตาลง พร้อมกับหอบหายใจถี่ เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมออกมาเต็มหน้าผาก
ทันใดนั้น ร่างบางก็รู้สึกว่ามีมือมือหนึ่งยื่นมาไล้เส้นผมที่ติดอยู่ตรงแก้มและตามหน้าผาก ก่อนที่จะทาบหลังมือลงไปเหมือนจะวัดไข้ ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านทำให้ต้องปรือตาขึ้นมา
“...คุณ...วากิซากะ”
ร่างสูงที่อยู่ข้างเตียงคือ วากิวากะ โคชิ ประธานหนุ่มสวมสูทชั้นเดียว แต่ก็ยังดูสง่างามเหมือนที่ทุกครั้งที่พบกัน
“เป็นไงบ้าง?”
ใบหน้างามเบือนไปอีกทางเพื่อหลบดวงตาคมที่จ้องตรงมา ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความอึดอัดกระอักกระอ่วนแบบนี้ จะให้เขามองหน้าอีกฝ่ายตรงๆ ได้อย่างไร แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจดี จึงไม่ได้ทักท้วงอะไร
“นี่ที่ไหนครับ...?”
“โรงแรม” เสียงทุ้มตอบสั้น ๆ
แม้ว่าขอบเขตสายตาที่มองเห็นจะเป็นเพียงแค่มุมหนึ่งของห้องก็ยังดูรู้ว่า ห้องนี้ได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา สอดแทรกความทันสมัยเข้าไปได้อย่างลงตัวราวกับเป็นผลงานของมัณฑนากรอันดับหนึ่ง เตียงที่ซาโตชินอนอยู่นั้นมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของเตียงขนาดคิงไซส์ ฟูกก็หนานุ่มนอนสบาย
คนอย่างประธานวากิซากะคงต้องเลือกใช้บริการโรงแรมห้าดาวอยู่แล้วนี่นะ
“ว่าไง? จำอะไรได้บ้างไหมล่ะ?”
ริมฝีปากได้รูปเม้มแน่นเมื่อได้ยินเสียงถามกึ่งแดกดันนั้น แม้ว่าสติจะเลือนราง แต่เขาก็จำเรื่องที่เกิดขึ้นได้เกือบหมด โดยเฉพาะภาพร่างสูงที่ก้าวเข้ามาร่วมการประมูลอย่างไม่คาดฝัน แต่การตื่นมาพบชายหนุ่มยืนรออยู่ข้างๆ แบบนี้ก็ทำให้ความเครียดและความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในใจมาตลอดหลายชั่วโมงค่อยเบาบางลง
“ทำอะไรโง่ ๆ”
“อย่าเพิ่งพูดอะไรได้ไหมครับ!?”
ตอนนี้เขาไม่อยากให้ใครมาซ้ำเติมอะไรทั้งนั้น ‘ขอให้ผมอยู่คนเดียวสักพักเถอะ’ เสียงในใจร่ำร้อง
“คนเขาอุตส่าห์ช่วย ยังทำหน้าแบบนี้ใส่อีก หัดมีมารยาทกับคนอื่นเสียบ้าง ทำไมหย่อนการอบรมถึงขนาดนี้นะ?”
“แล้วผมขอให้คุณช่วยหรือไง?!”
อาจจะเพราะสภาพร่างกายที่ไม่ปกติ บวกกับที่คนตรงหน้าเป็นคนที่ไม่อยากให้มาเห็นภาพอ่อนแอแบบนี้มากที่สุด เมื่อต้องมาเจอสายตาตำหนิติเตียนกับน้ำเสียงประชดประชันแบบนี้เข้า อารมณ์ที่แปรปรวนอยู่แล้วจึงยิ่งปั่นป่วนมากจนร่างบางดันทุรังเถียงขึ้นมา
“เหอะ! จะทักทายกันดี ๆ ก็ไม่ได้นะ”
เสียงทุ้มที่คำรามอยู่ในลำคอ บวกกับสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงแววกร้าวไว้ลึกๆ นั้นทำให้คนปากกล้าถึงกับชะงัก ดวงตาคู่สวยลอบมองคู่สนทนาราวกับจะประเมินความอันตราย แต่กลับเผลอไปสบตากับดวงตาคมดุดันคู่นั้นเข้าจนได้
“ก็ดี! คราวนี้ฉันจะได้ถือโอกาสสั่งสอนมารยาทให้นายเสียเลย”
มือแกร่งกระชากผ้าห่มที่คลุมร่างบางออกอย่างรวดเร็ว
“จะ...จะทำอะไรน่ะ...!”
ซาโตชิพยายามจะลุกขึ้นแต่กลับขยับไม่ได้ดังใจคิด เพราะเพียงแค่อึดใจเดียวก็ถูกร่างแกร่งกดลงมาคร่อมตัวเอาไว้จนแผ่นหลังติดกับที่นอน
“อย่า!...ออกไป ถอยไปเดี๋ยวนี้!”
ถึงจะรู้ว่าตนเองสู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้ แต่ด้วยความหยิ่งในศักดิ์ศรี นายตำรวจหนุ่มจึงไม่คิดจะยอมให้ใครมารุกรานเอาตามใจชอบ กำปั้นเล็กระดมหมัดลงบนแผ่นอกของคนด้านบน รวมทั้งแขนและไหล่กว้าง พยายามทำทุกอย่างให้ตนเองจากพันธนาการ แต่เดิมซาโตชิก็เป็นคนแรงน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมาโดนฤทธิ์ยาเข้าไปแบบนี้ พละกำลังที่มีอยู่ก็พลอยหดหายไปด้วย เขารู้ว่า อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกอะไรกับการโจมติของเขาสักนิด
ใบหน้าคมยังคงยิ้มกริ่มราวกับกำลังหยอกเย้าเด็กตัวเล็กๆ
“เหนื่อยไหม? ดิ้นแบบนี้มีแต่จะทำให้หมดแรงนะ และที่สำคัญ...ยิ่งอาละวาด เลือดก็ยิ่งสูบฉีด ยาที่อยู่ในตัวนายก็ยิ่งแรงขึ้นด้วย” ชายหนุ่มพูดแล้วก็จับมือเล็กทั้งสองข้างบิดไขว้ไปด้านหลัง
“โอ๊ย!”
ร่างบางอุทานด้วยความเจ็บปวด ฝ่ายตรงข้ามคงกลัวว่าข้อมือของเขาจะหักจึงผ่อนแรงมือเล็กน้อย ก่อนจะยกมือทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ แล้วกดริมฝีปากลงกับซอกคอขาวอย่างหนักหน่วง
“อย่า...! อ๊า...!”
~ To Be Continue In Slave Of Night ~
Night Passion
Story ByJinko Fuyuno
Illust By Ayano Yamane
Translater bySumire
Edit By Lucifer,hi-ka-ru
Graphic design By Lucifer
Pin up : มี
กระดาษ : ถนอมสายตา
In Store Now!
ราคา 250 บาท (รวมค่าส่งลงทะเบียนแล้ว)
สำหรับคนซื้อหน้าร้าน : อ.อายาโนะ 1 ใบ
เนื้อเรื่องย่อ
ทำไมคนแบบคุณถึงมาอยู่ในที่แบบนี้ได้นะ?
ถ้อยคำที่ไม่ทันยั้งคิดนั้นหลุดออกจากปากของโอคุยามะ มิซุกิ ตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกที่เขาได้เห็น ซากาอิ ทากาฮิโระ เจ้าของตำแหน่งโฮสต์อันดับหนึ่งแห่งย่านราตรีของชินจูกุ
ซากาอิผู้งามสง่าราวกับชนชั้นสูง...ยากนักที่ใครจะสามารถต้านทานเสน่ห์ดึงดูดใจและท่าทีสงบเยือกเย็นของเขาได้
มิซุกิจะได้รับการสั่งสอนจากชายผู้สมบูรณ์แบบและน่าหลงไหลคนนี้ เพื่อเรียนรู้การเป็นโฮสต์ที่แท้จริง ซึ่งแม้โอกาสที่ไล่ตามเจ้าชายในแสงราตรีผู้นี้จะมีแค่เพียงเศษเสี้ยวน้อยนิด เขาก็จะพยายามทำให้สำเร็จ
แต่ทว่า...
ท่ามกลางกลิ่นอายหอมหวานและมนต์เสน่ห์แห่งรัตติกาล
ความรักสุดโรแมนติคก็ได้อุบัติขึ้น!
..............................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 1 (เริ่มที่หน้า 1 คะ)
ทำไมคนอย่างคุณถึงได้มาอยู่ในที่แบบนี้ได้?
วินาทีแรกที่ผมได้พบ ซากาอิ ทากาฮิโระ คำอุทานนั้นก็หลุดออกมาจากริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่ว่าใครได้พบผู้ชายคนนี้ก็คงต้องคิดแบบเดียวกับผมแน่ เพราะสำหรับคนอย่างผม โอคุยามะ มิซึกิ คนนี้ ซากาอิเป็นบุคคลที่ไม่สามารถหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบให้เหมาะสมได้ สรุปได้เพียงว่า เขาช่างเป็นผู้ชายที่ไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย
สถานที่ที่พูดถึงนี้ คือ โฮสต์คลับในคาบุกิโจ ย่านราตรีที่เต็มไปด้วยแสงสีของชินจูกุ คลับแห่งนี้ถูกตกแต่งให้มีบรรยากาศหรูหรา ด้านนอกประดับด้วยหลอดไฟนีออนหลากสีมองดูแล้วตระการตา แต่คงไม่มีใครทราบหรอกว่า พื้นที่ปูด้วยพรมสีไวน์แดง หรือเสาแกะสลักเป็นรูปบรรดาเทพธิดาในเทพปกรณัมกรีกที่ประดับเอาไว้ทางด้านใน แม้แต่โคมระย้าที่ห้อยลงมาจากเพดาน ทั้งหมดล้วนเป็นของปลอมทั้งนั้น ถ้าดึงเอาเปลือกนอกจอมปลอมเหล่านี้ออกแล้ว ก็จะเห็นโครงสร้างที่ทำจากไม้ธรรมดาเท่านั้น หรือถ้าจะพูดให้ฟังง่ายๆ ก็คือ ข้างในกลวงนั่นล่ะ
ไม่ต้องสงสัยเลย...บรรดาโฮสต์ที่ทำงานอยู่ที่นี่ก็คงจะเหมือนกัน
สูทที่พวกเขาสวมใส่กันอยู่นั้นก็แค่สูทสำเร็จรูปราคาถูก ไม่ใช่ของสั่งตัดราคาแพงจากที่ไหน คำพูดที่หลุดออกมาจากริมฝีปากก็ล้วนแต่เป็นคำลวง ทว่ามีเพียงซากาอิเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง เพราะขนาดคนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ก็ยังมองออกว่าทั้งสูทและสร้อยทองที่ร่างสูงใส่อยู่ล้วนเป็นของดีมีราคาทั้งนั้น ซ้ำยังสวมใส่ได้เหมาะเจาะไม่ดูมากเกินไป นั่นอาจจะเพราะตัวตนของชายหนุ่มเองต่างหากที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง การพูดจา หรือกระทั่งกิริยามารยาทก็ไร้ที่ติ แม้จะไม่เคยรู้จักซากาอิมาก่อน มองเพียงแว่บเดียวก็ยังรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่ถูกอบรมมาอย่างดี
สิ่งที่ดึงดูดใจและสมบูรณ์แบบที่สุดนั้นก็คือ รูปร่างหน้าตาของเขา กรอบร่างเพรียวสมส่วน แขนขายาวได้รูป เข้ากับส่วนสูงกว่าหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรที่แม้แต่นายแบบหลายคนยังต้องอิจฉา เสื้อผ้าเข้ารูปนั้นสามารถส่งให้จินตนาการถึงกล้ามเนื้อสมบูรณ์แบบภายในได้ไม่ยาก แต่...ส่วนที่ทำให้ทุกคนที่มองต้องลืมหายใจ ก็คือ ใบหน้านั้น จมูกโด่งเป็นสันราวกับรูปสลักเดวิดที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยประติมากรชื่อก้อง หางตาเรียวยาวรับกับคิ้วโค้งมนที่พาดได้อย่างเหมาะเจาะ ริมฝีปากออกจากกว้างไปสักหน่อยสำหรับรูปหน้าแบบนี้ แต่มุมปากที่หยักขึ้นเล็กน้อยนั้นก็ทำให้ดูราวกับว่า เจ้าของริมฝีปากกำลังยิ้มอยู่เป็นนิจ
ยามใดที่ถ้อยคำหวานถูกเอื้อนเอ่ยออกมาจากริมฝีปากที่เต็มไปด้วยความเย้ายวนนี้ ต่อให้เป็นคำโกหกก็คงฟังเหมือนความจริง หญิงสาวทุกคนที่ได้ฟังคำพูดลื่นหูต่างยินยอมตกอยู่ในห้วงแห่งมนตรา ซึ่งเพียงความแตกต่างเล็กน้อย ทุกคำลวงนั้นก็จะแปรเปลี่ยนเป็นเพียงความฝัน
ถึงแม้ตำหนิเดียวบนร่างกายของซากาอิ จะเป็นริมฝีปากสีธรรมชาติที่อ่อนนุ่มและอวบอิ่ม แต่อวัยวะนี้ก็ไม่ได้ทำให้รูปหน้าอันงดงามนั้นเสียสมดุลลงไปเลยแม้แต่นิด
และตอนนี้ บุคคลผู้เปรียบเสมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรีย่านชินจูกุก็กำลังตอบข้อสงสัยของผมด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกราวกับเสียงดนตรี
ก็เพราะเป็นโฮสต์น่ะสิครับ
เพราะว่ามีเป็นโฮสต์อย่างนั้นเหรอ?
...ที่เขาพูดคงจะหมายถึง ชายผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์ สินะ
ท่ามกลางกลิ่นอายของความหลอกลวง ผมกลับคิดว่า คำพูดประโยคนั้นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สื่อได้ถึงความจริงใจของซากาอิ
..............................................................................................
ตัวอย่างการแปลส่วนที่ 2 (ไม่ได้เริ่มตั้งแต่หน้า 1 นะคะ)
คิดเหรอว่า แค่แกคนเดียวจะเอาชนะคนสองคนได้น่ะห๊ะ?
ไม่ลองก็ไม่รู้ จริงไหมล่ะ? อีกอย่าง ตอนนี้อิงุจิก็ไม่สามารถจับผมให้อยู่นิ่งๆ ได้แล้วด้วย
แก!
ทากาฮาชิคำรามเสียงต่ำพร้อมทั้งพุ่งตัวเข้าใส่ แต่สำหรับผม การเคลื่อนไหวนั้นก็ยังเชื่องช้าอยู่ดี ผมเบี่ยงตัวไปทางขวาเล็กน้อยก่อนจะหลบหมัดซ้ายของอีกฝ่ายที่เล็งมายังใบหน้า
ฮึบ...!
หมัดของเขาเฉียดคางผม แต่หมัดขวาที่ผมสวนออกไปนั้นไม่เข้าเป้าปะทะที่ท้องของฝ่ายข้ามอย่างรุนแรง
อ๊าก!
ทากาฮาชิเซถอยหลังไปทีละก้าวๆ ความหวาดหวั่นแผ่ซ่านอยู่บนใบหน้าของเขา แต่ผมก็ไม่คิดว่า การกระทำเพียงแค่นี้จะสาสมกับที่พวกมันทำกับผมหรอก ผมไล่ตามทากาฮาชิไป ตั้งใจว่าจะซัดเข้าอีกสักหมัดให้หายแค้น แต่ตอนที่ย่อตัวลงเตรียมพร้อมจะปล่อยหมัดสุดท้ายออกไปนั้น...
...ฉันว่า พอแค่นี้ไม่ดีกว่าหรือ?
น้ำเสียงนุ่มที่ดังขึ้นจากเบื้องหลังนั้นฟังดูไพเราะราวกับเสียงทูตสวรรค์ที่ลงมาโปรดมนุษย์ผู้ลุ่มหลงมัวเมาในกิเลส ร่างของผมนิ่งขึงไปชั่วขณะ ไม่ต่างจากทากาฮาชิและอิงุจิ พอลองหันกลับไปช้าๆ เพื่อหาต้นเสียง ผมก็ได้เห็นซากาอิซังซึ่งกำลังยืนพิงประตูห้องน้ำอยู่ ใบหน้าหล่อเหลานั้นปรากฏรอยยิ้มบางเพียงมุมปาก
รุ่นพี่สองคนรุมแกล้งรุ่นน้องคนเดียวอย่างงั้นเหรอ?
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบาจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ หากแต่สีหน้าที่คนพูดแสดงออกมานั้นช่างเย็นชาปราศจากความรู้สึกใดๆ
ซากาอิซังที่เป็นแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
รุมแกล้งอะไรกัน! ไม่มีเรื่องแบบนั้นสักหน่อย ใช่มั้ย อิงุจิ? ทากาฮาชิเริ่มพูดแก้ตัว
ชะ... ใช่ พวกผมเห็นโอคุยามะกำลังทำความสะอาดห้องน้ำอยู่คนเดียว ก็เลยตั้งใจจะมาช่วย ใช่ไหม โอคุยามะ?
อิงุจิสะดุ้งเล็กน้อยตอนถูกถามแต่พอตั้งสติได้ เจ้าลูกน้องคนสำคัญของทากาฮาชิก็ช่วยพูดพร้อมกับหันมาส่งสายตาบังคับให้ผมตอบว่า ใช่ แต่ผมไม่คิดจะช่วยเหลือคนแบบนี้ จึงก้มหน้าลงหลบจากสายตาไปเสีย
ซากาอิซังมองดูผมอย่างพิจารณาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหันไปมองพวกทากาฮาชิ
แล้วทำไมเสื้อผ้าของเธอถึงได้ยับเยินแบบนี้ล่ะ? ตอบฉันมา โอคุยามะคุง
ผมขบริมฝีปากแน่น
โดนถึงขนาดนี้แล้ว ยังคิดจะปิดปากเงียบอยู่อีกเหรอเนี่ย? เธอนี่ดันทุรังจริงๆ เลยนะ
สุดท้ายซากาอิซังก็ถอนใจออกมา
เท่าที่ฉันรู้มา พวกนายทั้งสองฝ่ายจะต้องหาแขกให้ได้ภายในเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ทั้งคู่สามารถหาแขกได้ ก็จะตัดสินด้วยค่าใช้จ่ายของแขก ไม่ใช่เหรอ?
หนอย! นี่แกวิ่งไปฟ้องมาเรอะ!
ทากาฮาชิหันมาตะโกนใส่ผมด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
อย่าเพิ่งเข้าใจผิด โอคุยามะคุงไม่ได้เล่าอะไรให้ฉันฟังทั้งนั้นแหละ เรื่องนี้ฉันบังเอิญได้ยินพวกสต๊าฟในร้านคุยกันเท่านั้นเอง อันที่จริงก็ไม่ได้ยินทั้งหมดหรอก แต่เท่าที่เห็น เรื่องทั้งหมดก็คงจะเป็นจริงอย่างที่เขาพูดกันสินะ
ทากาฮาชิและอิงุจิได้แต่นิ่งเงียบฟังซากาอิซังพูดอยู่เพียงผู้เดียว
เมื่อสักครู่ ฉันได้ยินจากมาผู้จัดการว่า วันนี้คนที่ทำยอดสูงสุดคือ โอคุยามะคุง ซึ่งก็หมายความว่า ตามเงื่อนไขที่ตกลงกันเอาไว้ ผู้ชนะก็คือ โอคุยามะคุง
ไม่ใช่ครับ เราตัดสินกันจากว่าฝ่ายไหนสามารถพาแขกมาที่ร้านได้ก่อนต่างหาก ไม่ได้ตัดสินกันที่ยอดจ่ายสักหน่อย นี่คุณจงใจมาหาเรื่องพวกผมสินะ
ฉันไม่มีเจตนาแบบนั้น
ทากาฮาชิผู้ไม่เคยยอมรับความพ่ายแพ้เถียงออกมาข้างๆ คูๆ แถมยังพูดจายอกย้อน แต่ซากาอิซังก็ยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยราวกับเจ้าชายน้ำแข็งไว้ได้เหมือนเช่นเคย
แล้วทำไมคุณต้องเข้ามาสอดเรื่องของคนอื่นด้วยล่ะครับ? นี่มันเป็นเรื่องระหว่างพวกเรากับโอคุยามะเท่านั้น ถ้ายังไงช่วยจำใส่สมองไว้ด้วย...!
ผมตกใจมากที่อยู่ๆทากาฮาชิก็ออกหมัดเข้าใส่ซากาอิซัง แต่หมัดนั้นกลับไม่โดนเป้าหมาย ซากาอิซังจับแขนของหมอนั่นไว้แน่นแล้วบิดให้แขนข้างนั้นพับไปทางด้านหลัง
อ๊าก!
พอไม่สามารถชนะได้ด้วยความคำพูด ก็คิดจะใช้กำลัง...เล่นสกปรกแบบนี้...ฉันเกลียดที่สุด...
รอยยิ้มมุมปากของซากาอิซังนั้นดูเยือกเย็นจนผมขนลุก มือแกร่งกระชากข้อมือที่อยู่ทางด้านหลังให้สูงขึ้นเพื่อเพิ่มความเจ็บปวดแก่ฝ่ายตรงข้าม
ความจริงฉันก็รู้ว่า พวกนายสองคนเคยทำเรื่องแบบนี้มาก่อน ถ้าหากว่ามีเรื่องอะไรไม่พอใจฉัน อยากจะว่ากล่าวกันล่ะก็ กรุณาพูดต่อหน้า หรือจะใช้ความรุนแรงกับฉันเหมือนกับที่ทำเมื่อกี้ก็ได้ ถ้าพูดกันจริงๆ เรื่องที่เกิดขึ้นกับโอคุยามะก็มีต้นเหตุมาจากฉัน ดังนั้นสำหรับเรื่องนี้ ฉันย่อมไม่ใช่คนนอก
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของซากาอิซัง
ไม่จริงพวกผมไม่เคยทำอะไรแบบนั้น...อั่ก!
และนี่...ในฐานะที่พวกนายลากฉันเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ข้อมูลอีกอย่างที่ฉันได้มาก็คือ แขกที่พวกนายพากลับมาน่ะ ที่จริงแล้วเป็นคนที่พวกนายจ้างมาใช่ไหมล่ะ
เพียงพริบตาเดียว บรรยากาศที่อยู่รอบข้างซากาอิซังก็แปรเปลี่ยนไป...ผมสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวจนถึงขีดสุด แต่กระนั้น ชายผู้นี้ก็ยังสามารถควบคุมท่วงท่าให้งดงามสมบูรณ์แบบไปเสียทุกส่วน
ทางฝ่ายทากาฮาชิ เมื่อความจริงถูกเปิดเผยแบบนี้ทำให้พวกนั้นตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
คะ...คุณพูดเรื่องอะไร...
ถ้าอยากฟังเรื่องราวทั้งหมด จะให้ฉันโทรเรียกไปผู้หญิงคนนั้นกลับเข้ามาในคลับตอนนี้เลยก็ได้นะ
ชิ...!
อิงุจินั้นได้แต่จ้องรอยยิ้มมุมปากของซากาอิซังโดยไม่อาจกล่าวอะไรออกมาได้อีก
ว่ายังไงล่ะ ทากาฮาชิซัง? อิงุจิซัง? สรุปว่าพวกนายขี้โกงจริงๆ ใช่ไหม?
น้ำเสียงตอนท้ายประโยคนั้นเริ่มรุนแรงขึ้น ราวกับจะข่มขู่ นัยน์ตาสีดำสนิทคมกริบมองดูแล้วช่างน่าหวาดกลัว...ภาพของซากาอิซังในยามปกติที่ทั้งสุขุม รอบคอบและพูดจาอ่อนหวานนั้นจางหายไปจนหมดสิ้น
พูดอะไร...ฉันไม่รู้เรื่อง
ทากาฮาชิสะบัดตัวให้หลุดจากพันธนาการ แล้วเขาก็หลุดออกมาได้อย่างง่ายดายเพราะซากาอิซังปล่อยข้อมือให้เป็นอิสระ มือหนารีบยกขึ้นกุมบริเวณหัวไหล่ทันที สิ่งที่ซากาอิซังทำเมื่อครู่สร้างความเจ็บปวดได้มากขนาดนั้นเลยเหรอ?
วันนี้ฝากไว้ก่อนก็แล้วกัน! อย่าหมายว่าพวกนายจะมาข่มฉันได้ง่ายๆ
หลังจากพูดจบประโยค ทากาฮาชิก็ตั้งท่าจะออกจากห้องน้ำไป แต่ก่อนที่จะเดินถึงประตู ซากาอิซังก็ยื่นมือไปจับแขนของฝ่ายนั้นเพื่อหยุดเอาไว้เสียก่อน
มีอะไร...!
ถ้าอย่างนั้น...ฉันก็ขอเตือนพวกนายด้วยคำพูดแบบเดียวกัน...
แม้ใบหน้าคมจะยังคงเฉยชาราวกับรูปปั้น แต่กลับแฝงไว้ด้วยบรรยากาศน่าหวาดหวั่น นี่เป็นสีหน้าอีกแบบหนึ่งของซากาอิซังที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน และมันก็ทำให้ผมรู้สึกเสียววาบไปจนถึงกระดูกสันหลัง
ก็บอกแล้วไงว่า พวกเราไม่ได้ทำอะไรเลย...
ถ้าไม่ได้ทำอะไรก็แล้วไป...แต่...ถ้าเกิดว่า...
รอยยิ้มเย็นเยือกปรากฏขึ้นบนริมฝีปากได้รูป
กรุณาจำเอาไว้อย่างหนึ่งว่า ฉันไม่ได้ตาบอดหรือหูหนวก...
น้ำเสียงทุ่มต่ำแหบพร่าเสียจนแทบจะฟังไม่ถนัด ดวงตาสีรัตติกาลคู่งามฉายแววเย็นชา ไร้ความปรานี เมื่อสังเกตเห็นว่าทากาฮาชิเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดี มือแกร่งก็ปล่อยแขนที่จับไว้ให้เป็นอิสระอีกครั้ง
รีบไปกันเถอะลูกพี่ เราสู้เขาไม่ได้หรอก
อิงุจิที่กลัวจนหัวหดส่งเสียงเร่งหัวหน้าของตน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็รีบวิ่งหนีออกไปจากห้องน้ำอย่างรวดเร็ว
ในที่สุด สถานที่แห่งนี้ก็เหลือเพียงผมกับซากาอิซัง
พวกสุนัขอ่อนแอที่ดีแต่เห่าหอนก็แบบนี้แหละ
เมื่อสิ้นเสียงปิดประตู ซากาอิซังก็กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเนือยๆ และเมื่อเขาหันมาทางผมอีกครั้ง ใบหน้าคมคายนั้นก็ได้เปลี่ยนกลับมาเป็นซากาอิซังคนเดิมที่ทั้งสุขุมและเยือกเย็น แม้ยามโกรธก็จะโกรธแบบเงียบๆ แทบจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ
แต่เมื่อสักครู่ โทสะจากผู้ชายคนเดียวกันนี้กลับไม่ใช่อารมณ์โกรธกรุ่นแบบนุ่มนวลเลยสักนิด เพลิงอารมณ์เกรี้ยวกราดที่แฝงความน่าสะพรึงกลัวนั้นหาอะไรมาเปรียบเทียบไม่ได้เลย
เจ็บไหม?
ใบหน้าหล่อเหลาที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้นั้นสงบนิ่งเยือกเย็น และงดงามเหมือนเช่นซากาอิซังในยามปกติ ดวงตาสีดำสนิทนั้นจ้องมองเข้ามาในดวงตาของผมราวกับต้องการจะมองทะลุเข้าไปให้ถึงภายในจิตใจของผม และนั่นก็ทำให้หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ไม่นะ...ผมจะปล่อยให้ตนเองเกิดความรู้สึกแปลกๆ กับซากาอิซังไม่ได้...ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ไม่เป็นอะไรหรอกฮะ ใส่ยาเดี๋ยวก็หาย
ผมเขยิบตัวออกห่าง หากได้อยู่ใกล้กันขนาดนี้ คนตรงหน้าต้องสัมผัสได้ถึงความโหยหาที่ผมมีต่อเขาแน่
แต่ดูจากแผลแล้ว ท่าทางไม่ค่อยดีเลยนะ
ซากาอิซังสำรวจร่างกายผมอีกครั้ง คิ้วเรียวขมวดมุ่นจนแทบจะเป็นปม
ขอโทษนะ เพราะฉันแท้ๆ เธอถึงต้องมาเจ็บตัวแบบนี้
ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกฮะ ผมไม่ดีเองที่ไปรับคำท้าของพวกนั้น
ถ้าหากผมมีสติลองคิดดูให้ดีๆ แล้วก็คงเข้าใจความต้องการของพวกทากาฮาชิได้ไม่ยาก และก็คงจะไม่ได้รับคำท้านั่น รู้ทั้งรู้ว่า ตัวเองไม่เคยออกไปหาแขกเองสักครั้ง ยังมีหน้าไปรับคำท้าจากพวกนั้นอีก เรื่องที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่ความผิดของใครเลย ทุกอย่างเป็นเพราะความไม่ยั้งคิดของผมเพียงคนเดียวเท่านั้น
เธอนี่นะ...ความจริงจะสู้ก็สู้ได้นี่นา ยังอุตส่าห์อดทนยอมให้พวกเขาแกล้งอยู่ได้
ซากาอิซังถอนใจออกมาเล็กน้อย
...ทำไมคุณถึงรู้...
ก็แล้วทำไมจะไม่รู้ล่ะ?น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่ตอบกลับมานั้นเรียบเฉย
ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ผู้ชายคนนี้ไม่รู้เรื่องหรือไม่เข้าใจบ้างหรือยังไง?
...หรือว่า...จะเป็นไปได้ไหมว่า เขาจะคอยเฝ้ามองผมอยู่ตลอดเวลา?
ไม่หรอกน่า....ผมต่างหากที่คิดไปเองคนเดียวทั้งหมด แม้ว่าทุกอย่างจะเหมือนกับของจริงก็เถอะ นี่ผมคงเป็นเด็กผู้ชายผู้อ่อนโลกมากที่สุดกระมัง ถึงได้แยกแยะยิ้มการค้ากับยิ้มอย่างจริงใจของซากาอิซังไม่ออก
คนเราทุกคนก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไปนะ ดังนั้นสำหรับกรณีนี้ ฉันคิดว่าที่พวกทากาฮาชิทำไปน่ะ คงไม่ได้ตั้งใจจะเล่นงานเธอโดยตรงหรอก พวกเขาคงเพียงแค่...ต้องการจะ...
น้ำเสียงของซากาอิซังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ แล้วก็หยุดลงที่ท้ายประโยค
เป้าหมายที่แท้จริงของนั้นคงจะเป็น ฉัน มากกว่า ส่วนเธอก็แค่ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น
วินาทีที่ผมพยายามตีความหมายแฝงในคำพูดของซากาอิซังอยู่นั้น ร่างสูงก็กลับมายืนอยู่ทางด้านหลังมือแกร่งยื่นออกมาสัมผัสต้นคอของผม
ซากาอิซัง...
เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสแผ่วเบา ทั่วทั้งเรือนร่างของผมก็ถึงกับสั่นสะท้าน
ฉันจะบอกอะไรให้นะ เสน่ห์อันน่าหลงใหลของเธอน่ะ...ไม่ได้ดึงดูดเพียงแค่ผู้หญิงเท่านั้นหรอก
นิ้วเรียวค่อยๆ ไล้ไปตามแอ่งชีพจรที่กำลังเต้นระรัว
อะไรนะ...!
ฉันพอเข้าใจแล้วว่า ทำไมพวกนั้นถึงได้อยากทำเรื่องแบบนี้กับเธอ
และแล้ว ผิวหนังของผมก็สัมผัสได้ถึงแรงกดจากริมฝีปากอ่อนนุ่มที่โลมไล้สัมผัสลงบนด้านหลังต้นคอ
จะ...ทำอะ...!
มือแกร่งทั้งสองข้างอ้อมมาทางด้านหลัง แล้วกอบกุมความเป็นชายของผมเอาไว้ โดยไม่ใส่ใจว่าผมจะตื่นตระหนกสักแค่ไหน ฝ่ามือที่ลูบไล้อย่างอ่อนโยนนั้นทำให้แรงปรารถนาอันล้ำลึกค่อยๆ ก่อตัวขึ้นช้าๆ มันช่างแตกต่างจากความรู้สึกที่มีต่อสัมผัสเมื่อครู่ของทากาฮาชิโดยสิ้นเชิง
โอคุยามะคุงก็คงจะเนื้อหอมในหมู่ผู้ชายเหมือนกันละสิ?
เสียงทุ่มต่ำลงกระซิบอยู่ข้างใบหู ริมฝีปากร้อนโลมไล้ต่ำลงมาก่อนที่จะขบกัดเบาๆ ที่ด้านหลัง ทำให้บริเวณส่วนนั้นรุ่มร้อนไปหมด ความต้องการแผ่ซ่านไปทั่วทั้งแผ่นหลัง
เรื่อง...อืม... แบบนั้น...อืม...ไม่...
โกหก
นิ้วเรียวกดลงบนส่วนปลายราวกับเป็นการลงโทษ
อ๊า...!
ความเสียวซ่านที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนแล่นริ้วไปจนถึงส่วนประสาท เข่าทั้งสองข้างของผมสั่นระริก บางส่วนที่เคยอ่อนนุ่มตอนนี้กลับเริ่มแข็งขืงขึ้นด้วยห้วงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นสูง
เรือนร่างน่าเย้ายวนแต่กลับดูไร้เดียงสาแบบนี้ ไม่น่าแปลกหรอกนะที่ทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะพากันมาลุ่มหลงตกอยู่ในบ่วงของเธอ
อย่านะ... อ๊า...
ความร้อนจากปลายนิ้วค่อยๆ โลมไล้ถ่ายทอดไปตามส่วนสำคัญที่ตั้งชันนั้นสามารถกระตุ้นอารมณ์ของผมให้พลุ่งพล่านไปหมด
เกิดอารมณ์แล้วเหรอ? คงจะรู้สึกดีมากใช่ไหม?
เปล่า...นะ...
แต่ส่วนนี้ไม่ได้บอกแบบนั้นนี่นา
ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดบนต้นคอ ทำให้เรือนร่างของผมก็ถึงกับสั่นสะท้าน
ตอนที่อยู่ในแมนชั่น ฉันไม่เคยเห็นเธอพาใครมาเลยนี่ หรือว่าความจริงแล้ว เธอออกไปต่อกับลูกค้าที่โรงแรม?
เรื่องแบบนั้นไม่มีหรอกฮะ คุณก็รู้ดีไม่ใช่เหรอ
เปลวเพลิงแห่งความปรารถนาปะทุขึ้นภายในจิตใจอยู่ทุกขณะ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจึงเริ่มขาดเป็นห้วง ผมไม่สามารถคิดถึงสิ่งใดได้อีก นอกจากความรู้สึกที่มีต่อซากาอิซัง แล้วพลันสมองของผมก็มีแต่ว่างเปล่า
ถ้าเธอยืนยันอย่างนั้น ฉันก็จะเชื่อ
ตั้งแต่เริ่มเป็นโฮสต์มาได้ประมาณหนึ่งเดือนนี้ ผมแทบจะไม่เคยช่วยตัวเองเลย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไรมากนัก เพราะแค่เรื่องงานที่ทำอยู่ก็ยุ่งวุ่นวายมากพออยู่แล้ว แล้วตัวผมเองก็ไม่ได้มีความต้องการมากมายขนาดต้องถึงกับแสวงหาทางปลดปล่อย
ผิดกับสมัยที่ยังใช้ชีวิตเที่ยวเล่นไปวันๆ ช่วงนั้นผมไม่เคยขาดคู่นอนเลย ผมไม่ได้รังเกียจการมีเซ็กส์ ออกจะชอบๆ เสียด้วยซ้ำ ผมยอมรับว่า ยามที่ร่างเปลือยเปล่าสองร่างได้แนบชิด แลกเปลี่ยนความอบอุ่นซึ่งกันและกันนั้น เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็ไม่ถึงกับกระตือรือร้น อยากมีเซ็กส์อยู่ตลอดเวลา ถ้าจะบอกว่าผมไม่ใช่ผู้ชายที่มีความต้องการสูงมากนักก็คงได้
แต่ตอนนี้ เพียงแค่สัมผัสจากฝ่ามือของผู้ชายตรงหน้า กลับทำให้ผมไม่สามารถควบคุมเพลิงปรารถนาที่กำลังแผดเผาอยู่ภายในจิตใจได้เลย
ลมหายใจร้อนผ่าวและเรือนกายอบอุ่นยามแนบชิด ผสานกับกลิ่นโคโลญจ์ที่คุ้นเคยยิ่งกระตุ้นให้ผมปั่นป่วน ความเย็นชาราวกับเจ้าชายน้ำแข็ง ทว่าแฝงด้วยความหอมหวานเหมือนฤดูใบไม้ผลินั้นทำให้สติเริ่มเลือนลาง ทุกเสียงที่กระทบเข้ามาในโสตประสาทกำลังลอยห่างไกลออกไปทุกทีๆ
ไม่ได้นะ...ถ้าขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็...
...ถ้าไม่มีรู้สึกอะไรกับผู้ชายด้วยกัน แล้วทำไมถึงตอบสนองฉันได้ขนาดนี้ล่ะ?
ผมก็อยากรู้... อ๊า...!
ยังไม่ทันสิ้นประโยค สะโพกของผมก็แอ่นขึ้นตอบสนองสัมผัสที่ฝ่ามืออุ่นกำลังเร่งเร้า ผมไม่อาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไป
ความจริงแล้วซากาอิซังไม่ได้ใช้กำลังบังคับผมเลยสักนิด ถ้าผมออกแรงเพียงนิดเดียวก็คงสามารถหลุดออกจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้ได้ แต่...ผมกลับไม่สามารถหนีจากอ้อมแขนของคนตรงหน้า...ไม่มีวันหนีได้เลย...ร่างกายผมเริ่มไร้เรี่ยวแรง แขนขาอ่อนไปหมด
นี่ผมต้องการเขาจริงๆ ใช่ไหม? อยากให้เขาสัมผัสมากนักหรือ? ทำไมร่างกายกับความรู้สึกของผมถึงได้ขัดแย้งกันขนาดนี้นะ
ทรมานมากสินะ? ถ้าได้ปล่อยออกมาสักครั้งคงจะดีกว่านี้
หลังจากจบประโยค ฝ่ามือกว้างก็เริ่มเร่งจังหวะเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนความเสียวซ่านแล่นริ้วไปทั่วร่างของผม
ไม่นะ...อ๊ะ...ซากาอิซัง...!
ตอนนี้ฉันคิดว่า ฉันคงจะหลงตัวเองได้หน่อยแล้วนะ
ริมฝีปากร้อนลุ่มพึมพำขณะที่ประทับลงบนต้นคอของผม
หลงตัวเอง...เรื่องอะไร..!
เมล็ดพันธุ์แห่งความปรารถนาซึ่งถูกหว่านลงไปนั้นทำให้ทุกๆ ส่วนบนร่างกายที่ซากาอิซังกำลังสัมผัสอยู่นี้เร่าร้อนไปหมด ผมไม่เคยต้องการมากขนาดนี้มาก่อน ความเป็นชายที่คิดว่าเกร็งเขม็งจนถึงที่สุดแล้วยังสามารถขยายได้อีก ภายในร่างรุมร้อนราวกับกำลังถูกไฟอันร้อนแรงกำลังเผาผลาญให้มอดไหม้ สติสัมปชัญญะและเหตุผลทั้งมวลต่างมลายหายไปจนหมดสิ้น
แค่สัมผัสเธอก็มีอารมณ์ขนาดนี้ คงจะใกล้ถึงแล้วสินะ ปกติเธอเสร็จเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? หรือเป็นเพราะ...เธอชอบให้ผู้ชายสัมผัสเหมือนอย่างที่พวกนั้นพูด?
เปล่านะ...!
ผมเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาที่เหมือนกับท้องฟ้ายามรัตติกาลนั้น ริมฝีปากพร่ำพูดแต่คำปฏิเสธ แต่แล้ว...ผมก็นึกถึงเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ พริบตานั้นนัยน์ตาทั้งสองของผมก็เบิกกว้าง
มีอะไรเหรอ?
แล้วคุณรู้ได้ยังไง?
รู้เรื่องอะไร?
ขณะที่ตอบคำถาม ฝ่ามือของซากาอิซังยังคงรูดขึ้นลงอย่างเชี่ยวชาญไม่มีจะสะดุด
...ก็เรื่องที่...คุณ...อา...ได้ยิน...พวกนั้น...กล่าวหาผม...ว่ามีรสนิยมแบบไหน...ไงละ...
ลมหายใจที่ปลดปล่อยออกมาเริ่มติดขัด ถ้อยคำต่างๆ จึงขาดเป็นห้วงๆ ตอนนี้แก้มของผมคงจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเพราะความอับอายที่ไม่อาจะบรรยายเป็นคำพูดได้แน่ๆ
พวกทากาฮาชิพูดเรื่องนี้กับผมก่อนที่ซากาอิซังจะเข้ามาตั้งนานไม่ใช่เหรอ? หรือถ้าหากซากาอิซังเข้ามาแล้ว...เขามัวแต่ไปทำอะไรอยู่ ถึงได้ไม่เข้ามาช่วยผมล่ะ
แหม นี่ขนาดตรงนี้ของเธอเกร็งจนเกือบจะเสร็จ เธอยังตั้งสติได้อีกเหรอเนี่ย... ยอดเยี่ยมจริงๆ
ซากาอิซังหัวเราะอย่างมีเลศนัย ก่อนที่จะถอนหายใจสั้นๆ จนไอร้อนจากริมฝีปากรดรินลงบนต้อคอของผม
ความจริงฉันเห็นและได้ยินเรื่องที่เธอกับพวกนั้นพูดทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบนั่นแหละ แต่ที่ฉันไม่เข้ามาห้าม ก็เพราะฉันอยากรู้ว่า ถ้าไม่มีฉันคอยช่วยเหลือ เธอจะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้ยังไง
น้ำเสียงราบเรียบและรอยยิ้มยั่วเย้าของเขาทำให้ผมรู้สึกฉุนขึ้นมาวูบหนึ่ง
ถึงจะว่าอย่างนั้น แต่ก็น่ารีบช่วยให้เร็วกว่านั้นนี่นา...โธ่...
พายุแห่งห้วงอารมณ์กำลังโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บริเวณส่วนปลายจรดถึงโคนเปียกชุ่ม ซ้ำยังสะท้านไหวราวกับจะท้าทายฝ่ายตรงข้าม นิ้วเรียวยาวของอีกฝ่ายเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำสีขาวขุ่นที่หลั่งไหลออกมา เข่าทั้งสองข้างของผมสั่นเทา ไม่อาจจะประคับประคองร่างของตนได้อีก ขณะที่สะโพกก็ขยับอย่างรุนแรงเพื่อตอบสนองทุกสัมผัสของซากาอิซัง
แต่ขณะที่กำลังจะไปถึงจุดสูงสุดของห้วงอารมณ์ แทนที่ผมจะดื่มด่ำกับรสสัมผัสของชายตรงหน้า ผมกลับหันไปพยายามหยุดยั้งเขาไว้
ผมชอบเขามาก...มากจนไม่อาจทนให้เขาเห็นสภาพน่าอับอายแบบนั้นได้
ช่างน่าสมเพชจริงๆ เพราะถึงแม้ผมจะมีความรู้สึกแบบนั้น แต่เบื้องล่างกลับตอบสนองเต็มที่ สะโพกขยับกระชั้นถี่ขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ผมไม่สามารถควบคุมร่างกายของตนเองได้อีกต่อไป ยิ่งเมื่อฝ่ามือร้อนของอีกฝ่ายรูดขึ้นลงอย่างเร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขีดจำกัดของผม ความเป็นชายเกร็งเขม็งขยับขยายจนปวดหนึบ ความสุขสมแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ฉันสงสัยมานานแล้วว่า เธอจะมีปฏิกิริยาอย่างไรตอนถึงจุดสุดยอด แล้วเธอก็กำลังทำสิ่งที่ฉันอยากเห็นมากที่สุดเสียด้วย
ในขณะที่ถ้อยคำเย็นชานั้นทิ่มแทงเข้าไปจนถึงส่วนลึกของจิตใจ ผิวกายภายนอกกลับถูกกระตุ้นเร้าด้วยความรุมร้อนที่ไม่อาจต้านทาน จนกระทั่งเสี้ยววินาทีนั้น...
...อ๊า!
ความปรารถนาที่อัดแน่นอยู่ภายในทะลักไหลออกมาจนเปรอะเปื้อน ทั่วเรือนร่างของผมสั่นสะท้านรุนแรง ในสมองมีเพียงความว่างเปล่า ไม่ว่าจะเป็นความอับอาย หรือความหงุดหงิดทั้งหลายแหล่ได้แปรเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่ม และถูกปลดปล่อยออกมาจนหมดสิ้น
ความอิ่มเอมค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่วร่าง ไม่ว่าจะเคยมีเซ็กส์กับผู้หญิงมาสักกี่ครั้ง ผมก็ไม่เคยรู้สึกพึงพอใจมากเท่านี้มาก่อน
มือแกร่งค่อยๆ ปล่อยเอวของผมช้าๆ ทำให้ร่างกายอันไร้เรี่ยวแรงล้มลงไปกองอยู่บนพื้นอย่างไม่อาจจะประคับประคองตนเองได้อีกต่อไป
คนหนุ่มก็แบบนี้แหละ
ซากาอิซังเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับกระซิบ ขณะที่ตัวผมกำลังรู้สึกอับอายจนถึงขีดสุด
หมายความว่ายังไงครับ?
ผมใช้แขนทั้งสองข้างพยุงร่างของตนไว้ไม่ให้ลงไปนอนราบกับพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถาม
แล้วเธอคิดว่ายังไงล่ะ?
เมื่อเจอคำถามเช่นนี้ ในสถานการณ์แบบที่เป็นอยู่ ผมก็ถึงกับต้องกลั้นหายใจ พยายามตั้งสติระงับความโกรธกรุ่นที่พลุ่งขึ้นมาเอาไว้ ในหัวคิดแต่เพียงว่า ถึงจะเถียงยังไง ก็คงไม่สามารถเอาชนะซากาอิซังได้หรอก
ทันใดนั้น ซากาอิซังก็ยกนิ้วเรียวยาวของตน ซึ่งเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำสีขาวขึ้นมาเลียต่อหน้าผม ลิ้นนุ่มตวัดไปมาอย่างเย้ายวน ภาพตรงหน้ากระตุ้นเพลิงปรารถนาที่ดับมอดไปแล้วให้โหมกระพือขึ้นมาอีก ซ้ำยังรุนแรงมากขึ้น
แล้วผมก็คิดขึ้นมาได้ว่า สงสัยคงจะไม่ใช่แค่คำพูดเพียงอย่างเดียวแล้วกระมัง ที่ผมไม่สามารถเอาชนะผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ได้
มิหนำซ้ำ ในสถานการณ์น่าอึดอัดแบบนี้ ถึงจะพยายามไต่ถามอย่างไร ตัวผมเองก็คงไม่อาจตอบอะไรได้มากมายนัก
ก็อย่างที่ฉันพูดไปเมื่อครู่นั่นแหละ คนที่ทำยอดขายได้สูงสุดในวันนี้ก็คือ เธอ โอคุยามะคุง
เรื่องนั้น...หมายความว่ายังไง...?
ขณะที่ผมกำลังอยู่ในสภาพสับสน ซากาอิซังก็หยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อออกมาซับฝ่ามือที่เปียกชุ่มของตนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ดูเหมือนแขกที่เธอพามาวันนี้จะพูดประมาณว่า อยากจะให้เธอเป็นนัมเบอร์วันนี่นะ
แล้วทำไมเขาถึงรู้เรื่องนี้ได้ล่ะ?
ตอนนั้นบรรยากาศรอบข้างมันพาไป...
บรรยากาศพาไปถึงขนาดต้องสั่ง ดอมเพอริยองสีกุหลาบ ถึงสองขวดเชียวหรือ?
เรื่องนั้น...
แถมยังสั่งไวน์ของชาโต เปตรูส อีก นี่ยังไม่รวมเหล้าที่เปิดเอาไว้ก่อนด้วยนะ
รู้สึกว่าเธอคนนั้นจะบอกว่า เพิ่งเคยมาย่านคาบูกิโจเป็นครั้งแรก เพราะโฮสต์คลับมีชื่อแห่งหนึ่งในนาโงย่าซึ่งหล่อนเป็นขาประจำอยู่นั้นยอดขายตกลงจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้
หญิงสาวผู้นั้นยังบอกกับผมอีกว่า หล่อนเพิ่งย้ายร้านสาขาใหญ่มาตั้งอยู่ที่ชินจูกุ และสัญญาว่าจะมาหาบ่อยๆ ทั้งที่ตอนนั้นผมก็บริการเธอเหมือนเช่นที่ปฏิบัติกับแขกทั่วไปทุกประการ ไม่ได้เอาอกเอาใจอะไรเป็นพิเศษ ไม่รู้เหมือนกันว่า ประธานสาวคนนั้นจะมาเกิดติดอกติดใจอะไรผมตรงไหน
แต่อย่างน้อย ผมก็เชื่อว่า ทุกคำพูดของหล่อนล้วนมาจากใจจริง
ไม่ใชแค่หล่อนคนเดียวหรอกนะ หญิงสาวหลายคนที่แวะเวียนเข้ามาที่ร้านของเรา ยอมเสียเงินเสียทองมากมายเพื่อให้ได้พบกับเธอ นั่นไม่ใช่เพราะพวกหล่อนชื่นชอบตัวเธอหรอกหรือ?
ชื่นชอบผม...อย่างนั้นเหรอครับ?
ซากาอิซังพยักหน้าตอบรับคำถามนั้น
อย่างที่ฉันเคยพูดแล้วยังไงล่ะว่า อาชีพโฮสต์ไม่ใช่แค่การเอาใจผู้หญิงอย่างเดียว ถ้าไม่สามารถเข้าใจถึงแก่นแท้ของอาชีพนี้ได้ ก็เท่ากับว่า เธอไม่เหมาะสมกับงานนี้แล้วล่ะ การก้าวขึ้นไปให้ถึงอันดับหนึ่งก็จะทำแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้เช่นกัน
การที่ชายผู้แสนจะสมบูรณ์แบบตรงหน้าผมกล่าวออกมาเช่นนี้ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่า ตำแหน่งโฮสต์อันดับหนึ่งนั้นไม่ใช่เพียงแค่ความฝันอีกต่อไปแล้ว ทุกๆ อย่างกำลังใกล้ความจริงเข้ามาทุกทีๆ
การเป็นเบอร์หนึ่งไม่ใช่สิ่งที่แค่คิดเล่นๆ ก็สามารถทำได้หรอกนะ การที่แขกคนหนึ่งซึ่งเข้ามาใช้บริการร้านนี้ครั้งแรกจะกลับมาใช้บริการอีกครั้งหรือไม่คิดจะมาเหยียบที่นี่อีกเลยนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเธอ ยิ่งเธอสามารถเข้าถึงจิตใจของแขกได้มากเท่าไร ผลตอบแทนที่ได้รับกลับมาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้เธอเองก็คงจะเริ่มเข้าใจแล้วสินะ
ผมยืนนิ่ง นัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่ริมฝีปากได้รูปซึ่งพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เมื่อได้มองในระยะใกล้เช่นนี้ทำให้รู้สึกว่า ใบหน้าไร้ตำหนิของซากาอิซังช่างเหมาะสมกับตำแหน่งโฮสต์อันดับหนึ่งแห่งชินจูกุเสียเหลือเกิน
นี่คือสิ่งสุดท้ายที่ฉันจะสอนให้กับเธอ
...นะ..นั่นหมายความว่ายังไงครับ?
ผมลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว คำพูดประโยคนั้นกระแทกเข้ามายังสติการรับรู้จนทำให้จิตใจสับสน
ก็ตามที่พูดนั่นแหละ ฉันไม่มีอะไรจะสอนเธออีกต่อไปแล้ว
ไม่จริงหรอกครับ! ผมเพิ่งจะเริ่มเข้าใจความหมายของการเป็นโฮสต์เมื่อกี้นี้เอง ตอนนี้ผมเหมือนกับคนเพิ่งเริ่มออกเดินเท่านั้น ยังใหม่อยู่มาก ยังมีสิ่งที่ต้องรบกวนให้ซากาอิซังช่วยสั่งสอนอีกมากมาย
ผมพูดด้วยความกระวนกระวายจนรู้สึกตัวว่า ตนเองพูดผิดบ้างถูกบ้างสับสนปนเปกันไปหมด
...นั่นสินะ
แล้วซากาอิซังก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมาช้าๆ
ดูจากสภาพของเธอตอนนี้ เห็นทีฉันต้องเริ่มแก้ไขมารยาทของเธอใหม่เสียแล้ว
อ๊ะ...
คำพูดนั้นทำให้ผมได้สติ เพิ่งรู้สึกตัวว่า ตนเองอยู่ในสภาพน่าทุเรศที่สุด ผมรีบรูดซิบกางเกงขึ้นทันที
ผมพลาดอีกแล้ว...ทำไมถึงต้องคอยให้ซากาอิซังเตือนอยู่ทุกเรื่องแบบนี้ด้วยนะ
หลังจากที่แต่งตัวอย่างรวดเร็วจนเรียบร้อยแล้ว ผมก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับซากาอิซังอีกครั้ง
ซากาอิซัง ผม...
ฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอรู้สึกไม่ดีอะไรหรอกนะ แต่สำหรับก้าวต่อไปซึ่งก็คือ การหาแขกให้ได้อย่างสม่ำเสมอน่ะ มันไม่ใช่เรื่องที่จะสอนกันได้ ตำแหน่งที่เรายืนอยู่ไม่ใช่การมองแค่เพียงภาพลวงตาของความฝัน แต่เราต้องทำให้ภาพลวงตานั้นก่อนตัวขึ้นจนสามารถมองเห็นเป็นรูปธรรมได้ด้วยตาเปล่า
หัวใจของผมเต้นแรงขึ้นจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
แต่ว่า...ตอนนี้ผมก็มีแขกขอระบุตัวเพิ่มขึ้นตั้งหลายคน....
นั่นเพราะฉันขอให้เธอมาช่วยไม่ใช่หรือ?
คำพูดนี้คล้ายกับคำสบประมาทจากปากของพวกทากาฮาชิ แต่เมื่อคนที่กล่าวมันออกมากลายเป็นชายหนุ่มผู้สมบูรณ์แบบผู้นี้แล้ว ความมั่นใจของผมก็กลับลดลงไปอย่างไม่อาจะอธิบายได้
หมายความว่า...แขกทุกคนไม่ใช่แขกของผมเลยแม้แต่คนเดียวหรือครับ?
แน่นอนว่า พวกเขาย่อมเป็นแขกของเธอ เพียงแต่แขกที่เธอหามาได้ในวันนี้น่ะแตกต่างกับแขกพวกนั้นมากรู้มั้ย ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนกับกำลังถูกศัตรูที่จะก้าวข้ามขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในอนาคตเหยียดหยามเอาด้วยซ้ำไป ความจริงฉันอาจจะไม่ใช่คนใจกว้างอย่างที่เธอคิดก็ได้นะ
แม้น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจะเหมือนกับกำลังหยอกเย้า แต่ผมกลับรู้สึกได้ว่า ซากาอิซังไม่ได้ล้อเล่น เพราะหากผมได้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งจริงๆ ก็เท่ากับเป็นการผลักให้ซากาอิซังต้องตกลงไปอยู่อันดับสองโดยปริยาย
มิหนำซ้ำ ถ้ายอดขายในวันนี้เป็นไปตามที่เขาบอก ผมทำยอดได้เป็นอันดับหนึ่ง...ก็หมายความว่า วันนี้ซากาอิซังต้องตกลงไปอยู่ที่สองน่ะสิ เขาจะรู้สึกอย่างไรกับผมนะ...ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นทุกทีๆ
...ขอโทษครับ...
เธอไม่จำเป็นต้องมาขอโทษอะไรฉันนี่นา ในทางกลับกัน ฉันว่าเธอควรจะภูมิใจเสียมากกว่านะ
ก็อย่างที่ฉันพูดไปเมื่อครู่นั่นแหละ เธอไม่มีความจำเป็นต้องเรียนรู้อะไรจากฉันอีกแล้ว หลังจากนี้ไป เธอต้องใช้เวลาตอนที่อยู่กับแขกให้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเธอเอง ส่วนที่เหลือก็แค่ใช้สิ่งที่ตัวเองมีให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
สิ่งที่ผมมี...
โฮสต์อันดับหนึ่งผู้มีงานยุ่งจนแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง ยังอุตส่าห์สละเวลาว่างมาสอนเรื่องต่างๆ ให้ผม
...ความจริงแล้ว ทุกอย่างก็เป็นแบบนี้นี่เอง...
สำหรับซากาอิซัง ผมไม่ได้เป็นเพียงลูกศิษย์...แต่ยังเป็ยศัตรูของเขาอีกด้วย ตัวผมไม่ได้อยู่ในฐานะแขก ไม่ได้เป็นโฮสต์ที่หาได้ทั่วไป แต่เป็นคนเพียงคนเดียวที่ทำให้ชายผู้สมบูรณ์แบบคนนี้มองเห็นความฝัน หรือถ้าจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คู่ต่อสู้คนอื่นๆ ของเขานั้น ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหน ก็คงไม่อาจสู้ผมได้ ผมเข้าใจทุกอย่างได้อย่างชัดเจนแล้ว
เพียงแต่...ผมไม่อยากคิดเลยว่า รสจูบและทุกสิ่งทุกอย่างที่ซากาอิซังทำไปนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไรต่อเขาเลยแม้แต่นิด
ต่อไปนี้ เธอแค่พยายามเป็นตัวเองให้มากที่สุดก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำตามที่ฉันสอนทุกอย่างหรอกนะ การค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนั่นเสมอนั่นแหละ จะนำไปสู่ความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเธอ ซึ่งจะสามารถเข้าไปยังส่วนลึกในจิตใจของแขก และทำให้พวกเขาล่องลอยไปเข้าในความฝันได้ เธอจะต้องหนักแน่นและพยายามผลักดันตนเองไปให้ถึงจุดหมายนั้นอย่างสุดความสามารถ
ประโยคเหล่านี้วนเวียนอยู่ในโสตประสาทของผม ถึงแม้ผมจะไม่สามารถทำความเข้าใจได้หมด แต่ผมก็รับรู้ถึงความเป็นปฏิปักษ์ที่แฝงอยู่ในถ้อยคำจริงจังนั้น และมันก็ทำให้ความรู้สึกภายในจิตใจของผมแปรเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น
ถ้าอย่างนั้น...ก็หมายความว่า คนที่ควรจะชื่นชมหลงใหล และหวั่นไหวไปกับทุกท่วงท่าของซากาอิซัง...ไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่ได้มอง หรือว่าได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด...ทุกคนที่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้นได้ควรมีแค่แขกที่เข้ามาในคลับซิกส์เท่านั้นใช่ไหม?
เข้าใจแล้วครับ ผมจะลองดู
ตอบได้ดี
ซากาอิซังคลี่ยิ้มอ่อนโยน เป็นรอยยิ้มแบบที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน รอยยิ้มนั้นแสดงความปลื้มปติ หางตาโค้งลงเล็กน้อย รูปหน้าคมที่เพียงแค่มองก็แทบจะหลอมละลาย ดวงตาของผู้มองต้องพร่าพรายไปเพราะแสงสว่างที่สาดส่องมาจากใบหน้านั้น ผมจึงทำได้เพียงแค่จ้องมองอยู่อย่างนั้น
...อ๊ะ!
แต่ไม่นาน ผมก็นึกเรื่องสำคัญอีกเรื่องขึ้นมาได้
มีอะไรเหรอ?
แล้วผมไม่ต้องย้ายออกเหรอครับ?
หมายความว่ายังไง?
โฮสต์อันดับหนึ่งแห่งชินจูกุมีสีหน้าบ่งบอกถึงความประหลาดใจ
ที่ผมได้มาอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์นั่น ก็เพราะว่าผมต้องมาเรียนรู้เรื่องต่างๆ จากซากาอิซังไม่ใช่เหรอครับ? ในเมื่อผมไม่ได้เรียนอะไรแล้ว ก็ต้องไปอยู่ที่หอเหมือนกับคนอื่นๆ...
ถ้าเป็นเรื่องนั้น ฉันก็เคยคิดไว้เหมือนกัน
อยู่ๆ ซากาอิซังก็ดูเหมือนคนแปลกหน้าสำหรับผม
เคย... คิดอยู่เหมือนกัน...งั้นเหรอ...
แต่พอนึกถึงปฏิกิริยาของพวกทากาฮาชิที่มีต่อเธอแล้ว ฉันก็คิดว่า ถ้าเธอต้องเข้าไปอยู่ในหอ ชีวิตเธอคงมีแต่เรื่องแย่ๆ แน่นอน
ผมเกือบลืมไปเลยว่า ทั้งทากาฮาชิและอิงุจิต่างก็อาศัยอยู่ในหอนั้น คิ้วของผมขมวดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
แต่มันก็ช่วยไม่ได้นี่ครับ อีกอย่าง...ถ้าผมไม่ประมาท ก็น่าจะไม่เป็นอะไร
ถึงจะเจอเรื่องแบบวันนี้อีก ก็ไม่เป็นอะไรงั้นหรือ?
...ซากาอิซังชอบแกล้งคนอื่นอยู่เรื่อยเลย
ผมไม่ทันนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เลยด้วยซ้ำ แล้วอยู่ๆ ซากาอิซังก็พูดเรื่องนั้นขึ้นมากดดันผม
ดูท่าทางอีกฝ่ายคงจะสังเกตเห็นว่าผมทำหน้างอ แถมยังจ้องมองเขากลับด้วยสายตาที่แสดงความไม่พอใจ จึงได้พูดขึ้นมาว่า
ฉันไม่ได้คิดจะแกล้ง
ใบหน้าหล่อเหลาแย้มยิ้มออกมา ฉันเป็นห่วงเธอจริงๆ แล้วฉันก็ไม่ได้รังเกียจอะไรที่เธอจะอาศัยอยู่ด้วย อีกอย่าง ห้องว่างในแมนชั่นที่ให้เธออยู่ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรอยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าเธอยังอยากจะอยู่ต่อไปก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก
จริงเหรอครับ? หัวใจของผมเต้นระรัวราวกับตีกลอง
จริงสิ แต่ถ้าเธอขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งเมื่อไหร่ ตอนนั้นเห็นทีฉันคงต้องขอคิดดูใหม่ล่ะนะ
น้ำเสียงหยอกเย้าที่คนตรงหน้าเปล่งออกมาทำเอาผมหงุดหงิดขึ้นมาอีก
ทั้งๆ ที่ตัวเองเคยถามผมว่า ไม่อยากเป็นอันดับหนึ่งหรือไงแท้ๆ ยังมาทำมาพูดอย่างนั้นอย่างนี้อีก
ร่างสูงยักไหล่เมื่อได้ยินน้ำเสียงประชดประชันของผม
ฉันเคยพูดเรื่องอะไรพรรค์นั้นด้วยเหรอ?
โธ่! คุณก็เป็นอย่างนี้ทุกที!
ผมกระแทกเสียงกลับ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นจ้องใบหน้าของซากาอิซังนิ่งอยู่อย่างนั้น
มีอะไรอีกล่ะ?
เงาของแผงขนตายาวงอนนั้นทาบทับลงบนพวงแก้ม ใบหน้าอันสมบูรณ์แบบงดงามเกินกว่าจะมีคำพูดใดในโลกสามารถบรรยายได้ ทั้งๆ ที่ความจริงผมตั้งใจจะถามเรื่องอื่นต่อไปอีก แต่เมื่อได้เห็นภาพอันแสนงดงามเช่นนี้ หัวใจที่เต้นแรงอยู่แล้วก็ระรัวขึ้นขึ้นราวกับจะหลุดออกมาจากอก
คะ...คือเมื่อกี้...ที่คุณพูดว่า คุณคงจะหลงตัวเองได้อยู่สักหน่อยนั่น มันหมายความว่ายังไงเหรอครับ.....
ผมลองถามอย่างตรงไปตรงมา
อ้อ เรื่องนั้นน่ะเหรอ
คิ้วเข้มขมวดมุ่นอยู่ชั่ววูบ แต่เสี้ยววินาทีต่อมา เขาก็คลี่ยิ้มแจ่มใส
ก็ตัวเธอที่ไม่ว่าจะถูกด่าว่ามากแค่ไหนก็ยังยอมอดทนน่ะ เพียงได้ยินพวกนั้นพูดกระทบถึงฉันเท่านั้น เธอก็ระเบิดอารมณ์ออกมาได้ทันที ฉันถึงได้พูดว่า ฉันคงหลงตัวเองได้บ้างไงล่ะ เพราะถึงจะถูกฉันว่ากล่าวตักเตือนอยู่บ่อยๆ แต่เธอก็คงจะยอมรับฉันแล้ว
เป็นธรรมดานี่ฮะ ก็ซากาอิซังทำให้ผมเปิดตามองอาชีพโฮสต์ในมุมมองใหม่ แตกต่างจากภาพที่ผมเคยจินตนาการไว้โดยสิ้นเชิงนี่นา ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ขนาดนั้นเลยเหรอ?
ผมพูดได้เต็มปากเลยนะว่า ซากาอิซังเปรียบเหมือนความภูมิใจของผม คุณคือผู้ที่บรรลุถึงแก่นแท้ของอาชีพนี้อย่างแท้จริง ไม่ว่าแขกจะจ่ายเงินให้มากน้อยแค่ไหน คุณก็บริการทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ผมน่ะเป็นคนหัวไม่ค่อยดี จนถึงตอนนี้ก็ยังเข้าใจบทเรียนที่ซากาอิซังสั่งสอนได้ไม่ถึงครึ่งเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็นับถือคุณจากใจจริงนะฮะ
เมื่อพูดจบประโยคแล้ว ผมถึงเพิ่งสำนึกว่า ตนเองได้พูดสิ่งที่น่าอับอายที่สุดออกไปแล้ว แก้มของผมจึงร้อนผ่าวไปหมด
ริมฝีปากได้รูปของคนตรงหน้าเผยรอยยิ้มที่แสดงถึงความชื่นชมออกมาให้เห็นเพียงเล็กน้อย
ถ้าเธอนับถือฉันขนาดนั้น ทำไมถึงยังใช้คำพูดผิดๆ ถูกๆ ต้องให้ฉันต้องคอยแก้ให้ทุกทีล่ะ
...ก็...นั่นมันเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมนี่ฮะ
เพราะตกใจกับคำถาม ทำให้ผมเอ่ยแก้ตัวออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด
เอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างนั้นหรือ?
ใช่ครับ เอกลักษณ์เฉพาะตัว
ผมยังพยายามย้ำด้วยท่าทางมั่นใจ แล้วตัวผมเองก็ไม่สามารถกลั้นหัวเราะเอาไว้ได้ ในที่สุดผมก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น พลอยทำให้ผู้ชายที่สง่างามอย่างซากาอิซังต้องหัวเราะตามไปด้วยอีกคน พวกเราสองคนกุมมือไว้ที่ท้องเพราะหัวเราะกันมากจนปวดท้องไปหมด
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมหัวเราะได้อย่างเต็มที่...
และเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่ผมได้เห็นซากาอิซังหัวเราะออกมาจากใจจริง
การที่เขายอมรับผมในฐานะเด็กคนหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้น และพัฒนาจนพร้อมที่จะก้าวสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวนั้นทำให้ผมรู้สึกดีใจมาก
สักวันหนึ่ง ผมจะทำให้ซากาอิซังยอมรับผมในฐานะผู้ชายคนหนึ่งให้ได้
...แต่ตอนนี้ ผมตัดสินใจแล้วว่า จะลืมเรื่องที่ค้างคาอยู่ภายในจิตใจให้หมด และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้ซากาอิซังมองเห็นความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาในตัวผมให้จงได้
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมได้ก้าวเดินไปในความฝันที่ใกล้จะเป็นความจริงเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง
~To Be Continue In Night Passion~